(20 ก.พ. 68) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัว ระบุว่า “รัฐบาลอยู่ข้างชาวนาและพี่น้องเกษตรกรมาโดยตลอด เราพร้อมรับฟังและจะมีมาตรการแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด ได้เชิญนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนางนฤมล
ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าพบหารือเรื่องราคาข้าวและสินค้าเกษตร
เร่งแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยส่วนหนึ่งคือการแก้ปัญหาการปลูกข้าวพันธุ์ที่ไม่ได้รับการรับรอง
ทำให้ข้าวไม่ได้คุณภาพและราคาต่ำกว่าปกติ ส่งผลต่อราคาข้าวในภาพรวม จึงได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรฯ เร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวและแจกจ่ายแก่พี่น้องเกษตรกรให้เพียงพอ ส่วนมาตรการระยะสั้นเรื่องการพยุงราคาข้าว
ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) จะออกมาตรการที่ชัดเจน นำเข้าสู่ ครม.
เพื่ออนุมัติต่อไป ขอให้พี่น้องชาวนาและเกษตรกรมั่นใจว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหานี้ และจะมีมาตรการออกไปโดยเร็วที่สุด”
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงข่าวภายหลังเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือเรื่องราคาสินค้าเกษตรและราคาข้าว โดยนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้ฝากให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีข้อมูลด้านการผลิตให้ประสานงานกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เพื่อทำงานร่วมกัน แต่ในคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) จะมีอนุกรรมการอยู่ 2 คณะ โดยนายพิชัย นริพทะพันธุ์ เป็นประธานอนุกรรมการดูแลเรื่องการตลาด ขณะที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานอนุกรรมการฝ่ายผลิตดูเรื่องของผลผลิต และรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบ ทั้งปริมาณข้าว พันธุ์ข้าว และวิธีการที่กระทรวงพาณิชย์นำเสนอ จากนั้นคณะอนุกรรมการจะนำมติการประชุมเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ นบข. ก่อนที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
มติคณะอนุกรรมการ นบข. กำหนด 3 มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการตลาด เพื่อพิจารณามาตรการแก้ไขปัญหาราคาข้าวเปลือกนาปรังตกต่ำ สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากอินเดียกลับมาส่งออกข้าว ที่ประชุมได้มีมตินำเสนอมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2568 จำนวน 3 มาตรการหลัก ใช้งบประมาณรวม 1,893.53 ล้านบาท ซึ่งจะนำเสนอให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) พิจารณาอนุมัติในสัปดาห์หน้า ประกอบด้วย
• มาตรการที่ 1 สินเชื่อชะลอนาปรัง ช่วยค่าฝากเก็บ 1,500 บาทต่อตัน ต้องเก็บข้าวไว้ 1-5 เดือน เป้าหมาย 1.5 ล้านตัน
• มาตรการที่ 2 ชดเชยดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการโรงสี ในอัตราร้อยละ 6 ต้องเก็บสต๊อกไว้ 2-6 เดือน และต้องซื้อข้าวสูงกว่าราคาตลาด 200 บาทต่อตันขึ้นไป เป้าหมาย 2 ล้านตัน
• มาตรการที่ 3 เปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือก โดยรัฐสนับสนุนค่าบริหารจัดการ 500 บาทต่อตัน และผู้ประกอบการต้องรับซื้อข้าวสูงกว่าตลาด 300 บาทต่อตัน เป้าหมาย 3 แสนตัน
นอกจากนี้ ได้มีมาตรการที่ดำเนินการควบคู่ โดยจะได้ร่วมมือกับห้างค้าปลีก โมเดิร์นเทรด
ห้างท้องถิ่น จัดจุดจำหน่ายราคาไม่เกิน 100 บาทเพื่อกระตุ้นการบริโภค เป้าหมาย 5 แสนตัน และมาตรการส่งเสริมการส่งออกข้าวไทย โดยขอความร่วมมือ EXIM Bank จัดสินเชื่อพิเศษให้ผู้ส่งออกข้าวในอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง สำหรับข้อเสนอของเกษตรกร เรียกร้องให้พิจารณามาตรการช่วยค่าบริหารจัดการไม่เผาฟาง 500 บาท ต่อไร่ ที่ประชุมได้มอบหมายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำรายละเอียดโครงการเพื่อช่วยเหลือต้นทุนการผลิตอันเนื่องมาจากการห้ามเกษตรกรเผาฟางและตอซังข้าว ก่อนนำเสนอ นบข. เพื่อพิจารณา และนำเสนอ ครม. ตามระเบียบต่อไป
พณ. เร่งแก้ปัญหาราคาข้าว ชงทุกแนวทางช่วยเหลือ
(19 ก.พ. 68) นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในติดตามสถานการณ์ราคาข้าวและเร่งดำเนินการออกมาตรการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร บรรเทาความเดือดร้อนของ
พี่น้องเกษตรกรจากปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำในช่วงผลผลิตข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2568 ออกสู่ตลาดมาก
• ดำเนินการจัดตลาดนัดข้าวเปลือกปีการผลิต 2567/68 ตั้งแต่ ก.พ. - เม.ย. ปี 2568 เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายข้าวได้ในราคาที่สูงขึ้นเป็นการเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกร และสร้างอำนาจต่อรองในการกระจายข้าวเปลือกมากขึ้น โดยจัดตลาดนัดข้าวเปลือก 14 ครั้ง เพื่อดึงราคาข้าวเปลือกให้สูงขึ้น ในพื้นที่เป้าหมาย 8 จังหวัด คือ อ่างทอง สุรินทร์ สิงห์บุรี พิษณุโลก สุโขทัย พระนครศรีอยุธยา อุบลราชธานี และนครราชสีมา ตั้งเป้าว่าโครงการตลาดนัดข้าวเปลือกจะช่วยดันราคาขายข้าวของเกษตรกรให้ปรับเพิ่มขึ้นได้
• (18 ก.พ. 68) ประชุมหารือความร่วมมือผู้ประกอบการข้าวสารบรรจุถุง ห้างค้าส่งค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ ห้างท้องถิ่นและแพลตฟอร์ม จำนวน 15 ราย ในการร่วมกันดูดซับ Supply ข้าวเพื่อนำมาบรรจุถุง และประชาสัมพันธ์รณรงค์กระตุ้นการบริโภคข้าวสารบรรจุถุง ชนิดข้าวขาว 5% โดยทำพร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรอีกทางหนึ่ง
• ร่วมมือกับผู้ประกอบการค้าข้าวรายสำคัญในการวางแผนดูดซับข้าวนาปรังในการพยุงราคาข้าวที่กำลังออกสู่ตลาดในช่วงปลายเดือนนี้ โดยจะติดตามสถานการณ์ราคาข้าวอย่างใกล้ชิด และหาแนวทางพร้อมดำเนินการมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยเกษตรกรให้ได้มากที่สุด
พณ.เร่ง 7 มาตรการผลักดันราคาข้าว
(18 ก.พ. 68) นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ กำหนดแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาข้าวเปลือกที่ลดลง จากการกลับมาส่งออกของอินเดียหลังหยุดไป 2 ปี รวมถึงแนวโน้มการนำเข้าที่ลดลงจากอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ โดยได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อพยุงราคาข้าวไทย ได้ออก 7 มาตรการเร่งด่วน ประกอบด้วย
1. เร่งประชุมคณะอนุกรรมการ นบข. พิจารณามาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ก่อนเสนอให้คณะกรรมการ นโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) พิจารณา
2. เปิดตลาดนัดข้าวเปลือกใน 20 จังหวัดลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อช่วยให้เกษตรกรขายข้าวได้ราคาสูงขึ้น คาดว่าราคาข้าวเปลือกจะเพิ่มขึ้น 100-200 บาทต่อตัน โดยเริ่มที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 16-20 ก.พ. 68 และจะจัดอีก 14 ครั้งจนถึง เม.ย. 68
3. ขยายตลาดส่งออก โดยเตรียมเดินทางไปแอฟริกาใต้ ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ส่งออกข้าว 300,000 ตัน มูลค่ากว่า 5,250 ล้านบาท เพื่อเพิ่มอุปสงค์ในตลาดโลก
4. ผลักดันการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) กับจีน อีก 280,000 ตัน เพื่อลดอุปทานข้าวส่วนเกินในประเทศ
5. สนับสนุนสินเชื่อพิเศษ โดยหารือกับ EXIM BANK เพื่อให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกข้าว ช่วยให้สามารถรับซื้อและสต๊อกข้าวจากเกษตรกรได้มากขึ้น
6. จัดกิจกรรมส่งเสริมตลาดข้าวไทยในเวทีสากล ผ่านงานประชุม Thailand Rice Convention (TRC) เชิญผู้นำเข้าข้าวทั่วโลกมาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและเจรจาธุรกิจ
7. ขยายตลาดส่งออกระยะยาว โดยมุ่งเปิดตลาดใหม่ในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และฟิลิปปินส์ พร้อมเข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวไทย