นายประคัลร์ กอดำรงค์ อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก เปิดเผยภายหลังการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กระทรวงพาณิชย์มุ่งเน้นบริหารจัดการเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน ผ่านมาตรการกำกับดูแลราคาสินค้าและป้องกันการฉวยโอกาส
จากการลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่จำหน่ายสินค้า 3,477 แห่งทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 5–27 มีนาคม พบผู้กระทำผิดรวม 25 ราย ส่วนใหญ่เป็นกรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคาตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ
ขณะที่การติดตามเรื่องร้องเรียนผ่านสายด่วน 1569 ระหว่างวันที่ 1–27 มีนาคม มีเรื่องร้องเรียนสะสม 429 คำร้อง ตรวจสอบแล้ว 213 คำร้อง มีการลงโทษผู้กระทำผิดแล้ว 29 ราย และอยู่ระหว่างเรียกตรวจสอบเอกสารต้นทุนในกรณีจำหน่ายราคาเกินสมควรอีก 51 คำร้อง
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมมือกับผู้ประกอบการและผู้ผลิต เดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย” นำสินค้ากว่า 1,000 รายการ ลดราคาสูงสุด 50% เริ่มพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 1 เมษายน 2569 โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามความพร้อมร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ แม็คโคร สาขานครอินทร์ โลตัส สาขานครอินทร์ ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เกต เซ็นทรัล สาขาเวสต์เกต และ Go Wholesale สาขารังสิต
พร้อมกันนี้ ได้ดำเนิน “โครงการธงฟ้า ราคาประหยัด” โดยขยายจุดจำหน่ายกว่า 500 จุด และจัดรถโมบายเคลื่อนที่ให้บริการในพื้นที่ห่างไกล เริ่มเดือนเมษายนที่จังหวัดปราจีนบุรี และต่อเนื่องที่จังหวัดตราดหลังเทศกาลสงกรานต์ รวมถึงมีมาตรการสนับสนุนวัตถุดิบราคาพิเศษให้แก่ร้านข้าวแกง เพื่อชะลอการปรับขึ้นราคาอาหารปรุงสำเร็จ
ในส่วนของการช่วยเหลือเกษตรกร กระทรวงพาณิชย์ได้ยกระดับมาตรการ “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” โดยต่อยอดจากโครงการเดิมที่ให้ส่วนลดปุ๋ยเคมีกระสอบละ 200 บาท จำนวน 5 กระสอบ รวม 1,000 บาทต่อราย และเพิ่มสิทธิประโยชน์อีก 200 บาท สำหรับเกษตรกรที่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไข รวมถึงคูปองอีก 200 บาท สำหรับซื้อปุ๋ยอินทรีย์ ทำให้ได้รับความช่วยเหลือรวมสูงสุด 1,400 บาทต่อราย โดยจะเริ่มดำเนินการสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายนที่จังหวัดกำแพงเพชร ก่อนขยายครอบคลุม 50 จังหวัด ตั้งเป้ารวม 1 ล้านกระสอบ
สำหรับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน กระทรวงพาณิชย์ได้ประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อติดตามสถานการณ์การขนส่งสินค้า และนำเรือบรรทุกวัตถุดิบของไทยที่ติดค้างในเส้นทางขนส่งออกจากช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมมอบหมายให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียน เร่งจัดหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยทดแทน และขยายตลาดส่งออกใหม่ในแอฟริกาและลาตินอเมริกา เพื่อรักษาระดับการส่งออกของไทยให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด