(30 ม.ค. 68) ที่ห้องประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ นายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทา
สาธารณภัยแห่งชาติ เพื่อติดตามสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในฐานะผู้อำนวยการกลาง/เลขานุการกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2568 ที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมฯ และได้มีข้อสั่งการให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเปิดปฏิบัติการ (activate) กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) กรณีไฟป่า หมอกควัน ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) จึงเป็นที่มาในการประชุมครั้งนี้ (30 ม.ค. 68) ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกเพื่อติดตามสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน ฝุ่น PM2.5 โดยสถานการณ์ภาพรวมของประเทศไทยมีค่าฝุ่นละออง PM2.5 เริ่มเพิ่มสูงขึ้นทุกพื้นที่ของประเทศ ทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม - วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 สถานการณ์ฝุ่นละอองจะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
นายภาสกร อธิบดี ปภ. กล่าวต่อว่า กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) กรณีไฟป่า หมอกควัน ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะผู้อำนวยการจังหวัด ใช้ระบบบริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จ (Single Command) โดยยกระดับการดำเนินงานอย่างเข้มข้นมากยิ่งขึ้นในทุกมาตรการ ทั้งการลดปริมาณฝุ่นละอองจากแหล่งกำเนิดต่าง ๆ และการดูแลผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน รวมถึงพิจารณาพื้นที่ออกประกาศกำหนดการควบคุมการเผาล่วงหน้า
โดยปัจจุบันได้มีการประกาศควบคุมพื้นที่ห้ามเผาแล้ว 39 จังหวัด พร้อมประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนเกษตรกรและผู้หาของป่าให้ทราบประกาศล่วงหน้า เพื่อให้รับทราบและปฏิบัติตามกฎหมายห้ามเผา และเป็นการป้องกันไม่ให้มีการแอบอ้างว่าไม่รู้ประกาศห้ามเผา พร้อมบังคับใช้มาตรการกฎหมายการห้ามเผาอย่างเคร่งครัดและเด็ดขาด ตรวจตรา ควบคุมไม่ให้มีการเผาขยะหรือเผาในที่โล่งทุกประเภท ซึ่งเป็นไปตามข้อสั่งการของ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่า ในช่วงระยะ 3 เดือน หรือ 90 วัน ต่อจากนี้ต้องห้ามเผาโดยเด็ดขาด กรณีสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น ให้พิจารณาประกาศใช้มาตรการ Work from Home โดยพิจารณาจากการพยากรณ์สภาพอากาศล่วงหน้า ตลอดจนขอความร่วมมือหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งสำนักงานเกษตรจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน สื่อสารประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจกับประชาชน โดยเฉพาะการห้ามเผาในพื้นที่ ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) กรณีไฟป่า หมอกควัน
ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ยังมีข้อสั่งการให้ทุกจังหวัด จัดกิจกรรม Kick Off เคาะประตูบ้าน “ห้ามเผา” เพื่อเป็นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกัน ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 10.00 น. ทุกพื้นที่ โดยใช้กลไกท้องถิ่นและท้องที่ลงพื้นที่เคาะประตูบ้าน ประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจและสร้างจิตสึกนึกให้กับประชาชนร่วมกันไม่เผาเพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชนส่วนรวม ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)
จะประชุมเปิดปฏิบัติการ (activate) กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) กรณี
ไฟป่า หมอกควัน ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เป็นประจำทุกวัน (วันจันทร์ - วันศุกร์) เวลา 10.00 น. ทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online กับหน่วยงานภายใต้ บกปภ.ช. และหน่วยงานในระดับพื้นที่ ณ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อเป็นศูนย์กลางในการอำนวยการ สั่งการ วางแผน ติดตามสถานการณ์ และแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5)
ข้อสั่งการ ปภ.ช. ประจำวันที่ 30 มกราคม 2568
1. ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะผู้อำนวยการจังหวัดใช้ระบบการบริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จ (Single Command) สั่งการหน่วยงานยกระดับการดำเนินงานอย่างเข้มข้นมากยิ่งขึ้นในทุกมาตรการ ทั้งลดปริมาณฝุ่นละอองจากแหล่งกำเนิดต่าง ๆ และการดูแลผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน
2. ประกาศกำหนดการควบคุมการเผาล่วงหน้าและบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายในการห้ามเผาอย่างเคร่งครัดและเด็ดขาด ตรวจตรา ควบคุม ไม่ให้มีการเผาขยะหรือการเผาในที่โล่งทุกประเภท
3. เมื่อสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นให้พิจารณาประกาศใช้มาตรการทำงานที่บ้าน (Work from Home) ตลอดจนการพิจารณาประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
4. ให้สำนักงานเกษตรจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจกับประชาชนโดยเฉพาะ การงดห้ามเผาในพื้นที่ควบคุมกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด
ปภ.ช. สั่งงดเผาทุกกรณี - ยกระดับทุกมาตรการ
(30 ม.ค. 68) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษากองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (ปภ.ช.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยจะเผชิญกับอากาศปิดอีกระลอก ซึ่งจะส่งผลให้ประมาณค่าฝุ่นในหลายพื้นที่ของประเทศอาจเพิ่มสูงขึ้น ที่ประชุม ปภ.ช. ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือการสั่งงดเผาโดยไม่มีข้อยกเว้น และยกระดับมาตรการต่าง ๆ แต่ในระยะเร่งด่วนในพื้นที่ที่ค่าฝุ่นยังเกินมาตรฐานให้ป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนให้มากที่สุด หากส่วนราชการใดที่ยังละเลยไม่ดำเนินการ “ปภ.ช.” จะมีข้อสั่งการและรายงานต่อ ผู้บัญชาการ บกปภ.ช. เพื่อพิจารณาตามการบังคับบัญชาทันที
ขณะที่ ปภ.ช. รายงานว่า (30 ม.ค. 68) หมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 มีสูงใน 10 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย ลำพูน พิษณุโลก สุโขทัย นนทบุรี สระบุรี เพชรบุรี นครปฐม สมุทรสาคร และประจวบคีรีขันธ์ ได้ให้ อสม. ลงพื้นที่ให้ความรู้ถึงแนวปฏิบัติที่เหมาะสมเพื่อลดผลกระทบด้านสุขภาพแก่ประชาชนแล้ว
ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้แจกจ่ายหน้ากากอนามัยไปแล้วกว่า 180,000 ชิ้น และหน้ากาก N95 จำนวนกว่า 1,100,000 ชิ้น ขณะที่ สำนักอนามัย กทม. มีการแจกหน้ากากอนามัยให้กับกลุ่มเปราะบางแล้วกว่า 377,000 ชิ้น ข้อมูลทางการแพทย์ชี้ชัดว่า การใส่หน้ากาก N95 แม้จะป้องกันฝุ่นได้ดีกว่า แต่อาจไม่เหมาะกับการใช้งานจริง ซึ่งการใส่หน้ากากอนามัยแบบทั่วไปสามารถกรองฝุ่นได้แต่หากรู้สึกไม่มั่นใจหรือต้องไปในพื้นที่ฝุ่นหนาแน่นอาจสวมหน้ากาก 2 ชั้น เพื่อป้องกันฝุ่นได้ดียิ่งขึ้น
PM2.5 ทำอัตราเสียชีวิตในผู้ป่วยโรคปอด-โรคมะเร็ง-โรคหัวใจ เพิ่มขึ้น
(30 ม.ค. 68) ศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ ฝุ่น PM2.5 กระทรวงสาธารณสุข ระบุถึงข้อมูลจาก
กรมควบคุมมลพิษ พบจังหวัดที่มีค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีส้มเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (37.6 - 75 มคก./ลบ.ม) เพิ่มขึ้น โดยคาดการณ์ว่าในสัปดาห์หน้าสถานการณ์ฝุ่นจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระดับสีส้ม ทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก แนะนำให้ตรวจสอบค่าฝุ่นอย่างต่อเนื่องและปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด
พญ.เปี่ยมลาภ แสงสายัณห์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ หัวหน้ากลุ่มงานอายุรศาสตร์ปอด สถาบันโรคทรวงอก กล่าวว่า ฝุ่น PM2.5 มีขนาดที่เล็กมากจึงสามารถซึมผ่านเข้าสู่ปอดได้ง่าย ทำให้เกิดการอักเสบและอักเสบเรื้อรังในปอด โดยอันตรายเกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกที่สัมผัสฝุ่นไปจนถึง 7 วันหลังสัมผัส อาการที่พบบ่อยคือ เคืองตา เหนื่อยหอบ มีการกำเริบของโรคเดิม ไอ มีเสมหะ จาม และมีน้ำมูก ทั้งนี้ มีข้อมูลจากการศึกษาพบว่า
ฝุ่น PM2.5 ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยโรคปอดเพิ่มขึ้น 6% ผู้ป่วยโรคมะเร็ง 8% และผู้ป่วยโรคหัวใจ 4% ดังนั้น ในช่วงที่มีค่าฝุ่นในระดับสีเหลืองหรือมากกว่า 25 มกค./ลบ.ม. ขึ้นไป แนะนำให้สวมหน้ากาก N95 หรือหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ 2 ชั้น เลี่ยงกิจกรรมนอกบ้านเมื่ออากาศปิดหรือไม่มีลม โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง