นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานติดตามสถานการณ์น้ำ ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ชั้น 3 อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพฯ พร้อมด้วย นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน , นายรพีภัทร์ จันทร์ศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร , นายศรัญญู พูลลาภ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร , นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ สำนักงานชลประทานจังหวัด ที่เข้าประชุมผ่านวิดีโอคอลเฟอเร้นท์
อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวรายงานว่า การคาดการณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยา จะมีฝนตกในพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน และเบาบางลงในวันที่ 29 กันยายน โดยมีการเก็บน้ำในเขื่อน 496 แห่ง 53,757 ล้านลูกบาศก์เมตร เทียบเป็นปริมาณร้อยละ 76 ที่จะนำไปใช้ในฤดูแล้งปีต่อไป ซึ่งปัจจุบันมีน้ำล้นตลิ่งอยู่ที่แม่น้ำปราจีนบุรี คลองพระสถึง จ.สระแก้ว ส่วนแม่น้ำท่าจีน อยู่ที่ส่วนอำเภอเมือง อำเภอสองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ขณะนี้ได้มีการปล่อยน้ำจากเขื่อนภูมิพล ทั้งนี้ จะมีการคุมน้ำไว้ไม่ให้เกิน 17.5 ที่หน้าเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อไม่ให้มีน้ำท่วม โดยปัจจุบันนี้หน้าเขื่อนเจ้าพระยาน้ำยังขึ้นอยู่ชั่วโมงละ 1 % เมื่อเกณฑ์การปล่อยน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาต้องเกิน 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่อ.เสนา , โผงเผง จะได้รับผลกระทบ ส่วนแนวทางการบริหารจัดการน้ำหลังจากนี้ จะเร่งระบายน้ำลงพื้นที่อ่าวไทยทั้งหมดโดยเร็วที่สุด
อธิบดีกรมชลประทาน ยังระบุว่า เขื่อนหลักทั้ง 4 เขื่อนของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่เขื่อนภูมิพลเขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปริมาณน้ำในขณะนี้ยังสามารถรองรับน้ำได้อีก 7,375 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่แม่น้ำเจ้าพระยาสถานี C2 ค่ายจิรประวัติ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นจุดเฝ้าระวังสุดท้ายก่อนที่จะเข้าเขื่อนเจ้าพระยาคาดการณ์ล่วงหน้าเก้าวันสูงสุดหยุดที่วันที่ 2 ตุลาคม ปริมาณน้ำที่ 2,324 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
นายสุริยะ กล่าวว่า จากสถานการณ์ฝนตกในพื้นที่มากบางแห่งในช่วงนี้ นายกรัฐมนตรีได้มีความห่วงใยประชาชน ที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ได้กำชับให้กรมชลประทานติดตามสภาพสภาพอากาศ และเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยง ให้ความช่วยเหลือประชาชนได้รับความเดือดร้อน เพื่อป้องกันและลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น
นายสุริยะ กล่าวต่อว่า ตนได้สั่งการให้กรมชลประทานดำเนินการ 1. ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง ให้นำข้อมูลจากทุกภาคส่วนมาวิเคราะห์และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อวางแผนและรับมือสถานการณ์น้ำให้สอดคล้องกับในพื้นที่และเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ และเจ้าหน้าที่ให้มีความพร้อมในการปฏิบัติงาน และช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที ตลอด 24 ชั่วโมง 2. สำหรับพื้นที่ที่เกิดอุทกภัย ให้ติดตั้งเครื่องจักรเครื่องมือ เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่โดยเร็ว สำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยา ขอให้กำชับสำนักงานชลประทานที่ 11 และ 12 บริหารจัดการน้ำและใช้ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ระบายน้ำระหว่างพื้นที่อย่างเต็มประสิทธิภาพ ประสานข้อมูลสถานการณ์น้ำ และการระบายน้ำตลอดพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ประสาน และประชาสัมพันธ์ข้อมูลกับประชาชน และตรวจสอบการระบายน้ำในแต่ละพื้นที่ ให้เป็นไปตามศักยภาพ เพื่อช่วยแบ่งเบาปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ขณะเดียวกันต้องให้ความสำคัญกับพื้นที่เกษตร และดูแลไม่ให้ผลผลิตเกษตรได้รับความเสียหาย โดยให้วางแผนบริหารจัดการน้ำควบคู่ ไปกับการป้องกันผลกระทบต่อพื้นที่อย่างเป็นระบบและพื้นที่เศรษฐกิจเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนน้อยที่สุด
นายสุริยะ ยังกล่าวต่อว่า 3. ให้เร่งจำกัดสิ่งกีดขวางในลำน้ำ และตรวจสอบอาคารชลประทานสถานีสูงให้พร้อมใช้งาน รวมถึงใช้ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่อ่าวไทย และ 4. เน้นการประชาสัมพันธ์และสื่อสารข้อมูลสถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถเตรียมความพร้อมและรับมือสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนการบริหารจัดการน้ำ ต้องทำอย่างรอบคอบและสมดุล ทั้งการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงที่ขาดแคลน และลดผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรม ขอให้ทำงานอย่างเชิงรุก ลงพื้นที่ในการช่วยเหลือประชาชนโดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง
นายสุริยะ ย้ำว่า ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมชลประทาน จะทำงานอย่างเป็นระบบ ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เพื่อดูแลประชาชนลดความเสียหายและบรรเทาความเดือดร้อนให้ได้มากที่สุด
ข่าวโศรดา เข็มเจริญ nbt