รัฐบาลขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยสู่ศูนย์กลางการเกษตรและอาหารของโลก

รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินหน้าขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการเกษตรและอาหารของโลก (Agriculture and Food Hub) ตามวิสัยทัศน์ 1 ใน 8 IGNITE THAILAND จุดพลัง รวมใจ ไทยต้องเป็นหนึ่ง ของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมประกาศเป้าหมายผลักดันฐานรากเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ในด้านการเกษตร และด้านอาหาร และยกระดับการเพิ่มรายได้กับเกษตรกร 3 เท่า ภายใน 4 ปี ที่สำคัญจุดประกายให้ประเทศไทยเป็นฮับภาคการเกษตรและอาหารโลก

การขับเคลื่อนใช้ 2 กลไกสำคัญ

1.การยกระดับสินค้าเกษตรสู่การเพิ่มรายได้ 

• กลุ่มสินค้าที่มีการผลิตมากกว่าความต้องการของตลาด
ได้แก่ ข้าว ปาล์ม ยางพารา โคเนื้อ สุกร เนื้อไก่ และสัตว์น้ำประเภทกุ้ง ที่ต้องปรับการคิดเพิ่มเติมในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ เพื่อให้แก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน รวมถึงการปรับตัวรับมาตรการของตลาดโลก อย่างสหภาพยุโรป มาตรการอียูดีอาร์ (การไม่ปลุกพืชที่ตัดไม้ทำลายป่า) กรณีปลูกยางพารา โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะคิกออฟสำรวจแปลงเกษตรทั่วประเทศ ในวันที่  27 เมษายน 2567 ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งจะทำให้ราคายางภายในประเทศสูงขึ้น หลังพบอัตราการใช้ยางในประเทศ 15 % และส่งออกถึง 85 % 

• กลุ่มสินค้าเกษตรที่มีความผลิตน้อยกว่าความต้องการของตลาด
ได้แก่ มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กาแฟ ถั่วเหลือง ซึ่งต้องมีมาตรการส่งเสริมจากรัฐบาลควบคู่ โดยเฉพาะงานวิจัยเพื่อให้เกษตรกรได้เข้าถึง และเป็นทางเลือกเพิ่มเติม

2.มาตรการเสริมแกร่งให้กับเกษตรกร และคนในภาคการเกษตร 

• ระบบประกันภัยภาคการผลิต

• การส่งเสริมให้เกษตรกร เป็นผู้ให้บริการทางการเกษตร 

• สนับสนุนการผลิตแบบมีเงื่อนไข

โดยให้คิดในสิ่งใหม่ๆ ที่จะเป็นรางวัลให้เกษตรกร ได้มีมาตรการระบบที่เพิ่มสวัสดิการที่เหมาะสม ยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกร

ทั้งนี้ IGNITE THAILAND ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเปิดตัวในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยใช้ ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ 3 เท่าในระยะ 4 ปี ในการบริการราชการแผ่นดินของรัฐบาลชุดนี้ 

ใช้ 9 นโยบายสนับสนุนความสำเร็จสู่ศูนย์กลางการเกษตรและอาหารโลก

นโยบายที่ 1 การจัดการที่ดินทำกินให้กับเกษตรกร

- ดำเนินการให้ประชาชนมีสิทธิ์ในที่ดิน เป็นการปฏิรูปที่ดิน

- ปรับปรุงหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร

นโยบายที่ 2 การจัดทำข้อมูลเกษตรกร แปลงเกษตรกรในระบบดิจิทัล และการประกันภัยพืชผล

​จะใช้ระบบดิจิทัล และการประกันภัยพืชผลซึ่งได้เซ็นสัญญากับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยบันทึกข้อตกลงเกษตรกรว่า เกษตรทั้งแปลงจะใช้ดิจิทัลในการควบคุม เพื่อส่งเสริมในการส่งออก และเชื่อมโยงในการอนุมัติ อนุญาต และการแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่ล้าสมัย ที่เป็นอุปสรรคต่อภาคการเกษตร

นโยบายที่ 3 การส่งเสริมฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน

จากสภาวะที่แปรปรวนทางอากาศทำให้คุณภาพดินเสื่อม ดังนั้น ต้องปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้เหมาะสมกับการผลิต และส่งเสริมฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินให้เหมาะสมกับพืช และส่งเสริมนวัตกรรมของจุลินทรีย์ให้เหมาะสม

นโยบายที่ 4 การบริหารจัดการน้ำ

เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพทางการเกษตร และขยายพื้นที่เขตชลประทานให้มากขึ้น เพื่อกระจายน้ำอย่างทั่วถึง พร้อมเสริมด้วยนวัตกรรมเป็นสิ่งที่ต้องขับเคลื่อน เช่น โครงการนำร่องน้ำใต้ดินที่ จังหวัดชัยนาท 

นโยบายที่ 5 การผลักดันสินค้าเกษตรมูลค่าสูง

โดยเป็นสินค้าเกษตรที่ใช้ซอฟต์พาวเวอร์ร่วม ดึงสินค้าที่มีลักษณะโดดเด่นออกมาทำการตลาดใหม่ๆ พร้อมดึงศักยภาพของทูตเกษตรฯ ที่มีอยู่ทั่วโลกของไทย ให้มาร่วมทำการตลาด

นโยบายที่ 6 การส่งเสริมให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรมีความเข้มแข็ง

โดยส่งเสริมทั้งด้านทักษะของเกษตรกรให้ทั่วถึง และการเข้าถึงแหล่งทุนของเกษตรกร การยกระดับความรู้ทางการเงิน และการทำบัญชี โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ต้องสนับสนุนให้มากยิ่งขึ้น

นโยบายที่ 7 ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร

ส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม และการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี 2569 โดยชูความเป็นอัตลักษณ์ในการเพิ่มมูลค่าของสินค้าภาคการเกษตรในแต่ละพื้นที่ ทั้งสมุนไพร หรืออาหารปลอดภัย

นโยบายที่ 8 การเปลี่ยนแปลงสภาวะสิ่งแวดล้อม 

ส่งเสริมการเกษตรเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมถือเป็นเรื่องสำคัญรับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการกักเก็บคาร์บอน รวมถึงแก้ปัญหา PM2.5 รองรับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและโรคอุบัติใหม่ ใช้สารชีวภัณฑ์ลดการใช้สารเคมี

นโยบายที่ 9 การทำงานและการวิจัย ภายใต้กรอบความร่วมมือต่างๆ 

เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูง โดยนำงานวิจัยที่สร้างผลประโยชน์ต่อภาคการเกษตรมาต่อยอด ซึ่งเป็นโครงการใหม่ๆ และมีหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ รองรับ เพื่อให้เป็นทางเลือกแก่เกษตรกร ให้บรรลุเป้าหมาย ในการสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกรเป็น 3 เท่า ใน 4 ปี หรือภายในปี 2570

รัฐบาลมีเป้าหมาย 2 ส่วนที่สำคัญ โดยเป็นฐานรากเศรษฐกิจ

​1. เป้าหมายด้านการเกษตร คือ รัฐบาลต้องการเพิ่มรายได้สุทธิให้กับเกษตรกรเป็น 3 เท่า ใน 4 ปี ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายนี้ได้อย่างแน่นอน เนื่องจากไทยมีศักยภาพและความอุดมสมบูรณ์ ที่เป็นข้อได้เปรียบ อีกทั้งด้านภูมิศาสตร์และสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมสำหรับการผลิตสินค้าเกษตรหลากหลายชนิดและให้ผลผลิตตลอดทั้งปีอีกด้วย ซึ่งเห็นได้จากผลสำเร็จที่ผ่านมา จากสินค้าเกษตรที่ราคาดี เช่น ยางพารา และข้าว 

2. เป้าหมายด้านอาหาร รัฐบาลเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีความพร้อมในศักยภาพอย่างเต็มที่ เนื่องจากประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ ทั้งวัตถุดิบสินค้าการเกษตรที่ดีเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศ อาหารขึ้นชื่อมี Story ที่จะยกระดับได้อีกมากมายหลายชนิด อาทิ ร่วมกับ Michelin Guide และการขยายตัวของร้านอาหารไทยไปทั่วโลก รวมทั้งต่อยอดอาหารผ่านนวัตกรรม เจาะกลุ่มผู้บริโภค และการขยายตลาดใหม่ ๆ 

รัฐบาลเร่งพัฒนาประเทศเต็มศักยภาพสร้างความแข็งแกร่งอุตสาหกรรมการเกษตร

นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุด้วยว่า นายกรัฐมนตรี กำหนดวิสัยทัศน์ และกรอบเป้าหมาย การพัฒนาประเทศไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางการเกษตรและอาหารโลก เป็นไปตามศักยภาพด้านการผลิตสินค้าประเภทอาหารของไทย รวมทั้งรัฐบาลมุ่งหวังเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และรายได้ให้กับเกษตรกรไทย พร้อมกับ ยกระดับคุณภาพอาหารไทย ด้วยการนำเสนอวัตถุดิบที่มีมาตรฐาน มีเอกลักษณ์ของไทย ดึงดูดผู้บริโภคกลุ่มใหม่ ๆ ด้วยความมุ่งหวังว่าจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคส่วนอุตสาหกรรมการเกษตรของไทย


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar