กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว ในวันที่ 15 พ.ค. 68
(15 พ.ค. 68) กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศว่า ประเทศไทยได้สิ้นสุดฤดูร้อนและเริ่มต้นเข้าสู่ฤดูฝน ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 ในช่วงต้นฤดูฝนจะมีปริมาณฝนน้อย หลังจากนั้นปริมาณและการกระจายของฝนจะเพิ่มขึ้น สำหรับฤดูฝนของประเทศไทยตอนบนจะสิ้นสุดประมาณกลางเดือนตุลาคม ส่วนภาคใต้โดยเฉพาะฝั่งตะวันออกจะมีฝนตกชุกหนาแน่นต่อไปอีกจนถึงกลางเดือนมกราคม 2569
สทนช. บูรณาการหน่วยงานรับมือฤดูฝน เร่งปรับแผนระบายน้ำอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่
(14 พ.ค. 68) ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 6/2568 ดร.สุรสีห์ เปิดเผยว่า ช่วง 3 เดือนแรก คือ ช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2568 มีแนวโน้มมีปริมาณฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ในช่วงวันที่ 15 - 16 พฤษภาคม 2568 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะมีกำลังแรงขึ้น จึงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนในพื้นที่ภาคใต้ริมฝั่งทะเลอันดามัน ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคเหนือตอนล่าง จากนั้นปริมาณ ฝนจะเบาลง และมีแนวโน้มว่าในช่วงวันที่ 24 - 25 พฤษภาคม 2568 ปริมาณฝนจะเพิ่มขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังแรงขึ้น ซึ่งพื้นที่ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ คือ จังหวัดเชียงราย
สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission Secretariat หรือ MRCS ก่อตั้งขึ้น เพื่อสนับสนุนภารกิจของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิก 4 ประเทศ คือ ไทย ลาว กัมพูชา และ เวียดนาม) ได้ประเมินสถานการณ์น้ำในแม่น้ำโขงว่า ในช่วงเดือนกรกฎาคม บางพื้นที่มีแนวโน้มเสี่ยงเกิดน้ำล้นตลิ่งได้ ซึ่งสอดคล้องกับ การคาดการณ์ปริมาณฝนที่พบว่า ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 มีปริมาณฝนตกมากโดยเฉพาะในพื้นที่ริมแม่น้ำโขง สทนช. ในฐานะสำนักงานเลขาธิการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย ได้ประสาน MRCS เพื่อหารือแนวทางการป้องกัน และการประชุมหารือทวิภาคีด้านการบริหารจัดการน้ำระหว่างไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยมีข้อสรุปที่จะจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ (Ad Hoc Flood Task Team) ระหว่างไทย - สปป.ลาว และ MRC เพื่อสนับสนุนข้อมูลสำหรับเตรียมการรับมือพื้นที่เสี่ยงน้ำล้นตลิ่งและการแจ้งเตือนภัยน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำในช่วงฤดูฝนนี้ ทั้งนี้ หากแนวโน้มปริมาณฝนในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงมีจำนวนมาก ต้องวางแผนเร่งพร่องและระบายน้ำออกไปก่อน โดย สทนช. จะเฝ้าติดตามและประเมินสถานการณ์ พร้อมประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดริมฝั่งแม่น้ำโขงอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ยังได้ติดตามแผนการระบายน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ต่าง ๆ ที่มีผลการระบายน้อยกว่าแผน ได้กำชับให้เร่งพร่องน้ำให้เป็นไปตามแผนเพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับปริมาณฝนที่ตกหนักในช่วงปลายปี เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ประเทศไทยอาจมีพายุจรเข้ามา 1-2 ลูก ในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม และประมาณช่วงเดือนตุลาคม ปรากฏการณ์ลานีญาอาจกลับมาและส่งผลให้ฝนตกเพิ่มมากขึ้น จึงต้องบริหารจัดการน้ำอย่างรัดกุม
กรมชลประทาน เดินหน้ารับมือฤดูฝนปีนี้อย่างเข้มข้น
กรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำว่า ปัจจุบัน (14 พ.ค.68) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 42,615 ล้าน ลบ.ม. (56% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรองรับน้ำได้อีก 33,722 ล้าน ลบ.ม. ภาพรวมสถานการณ์น้ำเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ ในส่วนของการรับมือกับฤดูฝนปี 2568 นี้ กรมชลประทาน ได้เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝนตามมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2568 ของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ด้วยการกำหนดพื้นที่ วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงอุทกภัยซ้ำซาก พร้อมบริหารจัดการน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดควบคู่กับการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้งหน้า ติดตามวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ มีการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนให้ประชาชนได้รับทราบสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง
“รองนายกฯ ประเสริฐ” หารือกับ รมว.ทรัพยากรน้ำและอุตุนิยมวิทยาแห่งกัมพูชา มุ่งยกระดับความร่วมมือขับเคลื่อนการจัดการทรัพยากรน้ำข้ามพรมแดน
(14 พ.ค. 68) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อ เศรษฐกิจและสังคม ให้การต้อนรับ ฯพณฯ ธาว เชตฐา (H.E. Mr. Thor Chetha) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรน้ำและอุตุนิยมวิทยาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา และคณะ ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและประชุมหารือความร่วมมือทวิภาคีด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรน้ำและอุตุนิยมวิทยาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา และคณะ ได้เดินทางไปศึกษาดูงาน ณ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน)
การหารือความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทยและกัมพูชาในครั้งนี้เกิดขึ้น เนื่องจากประเทศกัมพูชามีความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย โดยกัมพูชาประสงค์จัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ สทนช. เพื่อความร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การขับเคลื่อนความร่วมมือเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์น้ำท่วมและน้ำแล้งอย่างทันท่วงที รวมถึงการพัฒนาความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับการบูรณาการข้อมูลด้านทรัพยากรน้ำ
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ร่วมหารือประเด็นการบริหารจัดการน้ำข้ามพรมแดน ในพื้นที่ลุ่มน้ำโตนเลสาบของไทยและกัมพูชา ซึ่งได้มีการดำเนินโครงการบริหารจัดการอุทกภัยและภัยแล้งพื้นที่ชายแดน (9C-9T) ซึ่งเป็นลุ่มน้ำย่อยของลุ่มน้ำโตนเลสาบ บริเวณจังหวัดสระแก้วและจันทบุรี ของไทย และจังหวัดบันเตียเมียนเจย พระตะบองและไพลิน ของกัมพูชา ภายใต้กรอบความร่วมมือของ MRC มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 โดยมุ่งพัฒนาการบริหารจัดการความเสี่ยงจากอุทกภัยและภัยแล้งข้ามพรมแดนให้มีประสิทธิภาพ ลดความเสื่อมโทรมของลุ่มน้ำ และส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชน ซึ่งการหารือร่วมกันในครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนของลุ่มน้ำและชุมชนในพื้นที่ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศและเสริมสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาคอีกด้วย
“รมว.อว.” เปิดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการติดตามสถานการณ์น้ำ ครั้งที่ 2 ผนึกกำลัง มท. เสริมศักยภาพบุคลากร 76 จังหวัดทั่วประเทศเตรียมพร้อมรับมือภัยแล้ง-อุทกภัย
(14 พ.ค. 68) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิด “โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการติดตามสถานการณ์น้ำ เพื่อเฝ้าระวังและรับมือภัยแล้ง-อุทกภัย” ครั้งที่ 2 สำหรับพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวง อว. โดยสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. และ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ระหว่างวันที่ 14 - 15 พฤษภาคม 2568 โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 120 คน จาก 8 จังหวัด ได้แก่ ลพบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี
นางสาวศุภมาส กล่าวว่า โครงการนี้มีแผนจัดอบรมทั้งสิ้น 6 ครั้ง ครอบคลุม 76 จังหวัดทั่วประเทศ การอบรมครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ในพื้นที่ภาคกลาง และจะมีการจัดต่อเนื่องในภูมิภาคอื่น ๆ เป็นลำดับต่อไป ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยยังคงเป็นความท้าทายสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และข้อมูลสารสนเทศ มาใช้วิเคราะห์ วางแผน และบริหารสถานการณ์น้ำได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที
ด้าน ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการ สสน. กล่าวว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564-2570 เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรของกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลสำคัญด้านทรัพยากรน้ำ รวมถึงระบบเพื่อการตัดสินใจ สนับสนุนและวางแผนงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นอกจากนี้ สสน. ยังได้ร่วมมือกับเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา 5 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการพัฒนาหลักสูตรประกาศนียบัตร (Non-Degree Program) ด้านการจัดการน้ำ ชุมชนตามแนวพระราชดำริ โดยหวังว่าจะนำไปสู่การสร้างความมั่นคงด้านน้ำในระยะยาว และเสริมความเข้มแข็งให้กับชุมชนและประเทศ