ผลงานรัฐบาล แก้ปัญหาน้ำท่วม - น้ำแล้ง

(12 ก.ย. 67) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา โดยรัฐบาลมีนโยบายในการสร้างความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ รัฐบาลจะยกระดับการบริหารจัดการน้ำ จะจัดหาน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคบริโภคให้ประชาชนทุกพื้นที่เข้าถึงได้ จะเร่งให้น้ำถึงไร่นาด้วยการเพิ่มศักยภาพแหล่งกักเก็บน้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพระบบกระจายน้ำ ควบคู่กับการขยายเขตชลประทาน พร้อมทั้งเพิ่มแหล่งน้ำเพื่อรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ รัฐบาลจะแก้ปัญหาน้ำท่วม – น้ำแล้ง ร่วมกับทุกภาคส่วน โดยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ คำนึงถึงความสอดคล้องกับศักยภาพของลุ่มน้ำและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำ
อย่างยั่งยืน
นายกฯ สั่งการแก้ปัญหาน้ำท่วม – น้ำแล้ง อย่างเป็นระบบ
    (12 ธ.ค. 67) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาล
รอบ 3 เดือน (90 วัน) ภายใต้แคมเปญ “2568 โอกาสไทย ทำได้จริง 2025 Empowering Thais: A Real Possibility จากผลงานที่เป็นรูปธรรม สู่อนาคตที่ทำได้จริง” ซึ่ง นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายทั้งหมด 11 นโยบาย แบ่งเป็น นโยบายที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า 5 นโยบาย และนโยบายระยะยาวที่ต้องทำในเชิงโครงสร้าง 6 นโยบาย โดยการแก้ปัญหาน้ำท่วม - น้ำแล้ง เป็นหนึ่งในนโยบายระยะยาวที่รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน เนื่องจากน้ำท่วม-น้ำแล้ง คือ ปัญหาใหญ่ของเกษตรกรไทย ซึ่งมีกว่า 8.7 ล้านราย น้ำท่วมแค่ครั้งเดียว หรือการประสบภัยแล้งแค่หนึ่งครั้ง อาจหมายถึงการล้มละลายทางการเงินครั้งใหญ่ คือการกำหนดว่าจะ “เป็นหนี้” หรือ “ปลดหนี้”
รัฐบาลมองว่าปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งเป็นความมั่นคงของประเทศ ที่ต้องการการวางแผนนโยบายทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว บูรณาการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงาน กรม และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ให้เกิดการประสานงานอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง
ในภาพใหญ่ รัฐบาลจะพัฒนาระบบน้ำในพื้นที่กว่า 8.21 ล้านไร่ ทำระบบป้องกันน้ำท่วมอีกกว่า 2.12 ล้านไร่ และสำหรับพื้นที่อีสานซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกสำคัญและมักเจอปัญหาน้ำแล้ง รัฐบาลจะเพิ่มแหล่งน้ำกว่า 320,000 ไร่ จะมีประชาชนกว่า 6.1 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ และจะทำให้สำเร็จภายใน 3 ปี ได้แก่ 
1) พัฒนาการขุดลอกคูคลอง ศึกษาการแก้กฎหมาย ให้ประชาชนนำดินที่ขุดลอกคูคลองไปใช้ประโยชน์ได้ 
จากเดิมการขุดลอกคลองนั้น ต้องขุดลอกกันไปทุกปี เมื่อถึงเวลาฤดูฝนวนมา ดินที่ถูกทิ้งไว้ริมตลิ่งก็ถูกน้ำพากลับลงไปในคลองอีกครั้ง เกิดการขุดลอกวนไปไม่จบสิ้น เป็นสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ปัญหาถูกแก้อย่างถาวร โดยให้กรมเจ้าท่า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ศึกษาแก้กฎหมายอนุญาตให้ประชาชน สามารถนำดินจากการขุดลอกคูคลองไปใช้ประโยชน์ หรือนำไปขาย สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ โดยเสียค่าใช้จ่ายในการขุดเอง ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดินในแหล่งน้ำ ถือเป็นดินที่อุดมสมบูรณ์ มีแร่ธาตุ เหมาะแก่การเกษตร เมื่อดินจากการขุดลอกคลองขายได้ ทำให้เกิดเศรษฐกิจใหม่ เช่น การค้าขายเรือท้องแบน เครื่องสูบน้ำ รถขนส่งดิน และที่สำคัญ แม่น้ำ คูคลอง ลำธาร จะมีพื้นที่เก็บน้ำมากขึ้นสำหรับรองรับฝน ป้องกันไม่ให้น้ำท่วม และสะสมน้ำไว้ใช้หน้าแล้งได้ให้ทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกัน
2) การสร้าง Flood Way ขนาดใหญ่ แก้ปัญหาน้ำท่วมในเมืองอย่างยั่งยืน
นอกจากการขุดลอกคูคลอง แน่นอนว่าต้องมีนโยบายและโครงสร้างขนาดใหญ่อื่นๆ มารองรับ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครที่มีโอกาสถูกน้ำท่วมเมืองได้ หนึ่งในโครงสร้างใหญ่ คือการสร้าง Flood Way 
เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมเมืองอย่างจริงจัง 
โดยให้มีการศึกษาโครงการ Flood Way และโครงสร้างขนาดใหญ่ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืน รวมไปถึงการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่ต้องมีการเจรจา และประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ซึ่งนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ไปทำงานร่วมกันทั้งในเรื่องของการหาข้อกฎหมายต่าง ๆ เทคโนโลยี และการสร้าง Flood Way เพื่อจะแก้ปัญหาน้ำท่วม – น้ำแล้งในระยะยาว


นายกฯ ลงพื้นที่อีสาน - เหนือ ติดตามการบริหารจัดการน้ำ แก้น้ำท่วม - น้ำแล้ง อย่างยั่งยืน
    (20 ธ.ค. 67) นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาอุทกภัยลุ่มน้ำชี และบริหารจัดการน้ำ 
ณ ประตูระบายน้ำห้วยน้ำเค็ม (D5) กรมชลประทาน อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม โดยนายกรัฐมนตรี ได้รับฟังรายงานการดำเนินโครงการการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำชี - มูล และโครงการปรับปรุงพนังป้องกันตลิ่งและขุดลอกคลองระบายน้ำ (D5) ห้วยน้ำเค็ม ตำบลยางท่าแจ้ง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม 
ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการไปแล้วกว่า 50% คาดว่าจะดำเนินแล้วเสร็จภายในปี 2568 นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลา และจะลงมาติดตามงานด้วยตนเองอีกครั้ง 
ซึ่งก่อนหน้านี้ (1 ธ.ค. 67) นายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามความคืบหน้า
ในแผนการดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม และดินโคลนถล่ม แม่น้ำสาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐาน (Hard Side) แบ่งเป็น 3 ระยะ ที่รัฐบาลได้อนุมัติให้ดำเนินการ ตามข้อสั่งการของ นายกรัฐมนตรี ได้แก่ 
•    แผนระยะเร่งด่วน (1 ปี) ประกอบด้วย 1 แผนงาน ได้แก่ แผนการเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของน้ำ
ในลำน้ำ โดยการขุดลอกคูคลอง รื้อถอนสิ่งกีดขวางลำน้ำ ทำพนังกั้นน้ำชั่วคราว/กึ่งถาวร ในแม่น้ำสาย 15 กม. และแม่น้ำรวก 44 กม. มอบหมายให้กองทัพบก ดำเนินการให้เสร็จตามแผน (แผนดำเนินการ กลางเดือนมกราคม - พฤษภาคม 2568) ก่อนฤดูฝน ปี 2568 
•    แผนระยะกลาง 1 - 3 ปี ประกอบด้วย 2 แผนงาน ได้แก่ 
1) โครงสร้างป้องกันน้ำท่วมและป้องกันตลิ่งบริเวณริมฝั่งแม่น้ำ และโครงการขุดคลองผันน้ำ โดยให้วิเคราะห์จุดเสี่ยงการกัดเซาะตลิ่งหลังจากการขุดลอกในระยะเร่งด่วน ดำเนินการโดย กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ แผนดำเนินการ มกราคม - มิถุนายน 2568 (6 เดือน)
2) สำรวจและออกแบบโครงสร้างป้องกันตลิ่ง ดำเนินการโดย กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ แผนดำเนินการกรกฎาคม 2568 - มิถุนายน 2569 (1 ปี) และให้ดำเนินการก่อสร้าง โดย กรมโยธาธิการและผังเมือง และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แผนดำเนินการ 2570 - 2572 (3 ปี)
•    สำหรับแผนระยะยาว (3 – 5 ปี) ประกอบด้วย 1 แผนงาน ได้แก่ โครงการจัดการพื้นที่รับน้ำชั่วคราว (แก้มลิง) โดยให้วิเคราะห์ตำแหน่งและศึกษาผลกระทบ แผนดำเนินการ ปี 2569 (1 ปี) และให้สำรวจ ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและออกแบบ ส่วนการก่อสร้างมอบให้ กรมชลประทาน และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แผนดำเนินการ ปี 2571 - 2573 (3 ปี)

กรมชลประทาน เผยแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2567/68 ยันมีน้ำเพียงพอตลอดปี
    (4 พ.ย. 67) กรมชลประทาน ได้วางแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2567/68 (ระหว่างเดือน พ.ย. 67 - 30 เม.ย. 68) ตามปริมาณน้ำต้นทุน เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำในทุกกิจกรรมตามลำดับความสำคัญ แบ่งเป็น น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ การเกษตร อุตสาหกรรม และอื่น ๆ รวมทั้งประเทศประมาณ 29,170 ล้าน ลบ.ม. รวมทั้งสำรองไว้ใช้ต้นฤดูฝนหน้า (พ.ค. - ส.ค. 68) อีกประมาณ 15,080 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งเพียงพอตามแผนที่กำหนดไว้
    นอกจากนี้ ยังได้ปฏิบัติตามมาตรการรองรับฤดูแล้งปี 2567/68 ที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เห็นชอบ ด้วยการคาดการณ์และป้องกันพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ วางแผนจัดสรรน้ำและกำหนดพื้นที่เพาะปลูกพืชฤดูแล้ง พร้อมบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามลำดับความสำคัญการใช้น้ำตามที่คณะกรรมการลุ่มน้ำกำหนด เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำเพื่อลดการสูญเสียน้ำในทุกภาคส่วน รวมไปถึงการ
เฝ้าระวังคุณภาพน้ำตลอดในช่วงฤดูแล้ง บริหารจัดการน้ำให้ชุมชน และประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ถึงสถานการณ์น้ำให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชน
ให้ได้มากที่สุด 
 


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar