(27 ก.ค. 67) องค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational Scientific and Cultural Organization) หรือยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศให้อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จ.อุดรธานี เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ประจำปี 2567 ภายใต้ชื่อ “ภูพระบาท ประจักษ์พยานแห่งวัฒนธรรมสีมาสมัยทวารวดี” ถือเป็นแหล่งมรดกโลกลำดับที่ 8 และแหล่งมรดกโลก
ทางวัฒนธรรมแห่งที่ 5 ของประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 2 ของ จ.อุดรธานี
โดย อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลก ภายใต้เกณฑ์คุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล (Outstanding Universal Value: OUV) ได้แก่ การรักษาความเป็นของแท้และดั้งเดิมของแหล่งวัฒนธรรมสีมาหิน สมัยทวารวดี และเป็นประจักษ์พยานที่ยอดเยี่ยมของการสืบทอดของวัฒนธรรมดังกล่าวที่ต่อเนื่องอย่างยาวนานกว่าสี่ศตวรรษ โดยเชื่อมโยงเข้ากับประเพณีของวัดฝ่ายอรัญวาสี
8 มรดกโลกของไทย
ปัจจุบันประเทศไทยมีแหล่งมรดกโลกรวมจำนวน 8 แห่ง ประกอบด้วย มรดกโลกทางวัฒนธรรมจำนวน 5 แห่ง และมรดกโลกทางธรรมชาติจำนวน 3 แห่ง ดังนี้
1. มรดกโลกทางวัฒนธรรม จำนวน 5 แห่ง
1.1 เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร จ.สุโขทัย (ขึ้นทะเบียนปี พ.ศ. 2534)
1.2 นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร จ.พระนครศรีอยุธยา (ขึ้นทะเบียนปี พ.ศ. 2534)
1.3 แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จ.อุดรธานี (ขึ้นทะเบียนปี พ.ศ. 2535)
1.4 อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ (ขึ้นทะเบียนปี พ.ศ. 2566)
1.5 อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จ.อุดรธานี (ขึ้นทะเบียนปี พ.ศ. 2567)
2. มรดกโลกทางธรรมชาติ จำนวน 3 แห่ง
2.1 เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง ครอบคลุมพื้นที่ จ.อุทัยธานี กาญจนบุรี และตาก (ขึ้นทะเบียนปี พ.ศ. 2534)
2.2 กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ จ.สระบุรี นครนายก นครราชสีมา ปราจีนบุรี สระแก้ว และบุรีรัมย์ (ขึ้นทะเบียนปี พ.ศ. 2548)
2.3 กลุ่มป่าแก่งกระจาน ครอบคลุมพื้นที่ จ.ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ (ขึ้นทะเบียนปี พ.ศ. 2564)
นายกฯ ย้ำไทยพร้อมอนุรักษ์ ฟื้นฟู และปกป้องแหล่งมรดกโลกทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณคณะกรรมการมรดกโลก ศูนย์มรดกโลก และองค์กรที่ปรึกษาที่พิจารณาขึ้นทะเบียนอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท เป็นมรดกโลก ภายใต้ชื่อ “ภูพระบาท ประจักษ์พยานแห่งวัฒนธรรมสีมาสมัยทวารวดี” ซึ่ง อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท และแหล่งวัฒนธรรมสีมา เป็นตัวแทนวัฒนธรรมสีมาที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยทวารวดีที่มีอายุราวศตวรรษที่ 8 และนับเป็นแหล่งที่ตั้งแหล่งใบเสมาที่ใหญ่ที่สุดของโลก การขึ้นทะเบียนภูพระบาท เป็นมรดกโลกในครั้งนี้ จึงมีความสำคัญอย่างมากต่อไทย และนำมาซึ่งผลประโยชน์ต่ออนุชนรุ่นต่อไปในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และปกป้องแหล่งมรดกโลกใน
ทุกระดับ ตลอดจนดำเนินการยกระดับการมีส่วนร่วมในการวิจัยทางวิชาการเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ
อีกทางหนึ่ง และหวังว่าจะได้ต้อนรับทุกคนในการเดินทางมาเยือนไทย เพื่อเยี่ยมชมภูพระบาท ที่เพิ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกลำดับล่าสุดของไทย
*รู้จัก “ภูพระบาท” มรดกโลกแห่งที่ 8 ของไทย
ความโดดเด่นของภูพระบาทนั้น มีพื้นที่ที่จะใช้ประกาศเป็นแหล่งมรดกโลกประมาณ 3,661 ไร่ ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ของกรมป่าไม้ และพื้นที่อื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องด้วย อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท และแหล่งวัฒนธรรมสีมา วัดพระพุทธบาทบัวบาน เป็นมรดกวัฒนธรรมแบบต่อเนื่อง จำนวน 2 แหล่ง ที่มีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกัน ตั้งอยู่ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ (ป่าเขือน้ำ) บนเทือกเขาภูพาน อยู่ทางทิศตะวันตก ห่างออกมาประมาณ 12 กิโลเมตร จากอ.บ้านผือ จ.อุดรธานี
จากหลักฐานโบราณคดี พบว่าบริเวณนี้มีมนุษย์เข้ามาใช้พื้นที่ทำกิจกรรมแล้วตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยพบหลักฐานสำคัญ คือ ภาพเขียนสี อยู่ตามเพิงหิน ที่ปรากฏกระจายอยู่ภายในอุทยานฯ มากกว่า 47 แห่ง มีทั้งภาพคน ฝ่ามือ สัตว์ และลวดลายเรขาคณิต ชี้ให้เห็นถึงการเข้ามาใช้พื้นที่ของคนในยุคก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อราว 3,000 ปีมาแล้ว มีความสัมพันธ์กับหลักฐานทางโบราณคดีที่มีการค้นพบขวานหินขัด ลูกปัดอาเกต และเศษภาชนะดินเผาเนื้อเครื่องดิน ที่พบอยู่ตามที่ราบริมลำน้ำโมงเชิงเขาภูพาน
ทั้งนี้ กรมศิลปากรตระหนักถึงความสำคัญในการส่งเสริมศักยภาพของโบราณสถาน โดยเฉพาะอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท เนื่องจากพบหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงร่องรอยอารยธรรม และความเชื่อของมนุษย์ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ต่อเนื่องยาวนานมากกว่า 3,000 ปี และยังเห็นว่าในพื้นที่ที่อยู่ปัจจุบันเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนในเขตภูมิภาคอีสาน ทั้งฝั่งไทยและลาวได้มีการใช้พื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง
*ข้อมูลจาก: สำนักประชาสัมพันธ์จังหวัดอุดรธานี
กรมศิลปากร ประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชมอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท
เพื่อเป็นการร่วมเฉลิมฉลองการประกาศขึ้นทะเบียน และชื่นชมอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท
จ.อุดรธานี แหล่งมรดกทางวัฒนธรรมของไทยที่ได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลก กระทรวงวัฒนธรรมได้ประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชมให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม - 12 สิงหาคม 2567
โดยกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดทำแผนการอนุรักษ์และพัฒนาอุทยานประวัติศาสตร์
ภูพระบาท เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว จัดทำแผนบริหารการจัดการด้านการท่องเที่ยวแบบบูรณาการ ซึ่งจะครอบคลุมถึงการอนุรักษ์ และต่อยอดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมสีมาในประเทศไทย รวมทั้ง
การพัฒนาสภาพแวดล้อมทางกายภาพให้เหมาะสม ภายหลังการได้รับประกาศเป็นมรดกโลก ถือเป็นอีกความสำเร็จตามนโยบายเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้านวัฒนธรรมควบคู่ไปกับการอนุรักษ์และพัฒนา ซึ่งความสำเร็จครั้งนี้ถือว่ารัฐบาลได้ส่งเสริมศักยภาพมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญ
ของประเทศไทย ให้ได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกเป็นอีกเครื่องยืนยันถึงความสามารถในการอนุรักษ์สถานที่สำคัญ เป็นเอกลักษณ์ และเป็นประจักษ์พยานอันโดดเด่นของวัฒนธรรมไทย ที่ได้รับการรักษาและสืบทอดมาอย่างยาวนาน
รัฐบาลพร้อมเดินหน้าผลักดันให้เกิดแหล่งมรดกโลกแห่งใหม่อย่างต่อเนื่อง
จากนโยบายในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้านวัฒนธรรมของรัฐบาล ขณะนี้ ประเทศไทย ได้นําเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมขึ้นบัญชีเบื้องต้นแหล่งมรดกโลกที่รอการสนับสนุน และผลักดันเข้าสู่บัญชีรายชื่อแหล่งมรดกโลก จำนวน 5 แหล่ง ได้แก่
1. วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร วัดพระบรมธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช (ขึ้นบัญชีเบื้องต้นเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2555)
2. อนุสรณ์สถาน แหล่งต่าง ๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ นครหลวงของล้านนา กลุ่มสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์ และภูมิทัศน์ที่เกี่ยวข้อง (ขึ้นบัญชีเบื้องต้นเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2558)
3. พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม (ขึ้นบัญชีเบื้องต้นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560)
4. กลุ่มเทวสถานปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำและปราสาทปลายบัด (ขึ้นบัญชีเบื้องต้นเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2562)
5. สงขลา และชุมชนที่เกี่ยวเนื่องริมทะเลสาบสงขลา (ขึ้นบัญชีเบื้องต้นเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2567)