“รองนายกฯ ภูมิธรรม” ห่วงอุทกภัยอีสาน สั่ง สทนช.บูรณาการเร่งติดตามพื้นที่ได้รับผลกระทบ
(20 กรกฎาคม 2567) ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมา ดีเปรสชั่นสลายตัวเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำส่งผลให้เกิดฝนตกหนักใน
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคเหนือในบางพื้นที่ และเกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ได้แก่ ภาคเหนือ (พะเยา แพร่ เพชรบูรณ์) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม และอุบลราชธานี) ภาคตะวันออก (ปราจีนบุรีและชลบุรี) ภาคตะวันตก (เพชรบุรี ) ซึ่งปัจจุบันในหลายพื้นที่กลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว ยกเว้นจังหวัดขอนแก่นและมหาสารคามที่ยังมีสถานการณ์น้ำท่วมอยู่
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และนายจักรพงษ์ แสงมณี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
มีความห่วงใยต่อเหตุการณ์ทำนบดินชั่วคราวขาดบริเวณงานก่อสร้างปรับปรุงอาคารระบายน้ำล้นของอ่างเก็บน้ำห้วยเชียงคำ ต.โนนราษี อ.บรบือ จ.มหาสารคาม ที่เกิดขึ้นในช่วงเย็นของวันที่ 16 กรกฎาคม 2567 ส่งผลให้เกิดน้ำไหลหลากอย่างรวดเร็วไปยังพื้นที่ด้านท้ายน้ำ มีน้ำท่วมครอบคลุมพื้นที่ 5 ตำบล ได้แก่ ต.โนนราษี
ต.กำพี้ ต.ดอนงัว ต.บัวมาศ ใน อ.บรบือ และ ต.หนองม่วง และมวลน้ำดังกล่าวไหลลงลำน้ำเสียวใหญ่และหลากเข้าท่วมในพื้นที่ 6 ตำบล ใน อ.วาปีปทุม ได้แก่ ต.หนองแสง ต.โพธิ์ชัย ต.บ้านขวาย ต.นาข่า ต.แคน และ ต.หัวเรือ โดยได้สั่งการให้
สทนช.ประสานหน่วยงานในพื้นที่เร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
ให้หน่วยงานตรวจสอบความพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือ อาคารชลศาสตร์ รวมถึงอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กที่มีปริมาณน้ำมาก จะต้องมีการพร่องน้ำก่อน เพื่อให้มีพื้นที่รองรับน้ำหลากที่จะเข้ามาอีกครั้ง ในช่วงที่ลมมรสุมจะมีกำลังแรงอีกระลอกในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้
สภาวะลานีญาจะเริ่มส่งผลชัดเจนยิ่งขึ้นอีกในเดือนสิงหาคม ซึ่ง สทนช. จะใช้ 10 มาตรการรองรับฤดูฝน ร่วมกับการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่ประสบภัย และกลไกการบริหารจัดการน้ำแบบทั้งระบบลุ่มน้ำ ในสภาพที่น้ำฝน น้ำท่ามีปริมาณมากกว่าเกณฑ์เฉลี่ยปกติ จะช่วยให้การระบายน้ำและหน่วงน้ำระหว่างอ่างเก็บน้ำและลำน้ำมีความสมดุล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้อาศัยสองฝั่งลำน้ำจนถึงท้ายน้ำ รวมถึงพื้นที่ทำการเกษตรน้อยที่สุด อีกทั้งยังจะสามารถกักเก็บน้ำส่วนเกินไว้เป็นน้ำต้นทุนในฤดูแล้งได้ด้วย โดยศักยภาพในการกักเก็บน้ำภายในประเทศขณะนี้ ยังสามารถเก็บน้ำได้อีกมากกว่า 40,000 ล้านลูกบาศก์เมตร
สทนช. ได้บูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านน้ำทุกหน่วย ผ่าน 3 กลไกในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในฤดูฝนนี้ ได้แก่
1. กลไกบริหารจัดการน้ำก่อนเริ่มฤดู ได้กำหนด 10 มาตรการรองรับฤดูฝน เพื่อให้หน่วยงาน
ด้านน้ำทุกฝ่ายนำไปเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝนทิศทางเดียวกัน
2. กลไกบริหารจัดการน้ำระหว่างฤดู ดำเนินการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่
ที่มีแนวโน้มจะประสบภัยทางน้ำ เพื่อเร่งประสานข้อมูลปริมาณน้ำ ความช่วยเหลือ และประชาสัมพันธ์
เตือนภัยในพื้นที่ได้รวดเร็ว สามารถแจ้งเตือนภัยให้อพยพผู้คน สัตว์เลี้ยงได้ทันท่วงที
3. กลไกบริหารจัดการน้ำตลอดฤดู มีการประสานการบริหารจัดการน้ำแบบระบบลุ่มน้ำ
ให้การบริหารจัดการปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและลำน้ำมีความสัมพันธ์กัน และมั่นใจว่าการดำเนินงานตามกลไกดังกล่าวจะทำให้สามารถบริหารจัดการน้ำท่ามกลางเงื่อนไขของสภาพอากาศที่มีความผันผวนได้อย่าง
มีประสิทธิภาพ รวมทั้งสามารถแจ้งเตือนภัยให้อพยพผู้คน สัตว์เลี้ยงได้ทันการณ์ ช่วยลดความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินได้ ตลอดทั้งฤดูฝนนี้ ขณะเดียวกันจะติดตามและรายงานสถานการณ์น้ำให้คณะรัฐบาลทราบอย่างต่อเนื่องต่อไป
ขอเน้นย้ำให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องสำหรับใช้ในการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที
กรมชลประทาน ปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เร่งระบายน้ำเหนือออกสู่ทะเล
(20 กรกฎาคม 2567) ฝนที่เริ่มตกชุกในหลายพื้นที่ทางตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ส่งผลให้มีปริมาณน้ำสะสมไหลลงสู่บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ในอัตราที่เพิ่มขึ้น กรมชลประทาน
ได้ปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อรองรับปริมาณฝนที่จะตกลงมาเพิ่มทางตอนบน พร้อมเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเล แต่ขณะนี้ยังไม่มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ
ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา
(20 ก.ค. 67 เวลา 14.00 น.) ที่สถานีวัดน้ำ C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตรา 903 ลบ.ม./วินาที แนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยายกตัวสูงขึ้นตามไปด้วย กรมชลประทาน ได้รับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมปรับการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 260 ลบ.ม./วินาที คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยจะทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ประมาณ 300 – 500 ลบ.ม./วินาที ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ฝนที่ตกทางตอนบน
จากสถานการณ์ดังกล่าว จะทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น ตั้งแต่อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ถึงบริเวณตำบลบ้านกระทุ่ม ตำบลหัวเวียง อำเภอเสนา และตำบลท่าดินแดง อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นดังกล่าวยังคงอยู่ในตลิ่งและไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่
ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะควบคุมการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด
พร้อมบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด
หากระดับน้ำทางตอนบนเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้น กรมชลประทาน จะแจ้งให้ทราบเป็นระยะๆ ต่อไป
กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศช่วงวันหยุด
วันที่ 21 กรกฎาคม 2567 จะมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่ในภาคตะวันออก
วันที่ 22 กรกฎาคม 2567 จะมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก
ข้อควรระวัง : ในช่วงวันที่ 21 – 22 กรกฎาคม 2567 ขอให้ระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม สำหรับชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองไว้ด้วย