สคทช. เตรียมจัดงาน “3 ปี สคทช. พัฒนาต่อยอดการบริหารจัดการที่ดิน ประชาชนอยู่กินยั่งยืน” สคทช. เตรียมการจัดงานสัมมนาภายใต้หัวข้อ “3 ปี สคทช. พัฒนาต่อยอดการบริหารจัดการที่ดิน ประชาชนอยู่กินอย่างยั่งยืน” ในวันที่ 4-5 มีนาคม พ.ศ. 2567 เพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภารกิจ อำนาจหน้าที่และผลการดำเนินงานที่สำคัญของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) และคณะอนุกรรมการภายใต้ คทช. รวมทั้ง เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศให้กับหน่วยงาน ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ได้รับรู้และเข้าใจ อย่างถูกต้องและทั่วถึง เนื่องในโอกาสครบรอบ 3 ปี ของการก่อตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) โดยเรียนเชิญ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานและมอบนโยบายด้านการบริหารจัดการที่ดินของประเทศ พร้อมทั้งมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ (พื้นที่ คทช.) ให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด 50 จังหวัด เชิญชวนประชาชนและผู้สนใจเข้างานสัมมนาฯ
เชิญชวนประชาชนและผู้สนใจเข้างานสัมมนาฯ ในวันที่ 4 มีนาคม 2567 ณ ห้องวายุภักษ์ แกรนด์บอลรูมชั้น 4 โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ รวมทั้งเยี่ยมชมนิทรรศการผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการที่ดินของประเทศ และร่วมสนับสนุนสินค้าจากผู้ผลิต เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการทั่วประเทศ ในวันที่ 4 – 5 มีนาคม 2567 ณ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ชั้น 1 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ตั้งแต่เวลา 08.30 - 16.30 น. กรมธนารักษ์ ชี้แจง สิทธิประโยชน์ในการเข้าสู่ระบบให้เช่าที่ดินฯ เพิ่มเติม
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงเกี่ยวกับรายละเอียดสิทธิประโยชน์ในการเข้าสู่ระบบเช่าที่ดินสำหรับอยู่อาศัยและทำกินในการดูแลของกรมธนารักษ์เพิ่มเติม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด ดังนี้
1. พื้นที่ราชพัสดุถูกจัดสรรให้พี่น้องประชาชนได้ใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง และยังไม่เคยเรียกคืนสิทธิการเช่า ยกเว้นพื้นที่ที่ติดภารกิจสำคัญทางราชการ เช่น ภารกิจทางทหารที่อาจเป็นอันตรายต่อประชาชนจะไม่สามารถให้เช่าได้
2. ระบบสิทธิการเช่า 3 ปี เป็นการปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ หากจัดให้เช่ามากกว่าสามปี เช่น 30 ปี จะมีการต่ออายุสัญญาเช่าอย่างต่อเนื่องคราวละ 3 ปี เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเสียค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิการเช่าจำนวนมาก (ในกรณีเช่าคราวละเกิน 3 ปี)
3. สิทธิในการเช่าที่ดินราชพัสดุสามารถสืบทอดไปยังทายาทได้ ตั้งแต่ดำเนินการมารัฐยังไม่เคยเรียกคืนสิทธิการเช่า
4. มีอัตราค่าเช่าที่ต่ำ ดังนี้
• การเช่าเพื่ออยู่อาศัย เนื้อที่เช่าไม่เกิน 100 ตารางวา คิดอัตรา 25 สตางค์/ตารางวา/เดือน
• การเช่าเพื่ออยู่อาศัย เนื้อที่เช่าเกินกว่า 100 ตารางวา คิดอัตราค่าเช่า 50 สตางค์/ตารางวา/เดือน
• การเช่าเพื่อการเกษตร เนื้อที่เช่าไม่เกิน 50 ไร่ คิดอัตราค่าเช่า 20 บาท/ไร่/ปี
• การเช่าเพื่อการเกษตร เนื้อที่เช่าเกินกว่า 50 ไร่ คิดอัตราค่าเช่า 30 บาท/ไร่/ปี โดยกรมธนารักษ์จะยกเว้นค่าธรรมเนียมแรกเข้าทั้งหมด ค่าธรรมเนียมในการรังวัดทั้งหมด และเรียกเก็บหลักประกันสัญญาเช่าเท่ากับอัตราค่าเช่าเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น
5. ผู้เช่าจะได้รับการอำนวยความสะดวกและการดูแลจากรัฐในฐานะที่ดินเช่า มีการจัดการสาธารณูปโภคเพื่ออำนวยความสะดวก เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา การขอทะเบียนบ้าน และการช่วยบรรเทาความเสียหายเมื่อเกิดเหตุอุบัติภัยต่าง ๆ เนื่องจากเป็นพื้นที่ในการกำกับดูแลของรัฐโดยตรง
6. ผู้เช่าสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น เพราะสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุสามารถนำไปเป็นหลักประกันเพื่อขอสินเชื่อจากธนาคารที่ดำเนินการโดยรัฐได้
7. เมื่อทำสัญญาเช่าที่ดิน จะมีการยกเว้นค่าเสียหายฐานบุกรุกที่ดินราชพัสดุให้ผู้ได้สิทธิเช่า 8. การแก้ปัญหาข้อพิพาทระหว่างรัฐและประชาชนอย่างยั่งยืน