“รมว.ทส.เฉลิมชัย” ตอบกระทู้ สว. เน้นชัด รัฐบาลยกระดับ เพิ่มความเข้มงวดมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน ฝุ่น PM2.5
วันที่ 31 มีนาคม 2568 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ตอบกระทู้ถามของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ใน 3 ประเด็น ได้แก่ (1) มาตรการรับมือปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตรและหมอกควันข้ามแดนเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ของนายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ (2) การดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า ของนายสุทนต์ กล้าการขาย และ (3) การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรในจังหวัดชุมพรไร้ที่ดินทำกิน ของนายเศรณี อนิลบล ในการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 27 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 2) ณ ห้องประชุม อาคารรัฐสภา กรุงเทพมหานคร
โดย ดร.เฉลิมชัย ได้ชี้แจงถึงมาตรการรับมือปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตรและหมอกควันข้ามแดนเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 มาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ สภาพอุตุนิยมวิทยา ซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ และแหล่งกำเนิดมลพิษที่ควบคุมได้ เช่น การเผาในพื้นที่ป่า การเผาในพื้นที่เกษตร ฝุ่นละอองในเขตเมือง ยานพาหนะ โรงงานอุตสาหกรรม รัฐบาลจึงได้กำหนดมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2568 โดยควบคุมแหล่งกำเนิดฝุ่น รวมถึงการจัดการหมอกควันข้ามแดน ผ่านกลไกการขับเคลื่อนในรูปแบบของคณะกรรมการอำนวยการเพื่อการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รับผิดชอบการจัดการไฟในพื้นที่ป่า ทั้งป่าสงวนแห่งชาติ และป่าอนุรักษ์ ที่มีเป้าหมายปี 2568 ลดพื้นที่เผาไหม้ให้ได้ลดลง ร้อยละ 25 จากปี 2567 รวมถึงบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตำรวจ ทหาร และพี่น้องชุมชนในพื้นที่ โดยเน้นการสร้างความเข้าใจและนำเทคโนโลยีเข้าช่วยเสริมในการทำงาน สำหรับการเผาในพื้นที่เกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีมาตรการตัดสิทธิความช่วยเหลือหรือชดเชยต่าง ๆ หากมีการเผาในพื้นที่เกษตร รวมถึงการเพิกถอนสิทธิ ส.ป.ก. หรือนิคมสหกรณ์ ทั้งนี้ ในปัจจุบันจุดความร้อนยังคงมีจำนวนสูง ดังนั้น ทุกหน่วยงานจึงต้องเร่งยกระดับและเพิ่มความเข้มงวดการดำเนินการตามมาตรการต่าง ๆ โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่กำลังเริ่มเข้าสู่สถานการณ์ฝุ่นละอองในพื้นที่ภาคเหนือ
ในส่วนของการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน ทส. ได้มีการประสานกับเลขาธิการอาเซียนไปแล้ว 2 ครั้ง ในเดือนมกราคม และกุมภาพันธ์ 2568 เพื่อขอความร่วมมือประเทศสมาชิกลดการเผาในที่โล่งโดยเร่งด่วน และติดตามแผนปฏิบัติการร่วมกับลาวและเมียนมา ภายใต้ยุทธศาสตร์ฟ้าใสอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ทส. ยังได้จัดตั้งศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ รายงานสถานการณ์และแจ้งเตือนฝุ่น PM2.5 ทั่วประเทศเป็นประจำทุกวัน พร้อมร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและ กสทช. วางระบบแจ้งเตือนผ่านโทรศัพท์มือถือเพื่อให้ประชาชนรับมือได้ทันท่วงที สำหรับการดำเนินการด้านกฎหมายกับผู้ลักลอบเผาในพื้นที่เกษตรและการเผาในที่โล่ง ซึ่งถือเป็นเหตุรำคาญ ตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจห้ามไม่ให้ก่อเหตุ หากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากมีการเผาในที่โล่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ มีอำนาจประกาศห้ามเผา
ดร.เฉลิมชัย ยังได้ชี้แจงถึงการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า ว่า รัฐบาลมีการยกระดับการดำเนินการทั้งมาตรการทางสังคม และมาตรการทางกฎหมาย โดยมาตรการทางสังคม ได้มีการออกพบปะชาวบ้านในพื้นที่สร้างการรับรู้ขอความร่วมมือไม่เผาป่า รวมถึงสร้างข้อตกลงร่วมกันของชุมชนรอบแนวเขตป่า มีการจัดตั้งจุดเฝ้าระวังร่วมกับชุมชนทั่วประเทศ 3,895 ชุด ราษฎรได้รับการจ้างงาน 11,685 คน สำหรับมาตรการด้านกฎหมาย มีการประกาศปิดพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่มีสถานการณ์ไฟป่าในระดับวิกฤติ และได้กำหนดบทลงโทษผู้กระทำผิดลักลอบเผาป่า ได้แก่ พื้นที่ป่าไม้ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีเนื้อที่เกิน 25 ไร่ จำคุกตั้งแต่ 2 – 15 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 – 100,000 บาท พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ จำคุก 1 – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท กรณีเกิน 25 ไร่ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 4 - 20 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000 - 2,000,000 บาท ส่วนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 4 - 20 ปี หรือปรับตั้งแต่ 400,000 - 2,000,000 บาท ทั้งนี้ หากพบเห็นการลักลอบเผาป่า ขอความร่วมมือแจ้งเบาะแสที่สายด่วน 1362 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
สำหรับในประเด็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรในจังหวัดชุมพรไร้ที่ดินทำกิน ดร.เฉลิมชัย ได้ชี้แจงถึงกรณีของบริษัท วิจิตรภัณฑ์สวนปาล์ม จำกัด และบริษัท วิจิตรภัณฑ์ปาล์มออยล์ จำกัด (มหาชน) ว่าอยู่ระหว่างการดำเนินการตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ส่วนแนวทางการต่อใบอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่ารับร่อ-ป่าสลุย นั้น อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาการใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ที่รอรวบรวมรายงานข้อมูลความเห็นจากพื้นที่ให้เป็นปัจจุบัน ทั้งนี้ สำหรับแนวทางการแก้ไขกรณีพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่กรมป่าไม้อนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หมดอายุการอนุญาต หากเป็นพื้นที่ที่มีสภาพป่าที่ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ จะนำมาดำเนินการจัดทำเป็นป่าชุมชน หากเป็นพื้นที่ที่มีสภาพเสื่อมโทรม หรือเป็นแหล่งต้นน้ำ จะนำพื้นที่มาฟื้นฟูให้กลับมามีสภาพป่าดังเดิมเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหากเป็นพื้นที่ที่มีการถือครองเข้าทำประโยชน์อยู่แล้ว จะนำมาจัดทำโครงการที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล หรือ คทช. เพื่อให้ราษฎรมีที่ทำกินในลักษณะแปลงรวมต่อไป