รมว.คลัง กางแผนกู้เศรษฐกิจไทย แก้โจทย์ใหญ่ นโยบายการเงิน-การคลัง ต้องทำคู่กัน

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์พิเศษ กับประชาชาติธุรกิจ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

“โจทย์ใหญ่” เศรษฐกิจไทยโตต่ำ

ประเทศไทยเศรษฐกิจเคยดีตั้งแต่โชติช่วงชัชวาลเป็นต้นมา ที่โตได้ 7-10% ต่อปี และหลังจากวิกฤตต้มยำกุ้งมาก็ยังโตสูงอยู่ในระดับใกล้ ๆ 6% แต่หลังจากนั้นเหลือโตประมาณ 4% และ 3% โดยช่วงโควิดเหลือ 0.4% กระทั่งปีที่แล้วโตแค่ 1.9% ส่วนปี 2567 นี้ ช่วงไตรมาส 1 โตได้ 1.5% ทั้งธนาคารโลก รวมถึงสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คิดว่าจะโต 2.4% แต่ยังต้องการผลักดันให้โตให้ได้ใกล้ ๆ 3% เพื่อใช้เป็นฐานในปีหน้า ถ้าเข้าใจปัญหา และแก้ไขปัญหาถูก ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกค่อนข้างมาก 
ได้แก่ การผลิตไฟฟ้า พลังงาน ปิโตรเคมี อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับยานยนต์เพื่อส่งออก ทำให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ด้านอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมการเกษตร 

10 ปีที่ผ่านมา ค่อนข้างจะนิ่งไปการส่งออกตามตลาดที่เคยรู้จักอยู่ ไม่ได้ไปดูแลเฝ้าตลาด การไม่ดูแลเฝ้าตลาดของเรา ขณะที่หลายประเทศเริ่มไปเซ็นสัญญาเจรจาการค้าเสรี (FTA) ตอนนี้ไทยกลับมาเริ่มเรื่อง FTA ไปปลุกตลาดที่เราเคยหายไป และหาตลาดใหม่ แต่ถ้าเราไปดูคู่แข่ง คนที่ไปก่อนก็จะเกิดความรู้สึกตกใจ เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย เวียดนาม เขาไม่ได้เริ่มพร้อมเรา เขาทำมาแล้วเกือบ 10 ปี การดึงการลงทุนไม่ใช่ว่าประเทศอื่นทำไปแล้ว ไทยไม่ต้องทำ ไม่ว่าจะ Google หรือ Microsoft ถ้ารู้จักผู้ที่ทำธุรกิจประเภทนี้ หรือผลิตพวกนี้ จริง ๆ แล้วต้องรู้ว่า Geopolitics 
(ภูมิรัฐศาสตร์) ทำให้วันนี้ทุกคนจะไม่พึ่งพาที่ใดที่หนึ่งแล้วในเรื่องการผลิต ดังนั้นแม้ว่าพวกนี้จะไปลงที่มาเลเซีย หรือเวียดนามแล้ว แต่ก็ต้องหาที่ลงทุนเพิ่มเพื่อบาลานซ์ ซึ่งประเทศไทยมีโอกาส

ทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งที่ต้องการ คือ พลังงานสีเขียว เพราะเรื่องที่เกี่ยวกับดิจิทัลใช้ไฟฟ้าเยอะ ต้องการไฟฟ้าสีเขียว เพราะพวกนี้สิ่งที่เป็นแบรนด์ของเขาจริง ๆ ก็คือ ใช้ไฟฟ้าสีเขียว แล้วถ้ามาดู ระหว่างมาเลเซียกับไทย ถ้าจะผลิตไฟฟ้าสีเขียว ใครมีโอกาสมากกว่า ไทยมีพื้นที่ใหญ่กว่า และอยู่ติดกับ สปป.ลาว เพราะฉะนั้น จึงมองเห็นศักยภาพตรงนี้ ถ้าเขาคิดว่าจะหาที่ใหม่ จึงไม่แปลกใจที่วันนี้ Google ก็ยังคุยกับไทยอยู่

ขณะที่เรื่องรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ก็จำเป็นต้องนับหนึ่ง ซึ่งเมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว เป็นความหวังที่ทุกประเทศต้องการจะไป แต่วันนี้ทุกคนเริ่มแผ่วลง เนื่องจากเริ่มมองถึงทางเลือกของเทคโนโลยีอื่นด้วย เช่น ประเทศญี่ปุ่น ก็ไม่ต้องการใช้แบตเตอรี่อย่างเดียว แต่อาจจะใช้ไฮโดรเจนด้วย

 

 

 

ฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้นหนุนท่องเที่ยว-ดึง FDI

การฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้น ต้องทำ 2 เรื่อง คือ 

1. การท่องเที่ยว ภาครัฐได้ออก IGNITE THAILAND มา โดยโครงการส่วนใหญ่ก็จะสัมพันธ์กับเรื่องการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การบินเพื่อโปรโมตการท่องเที่ยว หรือเรื่อง Healthy ต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้ได้เดินหน้าเต็มที่

2. การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เรื่องศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ต่าง ๆ ที่จะเข้ามา ควรที่จะมีอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น ใน EEC ในบริเวณนั้นจะเน้นเรื่องที่เป็นสีเขียว และจะต้องสานต่อ โครงการที่ใหญ่อยู่ใน EEC ก็คือ รถไฟเชื่อม 3 สนามบิน และอู่ตะเภา ต้องลงไปดูว่าทำอย่างไร จะต้องปรับรูปแบบอย่างไร เพื่อให้มันเกิดขึ้นให้ได้ เพื่อให้การลงทุนในประเทศเกิด ซึ่งจะสอดคล้องกับจุดแข็งของเราด้วย ครึ่งปีหลัง 
เรื่องของการลงทุนต่างประเทศ จะเร่งเข้ามาจะเห็นความคืบหน้า 

นโยบายการเงิน – การคลัง ต้องสอดคล้องกัน

หากสังเกตดูที่ผ่านมา ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) ของไทยเป็นบวก คนไทยไม่ลงทุนในประเทศ แต่มีการนำเงินออกไปลงทุนนอกประเทศสูงมาก บางบริษัทลงทุนหลายแสนล้านบาท บางบริษัท 4-5 หมื่นล้านบาท เพราะไม่เห็นโอกาสลงทุนในประเทศ

“แต่วันนี้รัฐบาลเปิด ผมหวังว่าทุกคนจะหันมามองการลงทุนในประเทศ ซึ่งแนวโน้มหลังจากนี้การลงทุนต่างประเทศ ผมเชื่อว่าน่าจะเริ่มแผ่วลง เพราะว่าไปแล้ว อาจจะไม่เป็นไปตามที่คิดก็ได้ ผมคิดว่าเงินลงทุนของคนไทยที่ไปลงทุนต่างประเทศอาจจะเริ่มเปลี่ยนทิศกลับเข้ามา” ต้องอาศัยทั้งนโยบายการคลัง (Fiscal Policy) และนโยบายการเงิน (Monetary Policy) ควบคู่กัน ไม่สามารถใช้แต่นโยบายการคลังอย่างเดียวได้

“เราต้องทำหลายอย่างพร้อม ๆ กัน เพราะฉะนั้น นโยบายการคลังไม่สามารถไปคนเดียวได้ ต้องไปพร้อมกับนโยบายการเงิน จะต้องสอดคล้องกัน เพราะนโยบายการเงิน เมื่อกำหนดไปแล้ว จะมีผลต่อค่าเงิน ดอกเบี้ย ซึ่งค่าเงินและดอกเบี้ยก็จะมีผลต่อการส่งออก และมีผลต่อการลงทุนในตลาดทุนด้วย”

นโยบายการเงิน สำคัญมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของตลาดเงินตลาดทุน และเรื่องการส่งออก 
จะมีผลต่อการลงทุนค่อนข้างสูง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าจะเข้ามาลงทุนแล้วเห็นนโยบายที่ชัดเจน เข้ามาลงทุนในช่วงที่เงินบาทเป็นแบบนี้ แล้วรู้ว่าอีกหน่อยจะไปถูกทาง จะเข้มแข็ง คนก็อยากจะเข้ามาลงทุนช่วงเงินบาทอ่อนค่า และอยู่ในช่วงเงินบาทแข็งค่า ถ้าได้ผลตอบแทนก็จะได้มากกว่า   

แก้หนี้ครัวเรือนเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด

ถ้าจะผลักดันประเทศให้เดินต่อ เราไม่ผลักดันที่ตัวคนไม่ได้ ประชาชนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ดังนั้น ปัญหาหนี้ครัวเรือนจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด และหนี้เอสเอ็มอี ที่จะต้องเร่งแก้ไข การแก้ไขมี 2 แนวทาง คือ 

1. ทำให้คนที่เป็นหนี้อยู่เดิมมีภาระหนี้ลดลง ทำอย่างไรจะให้ภาระหนี้การชำระหนี้เบาบางลง คือ 
ต้องปรับโครงสร้างหนี้

“ที่ผ่านมาผมใช้กลไกของสถาบันการเงินภาครัฐก่อน ทำให้ดูก่อน จะเห็นได้ว่าที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน เราลดภาระลง พูดง่าย ๆ คือ ท่านเคยผ่อน 1 ล้าน วันนี้ท่านผ่อนยาวขึ้นไป ปรับโครงสร้างให้ถึงอายุ 80 ปี หรือถ้ารับราชการมีบำนาญ ปรับให้ถึง 80-85 ปี เมื่อผ่อนยาวขึ้น ภาระหนี้น้อยลง แต่ยอดหนี้ยังไม่ลด”

2. มีความยืดหยุ่นในการชำระหนี้ ช่วงแรก 6 เดือนแรก หรือ 1-2 ปีแรก ตัดเงินต้นลดลง แล้วค่อยไปปรับเพิ่มทีหลัง หรือหากบางคนยอดหนี้น้อย ช่วง 6 เดือนแรก อาจให้ดอกเบี้ย 0% ก่อนก็ได้ แล้วค่อยจ่ายทีหลัง คือทำทุกวิถีทางเพื่อให้ภาระหนี้ลดลง เพราะว่าที่อยู่อาศัยเป็นสิ่งจำเป็น ไม่มีใครอยากถูกยึด

ชี้แบงก์พาณิชย์ต้องช่วยด้วย

วันนี้ประชาชนลำบาก สถาบันการเงินต้องกลับมาช่วย การที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศ ต้องใช้ 
3 เสาหลักเป็นสำคัญ โดยประชาชน เอสเอ็มอี ต้องฟื้นก่อน นอกจากแบงก์รัฐแล้ว ธนาคารพาณิชย์ก็น่าจะต้องช่วยประชาชนให้มากขึ้นด้วย เพราะที่ผ่านมา 3 เสาหลัก คือ 1. ประชาชน กับ เอสเอ็มอี 2. ผู้ผลิต 3.รัฐบาล เริ่มลำบาก แต่สถาบันการเงินเข้มแข็งมาก โดยหากดูอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) สถาบันการเงินไทย จะเห็นว่าสวยงามมาก ตัวเลขดี ความเสี่ยงน้อย เข้มแข็งมาก ซึ่งต้องชมเชยผู้กำกับดูแลที่ทำให้เข้มแข็ง

สถาบันการเงินส่วนใหญ่ตั้งสำรองหนี้สูงหมด แต่ถ้าไปเรียกเก็บหนี้มา มีหนี้ 1 ล้าน เรียกเก็บได้ 100% ก็กำไร 100% แล้วทำไมไม่ช่วยกันดูแล ทำให้เขารอด เมื่อเขารอดแล้วสุดท้ายวันหนึ่งเขาก็จะกลับมาเป็นลูกค้าอีก สถาบันการเงินเข้มแข็งได้ทุกวันนี้ เพราะประชาชนมีส่วนช่วยเหลือเป็นอย่างมาก 

ให้ความสำคัญการลงทุนก่อนแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท

ในด้านนโยบายการคลัง แน่นอนว่า รัฐจะต้องใช้เงิน กระจายให้ได้มากที่สุด เพื่อสร้างขีดความสามารถ แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ภาคเกษตรที่มีปัญหาเรื่องน้ำ เรื่องปุ๋ย เรื่องการขนส่ง เรื่องการตลาด เรื่องราคา ก็ให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก ๆ

“รัฐบาลต้องลงทุนเรื่องเหล่านี้มากขึ้น ก็ต้องตั้งงบประมาณเพื่อมาดูแลตรงนี้มากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ทำภายใต้กรอบกฎหมายวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ก็ต้องบอกว่าใช้เม็ดเงินเต็มเกณฑ์ เพราะมีความจำเป็นต้องใช้”

ส่วนการที่มีคนมองว่า รัฐบาลทุ่มงบฯ ไปให้โครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตเป็นหลักนั้น “พิชัย” กล่าวว่า “จริง ๆ แล้วงบประมาณถูกจัดสรรไปหมดแล้ว แล้วมาดูว่ามีช่องไหนที่เหลือพอจะเป็นแหล่งเงินให้ดิจิทัลวอลเล็ต โดยไม่ผิดวินัยการเงินการคลัง เหลือเท่าไหร่ก็เท่านั้นเพราะฉะนั้น การเติมเงินในระบบเศรษฐกิจจะไม่เข้าไปแย่งเม็ดเงินจากการลงทุนที่ควรลง ลงทุนให้เต็มที่ก่อน แล้วเหลือเท่าไหร่ก็เท่านั้น” 

ทั้งนี้ยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้ฝากความหวังไว้กับดิจิทัลวอลเล็ตอย่างเดียว แต่ต้องการใส่เม็ดเงินลงไปเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าที่เม็ดเงินเอื้ออำนวย


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar