“อุตสาหกรรม” สั่งทลายโกดังสินค้าไร้ มอก. - “กรมศุลกากร” จับของหนีภาษีพุ่ง

บทสรุป
    (7 ก.พ. 68) ชุดตรวจการสุดซอยกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับสถานีตำรวจภูธรบางปู จ.สมุทรปราการ ตรวจยึดสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) หลายรายการ รวมมูลค่ากว่า 11.8 ล้านบาท หลังตรวจสอบคลังสินค้า บริษัท วินไทย เทรดดิ้ง จำกัด ที่พบการโฆษณาขายสินค้าไม่มี มอก. ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ จนขยายผลไปจับกุมและพบว่าบริษัทดังกล่าว เคยถูกตรวจสอบและยึดอายัดสินค้าแต่ยังลักลอบนำกลับมาจำหน่าย จึงแจ้งความหลายข้อหา ขณะที่ กรมศุลกากร เผยยอดการจับของหนีภาษี 4 เดือนแรกปีงบฯ 2568 (ต.ค. 67- ม.ค. 68) รวมมูลกว่า 780 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% สาเหตุหลักมาจากมาตรการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นตามนโยบายรัฐบาล โดยปี 2567 ตรวจยึดสิ่งผิดกฎหมาย รวมมูลค่า 2,607.36 ล้านบาท

รายละเอียด
(7 ก.พ. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ชุดตรวจการสุดซอยกระทรวงอุตสาหกรรม นำโดย น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงาน รมว.อุตสาหกรรม และนายเอกนิติ รมยานนท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม (สมอ.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรบางปู (สภ.บางปู) จ.สมุทรปราการ เข้าตรวจสอบคลังสินค้าขนาดใหญ่ของ บริษัท วินไทย เทรดดิ้ง จำกัด ตั้งอยู่ใน ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ หลังตรวจพบ การโฆษณาขายสินค้าไม่มีเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ผ่านช่องแพลตฟอร์มออนไลน์ชื่อดัง จนสามารถขยายผลไปถึงคลังสินค้าดังกล่าวและตรวจยึดสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน มอก. หลายรายการ อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ พาวเวอร์แบงค์ อะแดปเตอร์ ไดร์เป่าผม หม้อหุงข้าว หม้ออบลมร้อน ของเล่น หมวกกันน็อก และภาชนะพลาสติก เป็นต้น รวมมูลค่ากว่า 11.8 ล้านบาท สินค้าที่ตรวจยึดได้ทั้งหมดเป็นสินค้าที่ สมอ. ควบคุมต้องได้รับการรับรองมาตรฐาน มอก. และต้องมีการแสดงเครื่องหมาย มอก. จึงจำหน่ายได้ แต่มีการลักลอบนำเข้ามาจำหน่ายออนไลน์ในราคาถูก จึงมีความผิด

หากประชาชนพบเห็นการขายสินค้าออนไลน์ที่ไม่มีเครื่องหมาย มอก. ขอให้ช่วยกันแจ้งเรื่องร้องเรียนผ่านแพลตฟอร์ม “แจ้งอุต” หรือไลน์ไอดี “traffyfondue” เลือกไปยัง “แจ้งอุต” โดยเมื่อได้รับแจ้งกระทรวงอุตสาหกรรมจะส่งทีมสุดซอยลงดำเนินการทันที

คาดทำเป็นขบวนการ-ทุ่มตลาด-ลักลอบขายของเถื่อน
น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงาน รมว.อุตสาหกรรม เชื่อว่าการลักลอบจำหน่ายสินค้าไม่มีคุณภาพ และลักลอบนำเข้าสินค้าควบคุมที่ไม่มี มอก. มาหลอกขายประชาชนในราคาถูกเช่นนี้ต้องทำเป็นขบวนการ เบื้องต้นได้ทำการยึดและอายัดสินค้าที่ไม่มี มอก. ทั้งหมด ตามมาตรการปราบปรามสินค้าไม่ได้มาตรฐาน เพื่อป้องกันอันตรายร้ายแรงที่อาจเกิดกับประชาชนผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นไฟช็อต หรือไฟไหม้จากเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงสารปนเปื้อนในของเล่นและภาชนะพลาสติก นอกจากนี้ ขบวนการนี้ยังมีพฤติกรรมนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานลักลอบจำหน่ายในราคาถูก เป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้ประกอบการไทยที่ผลิตและจำหน่ายสินค้าที่ได้มาตรฐานและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้องด้วย

สำหรับ บริษัท วินไทย เทรดดิ้ง จำกัด เคยถูกตรวจสอบและยึดอายัดสินค้าไม่ได้มาตรฐานมาแล้ว 1ครั้ง เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 68 แต่ยังคงฝ่าฝืนกฎหมาย โดยมีการทำลายแถบป้ายยึดอายัดของ สมอ. และนำสินค้าออกจำหน่ายทางแพลตฟอร์มออนไลน์ซึ่งเป็นความผิดทางอาญาร้ายแรง อุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) สมุทรปราการและตำรวจ สภ.บางปู จึงได้สั่งหยุดการบรรจุและส่งสินค้า พร้อมยึดอายัดสินค้าที่ไม่มี มอก.  ในคลังสินค้าไว้ทั้งหมด โดย บริษัท วินไทย เทรดดิ้ง จำกัด ได้จดทะเบียนนิติบุคคลเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2564 ระบุชื่อ นายตง เริ่น สัญชาติจีน เป็นกรรมการบริษัท โดยบริษัทฯ ทำหน้าที่เป็นทั้งคลังเก็บสินค้าและเป็นผู้จำหน่ายเองด้วย จึงมีความผิดฐานจำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ความผิดฐานทำลายของกลาง มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6,000 บาท ความผิดฐานทำลายแถบป้ายยึดอายัด มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

ทั้งนี้ คณะทำงานของกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า หลังจากนี้จะทำการขยายผลไปถึงต้นตอว่าสินค้าที่ยึดอายัดเป็นของผู้นำเข้ารายใด โดย สมอ. จะดำเนินคดีอาญากับผู้นำเข้ารายนั้นอย่างถึงที่สุด บทลงโทษสำหรับผู้นำเข้าสินค้าไม่ได้มาตรฐาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนแพลตฟอร์มออนไลน์และเจ้าของโกดังที่ให้เช่าก็ถือว่ามีความผิดด้วยในฐานะผู้โฆษณา และร่วมจำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ขอความร่วมมือผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมไปถึงโมเดิร์นเทรดและคลังสินค้า ตรวจสินค้าที่เข้าสู่ระบบของตนเองอย่างเข้มงวด หากพบว่ามีการจัดจำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐานกระทรวงอุตสาหกรรมจำเป็นต้องดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด

จับของหนีภาษี 4 เดือนแรกงบปี 68 กว่า 780 ล้านบาท
    รัฐบาล โดยกรมศุลกากร รายงานผลการจับกุมสินค้าผิดกฎหมายในช่วง 4 เดือนแรกของปี งบประมาณ 2568 (ต.ค. 67 - ม.ค. 68) รวมมูลค่ากว่า 780 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 25% สาเหตุหลักมาจากมาตรการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นตามนโยบายรัฐบาล โดยในรอบ 4 เดือนที่ผ่านมา กรมศุลกากรสามารถตรวจยึดสินค้าผิดกฎหมายได้หลายรายการ ได้แก่ 
1. บุหรี่ต่างประเทศ จับกุม 667 คดี ปริมาณ 17.39 ล้านมวน มูลค่า 90.32 ล้านบาท 
2. บุหรี่ไฟฟ้า จับกุม 234 คดี มูลค่า 28.95 ล้านบาท 
3. ยาเสพติด จับกุม 85 คดี คิดเป็นมูลค่ามากที่สุดถึง 637.10 ล้านบาท 
4. ช่อดอกกัญชา จับกุม 361 คดี มูลค่า 24.75 ล้านบาท 
5. ของอุปโภคที่ไม่ผ่านศุลกากร เช่น โลชั่นบำรุงผิวและทิชชูเปียก รวม 300,000 ชิ้น มูลค่า 7 ล้านบาท 
6. ขยะอิเล็กทรอนิกส์ จับกุม 19 คดี น้ำหนัก 256.64 ตัน และเศษพลาสติก 8 คดี น้ำหนัก 367.20 ตัน
7. เครื่องเล่นเกม (ตู้คีบตุ๊กตา) ถูกลักลอบนำเข้าแบบแยกชิ้นส่วน 132 ตู้ มูลค่า 1.6 ล้านบาท

ปี 2567 ตรวจยึดสิ่งผิดกฎหมายกว่า 2.6 พันล้านบาท
กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง ได้ขานรับนโยบายและเพิ่มความเข้มงวดในการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ศุลกากรในทุกช่องทางการขนส่งเพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำความผิด โดยเฉพาะการลักลอบลำเลียงยาเสพติด สินค้าผิดกฎหมายทุกชนิด และบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประสานข้อมูลด้านการข่าวและลงพื้นที่ปราบปรามผู้กระทำผิด โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 (1 ต.ค. 66 - 30 ก.ย. 67) ได้ตรวจยึดสิ่งผิดกฎหมายเข้ามาในและออกไปนอกราชอาณาจักร จำนวนรวมทั้งสิ้น 39,282 คดี มูลค่า 2,607.36 ล้านบาท ได้แก่
1. ยาเสพติด อาทิ ยาไอซ์ เฮโรอีน โคเคน ยาบ้า จับกุมได้ 138 คดี มูลค่า 1,605.80 ล้านบาท
2. บุหรี่ซิกาแรต จับกุมได้ 1,991 คดี ปริมาณ 37.75 ล้านมวน มูลค่า 207.81 ล้านบาท
3. บุหรี่ไฟฟ้า อุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้า น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า /บารากู่ บารากู่ไฟฟ้า จับกุมได้ 393 คดี จำนวน 1.4 ล้านชิ้น มูลค่า 145.63 ล้านบาท
4. สินค้าที่ไม่มีใบอนุญาต จับกุมได้ 3,483 คดี จำนวน 36 ล้านชิ้น มูลค่า 710.40 ล้านบาท 
5. สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา จับกุมได้ 545 คดี ปริมาณ 1.14 ล้านชิ้น มูลค่า 47.19 ล้านบาท
    สำหรับการจับกุมดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งเน้นการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าและส่งออกสินค้าผิดกฎหมาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพความปลอดภัยของประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศรัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้าปราบปรามการกระทำผิดอย่างต่อเนื่อง โดยกำชับเจ้าหน้าที่ให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าทุกช่องทาง บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนให้ปลอดภัยจากสินค้าผิดกฎหมาย


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar