(4 ธ.ค. 67) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Mobility Infrastructure for Sustainability’s Journey” ในงาน Sustainability Forum 2025 : Synergizing for Driving Business ระบุว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ต้องการเปลี่ยน “ความท้าทาย” ให้กลายเป็น “ความหวัง โอกาส และความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคม” รัฐบาลจึงเดินหน้าลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนาดใหญ่ ทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ให้มีประสิทธิภาพเชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ โดยส่งเสริมให้เกิดความปลอดภัยทางถนนและลดต้นทุนระบบโลจิสติกส์ สร้างรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูงควบคู่กับการพัฒนาเมืองที่สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ เพื่อให้เกิดการกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจ ยกระดับท่าเรือเพื่อเพิ่มศักยภาพในการการขนส่งสินค้าทางทะเล เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการคมนาคมและขนส่งของภูมิภาค (Logistics Hub) พัฒนาสนามบิน และเปิดเส้นทางการบินใหม่ ๆ เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลาง
การบินของภูมิภาค (Aviation Hub) เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น “ศูนย์กลางด้านคมนาคมในภูมิภาค” อย่างยั่งยืน แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะเร่งด่วน เร่งรัดการก่อสร้างโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการให้สามารถเปิดให้บริการได้ตามกำหนดเวลา มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการให้บริการและมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่สามารถ ทำได้ทันทีและใช้งบประมาณไม่สูง รวมถึงปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน สถานี และยานพาหนะให้สะอาด สวยงาม และเป็นระเบียบเรียบร้อย ระยะกลาง และ ระยะยาว
จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาระบบคมนาคมในทุกมิติ
กระทรวงคมนาคม มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าจากการขนส่งทางถนนเป็นทางรางและทางน้ำที่มีต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายต่ำกว่า ส่วนการเดินทางต้องการส่งเสริมให้ประชาชนเปลี่ยนมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะในทุกรูปแบบ ด้วยมุ่งหวังให้ประเทศไทยมีระบบคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ โดยจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาระบบคมนาคมในทุกมิติ ประกอบด้วย
• การคมนาคมทางราง มีแผนพัฒนารถไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 14 เส้นทาง ระยะทางรวม 554 กิโลเมตร เปิดให้บริการแล้วประมาณ 280 กิโลเมตร อยู่ระหว่างก่อสร้าง 5 โครงการ เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติ 3 โครงการ และอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมอีก 12 โครงการ เพื่อให้ประชาชนเดินทางด้วยระบบรถไฟฟ้าได้อย่างสะดวกและประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ซึ่งจะเร่งการใช้ระบบตั๋วร่วมและนโยบายรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสายทุกเส้นทาง คาดว่าจะเริ่มในเดือนกันยายน 2568
o การขนส่งระหว่างเมืองได้เร่งรัดการพัฒนารถไฟทางคู่ ระยะที่ 1 จำนวน 7 เส้นทาง ก่อสร้างแล้วเสร็จ 5 เส้นทาง และอยู่ระหว่างก่อสร้าง 2 เส้นทาง ส่วนรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 จำนวน 7 เส้นทาง ประกวดราคาแล้ว 1 เส้นทาง และอีก 6 เส้นทาง อยู่ระหว่างเตรียมเสนอ ครม. อนุมัติ นอกจากนี้ ได้พัฒนารถไฟทางคู่สายใหม่ อยู่ระหว่างก่อสร้าง 2 เส้นทาง ได้แก่ โครงการรถไฟทางคู่
ช่วงเด่นชัย - เชียงราย - เชียงของ และช่วงบ้านไผ่ - มุกดาหาร - นครพนม
o แผนพัฒนารถไฟความเร็วสูง อยู่ระหว่างก่อสร้าง 2 เส้นทาง ได้แก่ 1) รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน และ 2) รถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯ - นครราชสีมา อยู่ระหว่างนำเสนอ
ขออนุมัติต่อ ครม. 1 โครงการ ได้แก่ รถไฟความเร็วสูงช่วงนครราชสีมา - หนองคาย พร้อมก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย - ลาว เพิ่มอีก 1 สะพาน ที่จังหวัดหนองคาย เพื่อเชื่อมต่อรถไฟความเร็วสูงของไทยกับ สปป.ลาว - จีน และในอนาคตมีแผนจะก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ และจากกรุงเทพฯ ไปปาดังเบซาร์
• การคมนาคมทางน้ำ ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีแผนพัฒนาท่าเรือโดยสารสาธารณะในแม่น้ำเจ้าพระยา
ให้เป็น Smart Pier (ท่าเรืออัจฉริยะ) 29 ท่า เปิดให้บริการแล้ว 11 ท่า และจะเร่งผลักดันให้เปิดบริการภายในปี 2568 อีก 5 ท่า และจะเปิดให้บริการครบ 29 ท่า ภายในปี 2570
o แผนพัฒนาท่าเรือสำราญ (Cruise Terminal) เพื่อรองรับการท่องเที่ยว มีแผนจะก่อสร้าง
3 แห่ง ที่ชลบุรี เกาะสมุย และภูเก็ต โดยจะเริ่มก่อสร้างแห่งแรกที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในปี 2568
o แผนการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการขนส่งสินค้าทางทะเลที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ปัจจุบันกำลังดำเนินโครงการในระยะที่ 3 เพื่อเพิ่มจำนวน
ท่าเทียบเรือ
• การคมนาคมทางบก ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงข่ายการคมนาคมและบริการขนส่งทางบกให้มีความปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยให้มีการเชื่อมต่อการขนส่งรูปแบบต่าง ๆ นำเทคโนโลยีและการบริหารจัดการที่ทันสมัยมาใช้ในการพัฒนาและให้บริการ ปรับปรุงกฎหมายให้มีทันสมัย โดยจะเร่ง “ปิดตำนานถนน 7 ชั่วโคตร” บนถนนสายพระราม 2 ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2568 รวมทั้งเปิดให้บริการมอเตอร์เวย์ M6 สายบางปะอิน - นครราชสีมา ตลอดเส้นทางในช่วงปีใหม่ 2569 และ M81 ตลอดเส้นทาง ภายในปี 2568
• การคมนาคมทางอากาศ มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมการบิน เพื่อสร้างโอกาสให้ประเทศไทยเป็น Aviation Hub ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนด้านการบินของเอกชนในประเทศ และสนับสนุนการเชื่อมโยงการให้บริการด้านการบินกับการท่องเที่ยวในประเทศ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้เพิ่มมากขึ้น โดยมีแผนการพัฒนาด้านคมนาคมทางอากาศ 3 ระยะ ได้แก่
o ระยะเร่งด่วน มุ่งเน้นการอำนวยความสะดวก สร้างรอยยิ้มประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้มาใช้บริการสนามบิน เช่น การนำระบบการออกบัตรโดยสารด้วยตัวเอง (CUPPS) หรือการนำระบบโหลดกระเป๋าด้วยตัวเอง (CUBD) มาใช้
o ระยะกลาง มุ่งเน้นเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารและเที่ยวบินของท่าอากาศยานหลักของประเทศให้สามารถรองรับผู้โดยสารและเที่ยวบินได้มากขึ้น
o ระยะยาว ก่อสร้างท่าอากาศยานแห่งใหม่ 2 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานล้านนา และท่าอากาศยานอันดามัน ทั้ง 2 สนามบิน คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2573 รวมทั้งส่งเสริมอุตสาหกรรมการซ่อมบำรุงอากาศยานทั้งระบบ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินในอนาคต
แผนการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์
โครงการ Mega Project กระทรวงคมนาคมมีแผนการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์การขนส่งสินค้าทางทะเลในภูมิภาคอาเซียน โครงการแลนด์บริดจ์จะเป็นประตูการนำเข้าและส่งออกแห่งใหม่ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย และเป็นเส้นทางขนส่งตู้สินค้าทางทะเลทางเลือกใหม่ของภูมิภาค
เดินหน้ามาตรการ "สมุดพกผู้รับเหมา"
จากเหตุการณ์ความเสียหายกรณีชิ้นส่วนสะพานที่ก่อสร้างถล่มบนถนนพระราม 2 เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ ร่วมกันเร่งพิจารณาให้ความเห็นต่อร่างระเบียบกระทรวงการคลังในการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้รับเหมา เพื่อเข้าหารือกับกรมบัญชีกลางถึงแนวทางจัดทำมาตรการ “สมุดพกผู้รับเหมา” เพื่อให้ออกมาเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด
มาตรการเบื้องต้น นอกจากจะปรับเงินสูงสุดตามกฎหมายและตัดสิทธิในการเข้าร่วมประมูลงานแล้ว จะเพิ่มการ “ตัดคะแนน” ด้วย ซึ่งหากไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดจะพิจารณาลดชั้นผู้รับเหมา รวมถึงการถอดรายชื่อออกจากทะเบียนผู้รับเหมาที่มีสิทธิเข้าประมูลโครงการของภาครัฐทันที โดยภายในระยะเวลา
2 สัปดาห์นี้ จะเร่งสรุปความเห็นต่อร่างระเบียบกระทรวงการคลัง เพื่อนำไปพูดคุยรายละเอียดเพิ่มเติมกับกรมบัญชีกลาง หาข้อสรุปให้มีผลบังคับใช้ต่อไป
สำหรับการก่อสร้างทุกโครงการบนถนนเส้นพระราม 2 ภายในช่วงวันที่ 26 ธันวาคม 2567 - 2 มกราคม 2568 กระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้ระงับการดำเนินการทั้งหมด พร้อมคืนผิวถนนในการสัญจรให้ได้มากที่สุด เพื่อต้องการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ใช้เส้นทาง พร้อมแนะนำประชาชนศึกษาเส้นทางก่อนเดินทางเพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรที่ติดขัดช่วงเทศกาลปีใหม่