28 ก.ย. 67 เวลา 09.30 น. ณ อ.แม่สาย จ.เชียงราย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ขึ้นรถบรรทุกทหารเข้าพื้นที่สำรวจและประเมินสถานการณ์พร้อมติดตามการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหลังเหตุการณ์อุทกภัย ณ บ้านเกาะทราย และบ้านผาจม ต.แม่สาย พร้อมรับฟังรายงานสถานการณ์ ณ ที่ว่าการอำเภอแม่สาย นายกฯ กล่าวว่า ในวันที่ 1 ต.ค. พื้นที่ส่วนกลางและถนนใหญ่ 24 สายจะกำจัดปัญหาดินโคลนให้เสร็จทั้งหมด ส่วนพื้นที่อำเภอแม่สายทั้งหมด ขอเวลาอีก 45 วันจะกลับสู่สภาพปกติ รัฐบาลช่วยเหลือเยียวยาความเสียหาย สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือพื้นที่ อ.เมือง จะมีการประชุมเพื่อพิจารณาเครื่องมืออุปกรณ์ในการช่วยเหลือว่าเพียงพอหรือไม่
จากนั้น ได้เดินทางเข้าไปในพื้นที่บ้านเกาะทรายซอย 1 รับฟังแผนการดำเนินงานการฟื้นฟูกำจัดดินโคลนจากหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองทัพไทย ที่รับผิดชอบประมาณ 145 ไร่ กว่า 1,000 ครัวเรือน ดำเนินการ 5 ภารกิจ
1. เปิดเส้นทางการจราจรให้ประชาชนสามารถสัญจรเข้าบ้านได้ ดำเนินการเรียบร้อยแล้วกว่า 90 %
2. การเข้าฟื้นฟูบ้านประชาชน ขณะนี้ดำเนินการเรียบร้อยแล้วกว่า 65%
3. การเข้าช่วยเหลือจากนักเรียนช่างฝีมือทหารในการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์
4. สารวัตรทหารร่วมกับตำรวจในพื้นที่ควบคุมการจราจร และดูแลความปลอดภัยในช่วงยามวิกาล
5. การดูแลเรื่องการรักษาพยาบาล
นายกฯ เดินเท้าลุยโคลนเพื่อเยี่ยมเยียน พบปะชาวบ้านเกาะทรายซอย 1 ให้กำลังใจ ซึ่งคุณยายเจ้าของบ้านคนหนึ่งได้เข้าไปสวมกอด พร้อมกับร้องไห้เล่าถึงความทุกข์ยากที่พบเจอ ทำให้นายกฯ ถึงกับน้ำตาคลอพร้อมปลอบโยนเจ้าของบ้าน รวมถึงคุณลุงที่เดินเข้ามาหา นายกฯ เข้าไปจับมือให้กำลังใจ พร้อมระบุว่า เป็นกำลังใจให้ทุกคนขอให้สู้ ๆ ขณะนี้กองทัพและอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักรทุกอย่างยังอยู่ในพื้นที่เพื่อช่วยเหลือจนกว่าเข้าสู่ภาวะปกติ ไม่ต้องห่วง
โดยนายกฯ ยังได้พบกับ “โค้ชเอก” นายเอกพล จันทะวงษ์ ของทีมฟุตบอลหมูป่า อะคาเดมี ที่ต้องการให้รัฐบาลจัดตั้งศูนย์เรียนรู้และฟื้นฟูจิตใจเด็กและเยาวชนในชุมชนผู้ประสบภัย และช่วงปิดภาคเรียนนี้ ขอให้รัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นและสนับสนุนเยาวชนได้เป็นจิตอาสา หรือมีรายได้พิเศษจากการทำงาน
จากนั้น นายกฯ พร้อมคณะเดินทางไปยังวัดพรหมวิหาร อ.แม่สาย จ.เชียงราย ได้กราบนมัสการพระครูวิบูลธรรมวิมล เจ้าคณะตำบลเวียงพางคำเขต 1 และเจ้าอาวาสวัดพรหมวิหาร พร้อมมอบเงินเยียวยาให้กับพี่น้องประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ดังนี้
1. มอบเงินช่วยเหลือผู้เสียชีวิต จำนวน 4 ราย ๆ ละ 29,700 บาท และหัวหน้าครอบครัว จำนวน 1 ราย จำนวนเงิน 59,400 บาท
2. มอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย อ.แม่สาย บ้านเสียหายจำนวน 50 ครอบครัว เป็นเงิน 2,475,000 บาท
3. มอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 67 อ.แม่สาย จำนวน 222 ครัวเรือน เป็นเงิน 1,110,000 บาท
4. มอบชุดอุปกรณ์ทำความสะอาดบ้านเรือนให้กับผู้ประสบภัย
5. มอบผ้าอ้อมสำหรับผู้ใหญ่และเด็ก จำนวน 102 ห่อใหญ่ จากเงินส่วนตัวของนายกฯ
นายกฯ ติดตามระดับน้ำแม่น้ำปิง จ.เชียงใหม่
เวลา 14.00 น. ณ สถานีวัดระดับน้ำ P1 (แม่น้ำปิง) เชิงสะพานนวรัฐ จ.เชียงใหม่ นายกฯ และคณะ ติดตามสถานการณ์อุทกภัยในเขตชุมชน อ.เมืองเชียงใหม่ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่และประชาชนให้การต้อนรับ โดยนายกฯ รับฟังบรรยายสถานการณ์น้ำแบบเรียลไทม์ และชื่นชมการรายงานสถานการณ์น้ำจะช่วยด้านจิตใจของประชาชนได้มาก เพราะหลายพื้นที่ไม่ได้คาดหวังว่าน้ำจะมาขนาดนี้ ซึ่งกระทบต่อจิตใจประชาชน จึงอยากฝากกระทรวงสาธารณสุขช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจประชาชนด้วย และระบุว่า อาจจะต้องเชิญผู้ว่าฯ เชียงใหม่ มาพูดคุยเรื่องระบบโมเดลการบริหารจัดการสถานการณ์น้ำทั้งประเทศ รวมทั้งการช่วยเหลือเยียวยา
ต่อมา นายกฯ เดินทางมาที่วัดเมืองสาตรหลวง ต.หนองหอย อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ มอบถุงยังชีพและพบปะประชาชนและประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย โดยสอบถามถึงความเป็นอยู่พร้อมกล่าวให้กำลังใจ ยืนยันรัฐบาลกำลังเร่งแก้ไขปัญหา โอกาสนี้ นายกฯ ยังได้ถามนายเชิด สุวรรณทะมาลี ผู้พิการที่ได้รับเงิน 10,000 บาทจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ ได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลที่มอบโอกาสให้ชาวบ้านมีเงินมาใช้จ่ายในการดำรงชีวิต
จากนั้น นายกฯ ยังร่วมพูดคุยกับผู้สูงอายุ ซึ่งได้อวยพรให้นายกฯ และคณะมีความสุข สุขภาพแข็งแรง หมดทุกข์ หมดเคราะห์ โดยนายกฯ ได้อวยพรกลับขอให้ผู้สูงอายุ อายุยืน ได้รับพรคืนเป็น 100 เท่า
อก. เร่งช่วยโรงงานน้ำท่วม
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) ดำเนินการตามข้อห่วงใยของนายกรัฐมนตรี เร่งเยียวยาความเสียหายหลังสถานการณ์น้ำดีขึ้น โดยมอบหมายกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบกิจการโรงงานในพื้นที่น้ำท่วมเพื่อให้สามารถประกอบกิจการต่อไปได้ รวมทั้งดำเนินการรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องประกอบการให้ความช่วยเหลือเยียวยาความเสียหายตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
กรมโรงงานอุตสาหกรรมจัดทำประกาศ เรื่อง การช่วยเหลือผู้ประกอบกิจการโรงงาน
• กรณีโรงงานได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติน้ำท่วม พ.ศ. 2567 นับตั้งแต่เดือน พ.ค. 67 สามารถแจ้งข้อมูลตามแบบแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับโรงงานและความเสียหายที่โรงงานได้รับจากภัยธรรมชาติน้ำท่วม พ.ศ. 2567
• กรณีโรงงานอยู่ในกรุงเทพฯ แจ้งได้ที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม และโรงงานในต่างจังหวัดแจ้งได้ที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ ภายในวันที่ 31 ต.ค. 67 พร้อมทั้งแนบสำเนา ร.ง.2 (เป็นโรงงานที่ไม่ต้องขออนุญาต แต่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด) หรือ ร.ง.4 (ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน) และแนบภาพถ่ายความเสียหาย (ถ้ามี) กรอ. จะได้รวบรวมข้อมูลความเสียหายและตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้ความช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
• ในกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปี และค่าธรรมเนียมต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ซึ่งได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ พ.ศ. 2547
สธ. ติดตามด้านสาธารณสุขต่อเนื่อง
นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวหลังการประชุมทางไกลเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม ครั้งที่ 12/2567 ว่า สถานการณ์โดยรวมยังมี 19 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย ที่ จ.เชียงราย จากการสำลักน้ำ ปอดติดเชื้อ รวมเสียชีวิตสะสม 52 ราย บาดเจ็บเพิ่ม 220 ราย สะสม 1,722 ราย และสูญหาย 1 ราย ผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่อยู่ในเชียงราย สถานบริการสาธารณสุขได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้น 5 แห่ง ที่เชียงใหม่ 2 แห่ง และลำพูน 3 แห่ง รวมได้รับผลกระทบ 85 แห่ง ปิดให้บริการ 3 แห่ง ที่ รพ.สต.แม่ปูนล่าง จ.เชียงราย รพ.ลานนา 3 จ.เชียงใหม่ และ รพ.สต.ป่าแมต จ.แพร่ เปิดศูนย์พักพิงเพิ่มขึ้นรวมเป็น 131 แห่ง มีผู้รับบริการ 656 ราย ดูแลช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางแล้ว 24,871 ราย ยังคงพบน้ำกัดเท้าเข้ารับการรักษามากที่สุด ส่วนการประเมินด้านสุขภาพจิต 32,508 ราย พบเครียดสูง 1,163 คน เสี่ยงซึมเศร้า 215 คน และเสี่ยงฆ่าตัวตาย 30 คน โดยส่งต่อแพทย์แล้ว 225 คน
คาดการณ์สถานการณ์ในระยะถัดไป พบว่ามีพื้นที่เสี่ยงน้ำล้นตลิ่งใน 9 จังหวัด ได้แก่ ลำน้ำแม่ลาว จ.เชียงราย, แม่น้ำปิง จ.เชียงใหม่, แม่น้ำวัง จ.ลำปาง จ.ตาก, แม่น้ำยม จ.แพร่ จ.สุโขทัย, แม่น้ำสงคราม จ.สกลนคร และลำน้ำยัง จ.ร้อยเอ็ด จ.ยโสธร ส่วนพื้นที่ติดตามเฝ้าระวังแผ่นดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก ช่วงวันที่ 28-29 กันยายน 2567 ได้แก่ เชียงราย (อ.แม่ออน อ.ดอยสะเก็ด) และยะลา (อ.ธารโต) ได้กำชับให้เฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อดูแลช่วยเหลือผู้ประสบภัย ผู้ป่วย และกลุ่มเปราะบางในแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ส่วนพื้นที่ภาคใต้ ภาพรวมสถานการณ์ค่อนข้างคลี่คลายแล้วได้สั่งการให้เตรียมความพร้อมเฝ้าระวังเพิ่มเติมอย่างใกล้ชิดถึงวันที่ 3 ต.ค. เนื่องจากอาจมีฝนเพิ่มขึ้น