'กองทัพเรือ' เผยสถานการณ์ตะวันออกกลาง ปัจจุบันยังไม่พบทุ่นระเบิดลอยน้ำ ไม่มีเรือไทยเข้าไปในพื้นที่เพิ่มเติม เหลือเฉพาะเรือบางส่วนที่อยู่ในพื้นที่ ย้ำ เฝ้าติดตามสถานการณ์ที่จะส่งผลกระทบต่อเรือไทยอย่างเต็มขีดความสามารถ
พลเรือตรี จุมพล นาคบัว รองเจ้ากรมยุทธการทหารเรือ แถลงข่าว “ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง” ว่า พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้สั่งการให้เสนาธิการทหารเรือ และกลไกในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง ประสานการปฏิบัติและเฝ้าระวังตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยที่ผ่านมากองทัพเรือได้มีการออกคำแนะนำแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงทั้งหมด 4 ฉบับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการออกคำแจ้งเตือนฉบับที่ 3 ในวันที่ 6 มีนาคม ได้มีการจัดประชุมผู้ประกอบการทุกภาคส่วนที่เดินทางผ่านตะวันออกกลาง เนื่องจากพบสถิติการขนส่งที่ลดลงจาก 183 ลำ เหลือระดับเพียงเลขตัวเดียวเป็นระยะเวลาเร่งด่วน ซึ่งเป็นสัญญาณไม่ดี เนื่องจากกลไกการขนส่งทางทะเลด้านพลังงานถือเป็นเส้นเลือดสำคัญที่กระทบต่อความมั่นคง โดยกองทัพเรือได้มีศูนย์ติดตามสถานการณ์ของกองทัพเรือ ศูนย์ปฏิบัติการของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) และศูนย์ปฏิบัติการของกรมเจ้าท่า ซึ่งทำงานประเมินสถานการณ์ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
รองเจ้ากรมยุทธการทหารเรือ กล่าวว่า ตามที่อธิบดีกรมเจ้าท่าได้แถลงว่ายังคงหลงเหลือเรือสัญชาติอื่นที่มีเจ้าของเป็นคนไทยอยู่ในพื้นที่จำนวน 2 ลำ กองทัพเรือได้ติดตามสถานการณ์และจัดทำคำแนะนำอย่างต่อเนื่อง ส่วนกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศได้กล่าวถึงเรื่องสถานการณ์ทุ่นระเบิด ปัจจุบันยังไม่พบทุ่นระเบิดลอยน้ำ แต่การตรวจสอบในพื้นที่ทำได้ยาก เพราะ ณ วันนี้มีเรือผ่านเพียงแค่ 1 ลำ ส่วนที่เหลือจอดอยู่ในท่าทั้งหมด รวมถึงในพื้นที่มีการรบกวนสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ของระบบอุปกรณ์สื่อสารดาวเทียม ทำให้มีความเสี่ยงในการเดินทางเข้าไปในพื้นที่ต่างๆ
ขณะที่องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ ได้ยกระดับมาตรการงดเว้นการเข้าพื้นที่เสี่ยง 100% จึงยืนยันว่า วันนี้ไม่มีเรือไทยเข้าไปในพื้นที่เพิ่มเติม คงเหลือเฉพาะเรือบางส่วนที่อยู่ในพื้นที่ นอกจากนี้จะมีการเฝ้าติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา พร้อมย้ำให้ทุกคนมั่นใจว่า กองทัพเรือเฝ้าระวังสถานการณ์ผลกระทบต่อเรือไทยอื่นๆ อย่างเต็มขีดความสามารถร่วมกับ กรมเจ้าท่า และ ศรชล