นายกฯ เคาะ ดิจิทัลวอลเล็ต กระตุ้นเศรษฐกิจ นำร่องกลุ่ม 16-20 ปี

(10 มี.ค. 68)  นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ครั้งที่ 1/2568 นายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนการประชุมว่า ระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา การเติบโตของเศรษฐกิจมีแนวโน้มดีขึ้น โดยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจส่วนใหญ่มาจากการส่งออกและการท่องเที่ยวถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญ ซึ่งกระทรวงการคลังได้ประมาณการ การเติบโตตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปี 2568 คาดว่าจะเติบโตร้อยละ 3 แต่เชื่อว่าด้วยศักยภาพของเศรษฐกิจไทย และความตั้งใจในการทำงานของทุกกระทรวงและภาคเอกชนจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตได้มากกว่าร้อยละ 3 โดยที่ประชุมรับทราบความคืบหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการจัดหมวดหมู่ของมาตรการทั้งหมด 46 โครงการ ตามเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 4 ด้าน ประกอบด้วย 1) การบริโภคภาคเอกชน (12 โครงการ) 2) การลงทุนภาคเอกชน (17 โครงการ) 3) การใช้จ่ายภาครัฐ (13 โครงการ) และ 4) การส่งออกสินค้าและบริการ  (4 โครงการ) ซึ่งเน้นการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว 
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบหลักการ เงื่อนไข หลักเกณฑ์ โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 10,000 บาท ในระยะที่ 3 และเห็นชอบแนวทางการลงทะเบียนเพื่อสำรวจประชาชนที่ไม่มีสมาร์ทโฟน โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินโครงการฯ และมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการจัดทำข้อเสนอโครงการฯ เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา
ให้ความเห็นชอบต่อไป นายกรัฐมนตรี ยังเสนอแนะถึงการติดตามตรวจสอบหรือตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติ (Fraud Detection) รวมทั้งการสืบสวนสอบสวน เพื่อระงับสิทธิเพิกถอนสิทธิเรียกเงินคืน ตลอดจนดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่กระทำผิดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการ อยากให้ตั้งคณะกรรมการดูแลเรื่องนี้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญ
กระทรวงการคลัง เผย จ่ายเงินดิจิทัลวอลเล็ตครั้งแรก ในกลุ่มอายุ 16-20 ปี 
(10 มี.ค. 68) นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง 
การคลัง แถลงภายหลังประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ครั้งที่ 1/2568 โดยนายพิชัย กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบหลักการโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ เฟส 3 ซึ่งเป็นครั้งแรกของการจ่ายเงินดิจิทัลวอลเล็ต โดยจะจ่ายในกลุ่มผู้ที่มีอายุระหว่าง 16-20 ปี ที่ได้ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐไว้แล้ว จำนวน 2.7 ล้านคน เนื่องจากเป็นกลุ่มที่อยู่ในวัยเรียน สามารถนำเงินที่ได้จากโครงการไปใช้จ่ายแบ่งเบาภาระผู้ปกครองได้ ซึ่งการใช้ระบบดิจิทัลวอลเล็ตนั้นถือว่าเป็นระบบที่ดี สามารถใช้ระบบควบคุมการใช้จ่ายได้ง่ายขึ้นและตรงตามวัตถุประสงค์ เชื่อว่าโครงการนี้มีความคุ้มค่า มีการกระจายทั่วถึง ได้แก้ไขหนี้ครัวเรือน ซึ่งปัจจุบันมีภาระหนี้ครัวเรือนสูงถึงร้อยละ 89 
นายพิชัย กล่าวด้วยว่า ระยะเวลาจ่ายเงินในเฟส 3 นั้น จะเป็นตามกรอบเวลาเดิมที่วางไว้คือในช่วงปลายไตรมาส 2 ถึง ต้นไตรมาส 3 ซึ่งต้องคำนึงถึงวินัยการเงินการคลัง ส่วนกลุ่มประชาชนอายุตั้งแต่ 21 - 59 ปี ต้องรอการพิจารณาอย่างเหมาะสมต่อไป นอกจากนี้รัฐบาลยังเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ไม่มีสมาร์ทโฟนให้มาลงทะเบียน และจะใช้เป็นฐานข้อมูลในอนาคตด้วย เพราะเชื่อมั่นว่าระบบดิจิทัลวอลเล็ตจะเป็นการวางรากฐานทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญ
ด้านนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล เปิดเผยว่า กลุ่มที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ได้เตรียมให้ธนาคารของรัฐ 4 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ร่วมกับไปรษณีย์ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เปิดลงทะเบียนประชาชนร่วมโครงการในเร็ว ๆ นี้ ยืนยันมีระบบคัดกรอง และตรวจสอบการไม่มีสมาร์ทโฟน เพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อนกับกลุ่มที่เคยได้รับเงิน 
ไปแล้ว
ขณะที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ กล่าวถึง การปรับเปลี่ยนเงื่อนไขประเภทสินค้า Negative List ออก (สินค้าที่ห้ามจำหน่ายในโครงการฯ) เพราะใช้การกำกับดูแลการลงทะเบียนร้านค้าเป็นหลัก รวมถึงการถอนเงินสดของร้านค้าว่าร้านค้าทุกประเภทสามารถถอนเงินสดได้ ไม่จำกัดเฉพาะร้านค้าที่เสียภาษีเท่านั้น เพื่อดึงดูดร้านค้าเข้าร่วมโครงการมากขึ้น ส่วนพื้นที่การใช้จ่ายเงิน ต้องใช้ในเขตอำเภอเหมือนเดิม พร้อมย้ำว่ารัฐบาลจะพยายามทำให้เต็มที่ตามที่ได้มีการแถลงนโยบายไว้ต่อรัฐสภา และเงิน 10,000 บาท จะต้องถึงมือประชาชนทุกคนให้ได้
กระทรวงการคลัง ย้ำ ผู้สูงอายุที่ได้รับเงินหมื่นเฟส 2 รีบผูกพร้อมเพย์และตรวจสอบสถานบัญชี เพื่อไม่พลาดรับเงินโครงการ ซึ่งจะจ่ายอีกเพียง 2 ครั้งเท่านั้น
นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าการจ่ายเงินตามโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้สูงอายุ (โครงการฯ) ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายจำนวน 3,025,596 ราย ว่า กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางได้จ่ายเงิน 10,000 บาทต่อราย ให้แก่กลุ่มเป้าหมาย 
เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2568 แล้ว จำนวน 3,025,596 ราย โอนเงินสำเร็จจำนวน 2,825,076 ราย โอนเงินไม่สำเร็จจำนวน 200,520 ราย 
เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 กรมบัญชีกลางได้สั่งจ่ายเงินในรอบการจ่ายเงินซ้ำ (Retry) ครั้งที่ 1 ให้แก่กลุ่มเป้าหมายจำนวน 199,919 ราย (หักผู้ถูกระงับสิทธิเนื่องจากเสียชีวิต) โดยโอนเงินสำเร็จจำนวน 158,712 ราย และโอนเงินไม่สำเร็จจำนวน 41,207 ราย ซึ่งพบว่ากลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ จำนวน 39,761 ราย ยังไม่ลงทะเบียนสมัครพร้อมเพย์เพื่อผูกบัญชีเงินฝากกับเลขประจำตัวประชาชน และสาเหตุอื่น ๆ จำนวน 1,446 ราย
โฆษกกระทรวงการคลัง ย้ำว่า กระทรวงการคลังจะจ่ายเงินซ้ำ (Retry) อีกจำนวน 2 ครั้งเท่านั้น จึงขอให้ประชาชนผู้ได้รับสิทธิเข้าไปตรวจสอบผลการจ่ายเงินผ่านทางแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” หากปรากฏผลว่า โอนเงินไม่สำเร็จให้เร่งติดต่อธนาคารเพื่อผูกพร้อมเพย์กับบัญชีเงินฝากด้วยเลขประจำตัวประชาชน ส่วนประชาชนที่เคยผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขประจำตัวประชาชนแล้วให้ติดต่อธนาคารเพื่อตรวจสอบบัญชีดังกล่าวว่ามีปัญหาใด และขอแก้ไขตามแต่ละกรณี เพื่อให้มั่นใจว่าพร้อมรับเงินในรอบถัดไป ดังนี้
รอบการจ่ายเงินซ้ำ ครั้งที่ 2 จะต้องผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขประจำตัวประชาชนภายในวันที่ 25 มีนาคม 2568 ซึ่งจะจ่ายเงินภายในวันที่ 28 มีนาคม 2568 และรอบการจ่ายเงินซ้ำ ครั้งที่ 3 จะต้องผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขประจำตัวประชาชนภายในวันที่ 23 เมษายน 2568 ซึ่งจะจ่ายเงินภายในวันที่ 28 เมษายน 2568 ทั้งนี้ เมื่อพ้นกำหนดการจ่ายเงินซ้ำ ครั้งที่ 3 แล้ว กระทรวงการคลังจะยุติการจ่ายเงินให้แก่กลุ่มเป้าหมาย และถือว่ากลุ่มเป้าหมายไม่ประสงค์รับเงินภายใต้โครงการฯ สำหรับผู้มีสิทธิอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นบุคคลล้มละลายสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มขออนุญาตเปิด/ใช้บัญชีเพื่อรับเงินตามโครงการฯ ได้ที่เว็บไซต์ของกรมบังคับคดี และจัดส่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการ ขณะนี้ภาครัฐได้จ่ายเงิน 10,000 บาท ให้แก่กลุ่มเป้าหมายแล้วรวมทั้งสิ้น 2,983,788 ราย ทำให้มีเงินจากโครงการฯ หมุนเวียนสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวน 29,837.88 ล้านบาท ขอให้ประชาชนที่ได้รับเงินส่วนนี้แล้ว 
วางแผนการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่าและให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตนเองและครอบครัว
 


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar