เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2567 นายทรงพล ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เปิดเผยว่า จังหวัดร้อยเอ็ด ได้ดำเนินการ "ค้นหาผืนผ้าที่เป็นสุดยอดของจังหวัดร้อยเอ็ด ผ่านการประกวดสุดยอดผ้าจังหวัด ประจำปี 2567" ร่วมกับชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดร้อยเอ็ด สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดร้อยเอ็ด เครือข่าย OTOP จังหวัดร้อยเอ็ด และคณะกรรมการประกวดสุดยอดผ้าจังหวัดเพื่อเฟ้นหาสุดยอดผ้าของจังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีวัตถุประสงค์ของการจัดงานเพื่อร่วมสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในเรื่องการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ้าไทยแต่ละประเภทให้เป็นที่รู้จักผ่านการประกวดสุดยอดผ้าจังหวัด และเพื่อส่งเสริมภูมิปัญญาผ้าไทยผ่านการเชิดชูเกียรติแก่ผู้สืบทอดภูมิปัญญาผ้าไทย
นายทรงพล ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า การประกวดสุดยอดผ้าจังหวัดร้อยเอ็ด ประจำปี 2567 ในครั้งนี้มีกิจกรรมประกอบด้วย 3 กิจกรรม คือ 1. การจัดนิทรรศการผ้าไทย 2. การแถลงข่าวการจัดการประกวดสุดยอดผ้าจังหวัดร้อยเอ็ด ประจำปี 2567 และ 3. การคัดเลือกสุดยอดผ้าจังหวัดร้อยเอ็ด ประจำปี 2567 ซึ่งมีผ้าจากอำเภอทั้ง 20 อำเภอ ส่งเข้าประกวดจำนวน 156 ผืน แยกเป็น ผ้าลายอัตลักษณ์ของจังหวัดร้อยเอ็ด (ลายสาเกต) จำนวน 76 ผืน และผ้าลายอัตลักษณ์ของอำเภอ จำนวน 80 ผืน ซึ่งถือว่างานนี้ได้รับความร่วมมือจากชมรมแม่บ้านมหาดไทย ข้าราชการ เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งพี่น้องประชาชนผู้มีความรู้ และเชี่ยวชาญทางด้านผ้าไทย เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก
นายทรงพล ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการจัดประกวดผ้าไทยจังหวัดร้อยเอ็ด ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ ขั้นตอนและเงื่อนไขสำคัญ สำหรับพิจารณาคัดเลือก “สุดยอดผ้างามเมืองร้อยเอ็ด” ดังนี้ ประการแรก ต้องเป็นผ้าพื้นถิ่นของจังหวัดร้อยเอ็ด และต้องเป็นผ้าทอมือ หรือทำจากมือ (กรณีผ้าบาติก พิมพ์ลาย มัดย้อม ผ้าปัก ต้องเป็นผ้าที่ทำจากมือ หรือ Hand made) และควรเป็นสีธรรมชาติ โดยเป็นผืนผ้าที่ทอไว้เดิมแล้วหรือเป็นผ้าที่ทอขึ้นใหม่ก็ได้ ประการที่สอง เส้นใยที่ใช้ทอ หรือผลิตผ้าในกรณีเป็นประเภทผ้าบาติก/มัดย้อม/พิมพ์ลาย ต้องเป็นเส้นใยฝ้ายหรือเส้นใยไหมที่เป็นเส้นใยแท้ ต้องไม่ใช้เส้นใยประดิษฐ์ หรือเส้นใยผสม และประการที่สาม ผ้าที่ส่งเข้าประกวดต้องมีขนาดความกว้าง x ยาว ไม่น้อยกว่า 1 x 4 เมตร (เป็นผ้าลายทั้งผืน หรือเป็นผ้าลายยาว 2 เมตร และผ้าพื้นยาว 2 เมตร ก็ได้) และได้ทำการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP หรือช่างทอผ้าทั่วไป ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดร้อยเอ็ด เข้าร่วมประกวดผ้า ตั้งแต่วันที่ 5 – 26 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา
นายทรงพลฯ เปิดเผยว่า บัดนี้ ทางคณะกรรมการประกวดสุดยอดผ้าจังหวัด ประจำปี 2567 ได้ทำการพิจารณที่คัดเลือกสุดยอดผ้าจังหวัดร้อยเอ็ด ประจำปี 2567 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดย รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผ้าไหมลายสาเกต นางเอียบ นาคกระแส ตำบลทุ่งหลวง อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ผ้าไหมลายสาเกต นายยุทธนา น้ำกระจาย ตำบลทุ่งหลวง อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 มี 2 รางวัล ได้แก่ ผ้าไหมลายสาเกต กลุ่มหัตถกรรมทอผ้าย้อมสีธรรมชาติบ้านขามป้อม ตำบลขี้เหล็ก อำเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด และผ้าไหมลายสาเกต นางสำเนียง พูลสระคู ตำบลทุ่งหลวง อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด และรางวัลชมเชย จำนวน 10 รางวัล ทั้งนี้ สุดยอดผ้าที่เป็นที่สุดของจังหวัดร้อยเอ็ด ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ จะได้นำขึ้นทูลเกล้า ฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2567 และจังหวัดร้อยเอ็ด จะได้จัดส่งไฟล์ข้อมูลเรื่องราวผลิตภัณฑ์ (Story) ผ้าที่ชนะการประกวดในแต่ละรางวัล ให้กรมการพัฒนาชุมชน เพื่อเตรียมข้อมูลสำหรับทูลเกล้าฯ ถวายฯ ต่อไปด้วย
"ขอขอบคุณสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดร้อยเอ็ด ตลอดจนภาคีเครือข่ายและผู้ที่มีส่วนร่วมทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมมือกันจัดกิจกรรมที่ดีในครั้งนี้ ซึ่งจังหวัดร้อยเอ็ด มีความมุ่งมั่นแน่วแน่ที่จะช่วยกันพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนจากการส่งเสริมการสวมใส่ และงานหัตถกรรมผ้าไทย โดยหลังจากทำการคัดเลือกสุดยอดผ้าของจังหวัดร้อยเอ็ดเรียบร้อยแล้ว จะร่วมกับสถานศึกษาในการพัฒนา ต่อยอดผลิตภัณฑ์ผ้าไทย โดยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น เสื้อผ้า หมวก กระเป๋า และพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ต้องการของตลาด รวมถึงฝึกอบรมและส่งเสริมให้เยาวชน มีองค์ความรู้ และมีส่วนร่วมในการพัฒนา ต่อยอดผ้าพื้นถิ่นของจังหวัดร้อยเอ็ด เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ต่อไป" นายทรงพลฯ กล่าวทิ้งท้าย
#WorldSoilDay #วันดินโลก #UN #FAO #GlobalSoilPartnership #MOI #กระทรวงมหาดไทย #บำบัดทุกข์บำรุงสุข #SoilandWaterasourceoflife #SustainableSoilandWaterforbetterlife #ดินดีน้ำดีชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน #SDGsforAll #ChangeforGood
ที่มา : https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/82915