กรมชลประทานชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาที่ระดับ 1,750–1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่อเนื่องประมาณ 10 วัน โดยขอสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่า การบริหารจัดการน้ำและการระบายน้ำท้ายเขื่อนจะพิจารณาตามสถานการณ์น้ำ ฝน และปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
กรมชลประทานได้ออกหนังสือด่วนที่สุดแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ฉบับที่ 5 เนื่องจากมีฝนตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องปรับการระบายน้ำท้ายเขื่อนให้อยู่ในช่วง 1,500–2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
สถานการณ์ฝนเพิ่มเติม
อิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่พาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ส่งผลให้มีฝนตกหนักในพื้นที่ในช่วงวันที่ 25–27 กันยายน 2569 จึงต้องติดตามปริมาณฝนและปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์น้ำ ข้อมูล ณ วันที่ 25 กันยายน 2569 เวลา 06.00 น.
• น้ำไหลผ่านสถานี C.2 จ.นครสวรรค์ 1,795 ลบ.ม./วินาที
• รวม Sideflow มีน้ำไหลเข้าเขื่อน 2,261 ลบ.ม./วินาที
• รับน้ำเข้าระบบชลประทานฝั่งตะวันตกและตะวันออก รวม 510 ลบ.ม./วินาที
• ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา +16.71 ม.รทก.
• ระดับน้ำท้ายเขื่อน +13.89 ม.รทก.
• ระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา 1,750 ลบ.ม./วินาที
แนวทางบริหารจัดการน้ำ
กรมชลประทานจะควบคุมระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในเกณฑ์ ไม่เกิน +17.00 เมตร รทก. และจะพยายามควบคุมอัตราการระบายน้ำท้ายเขื่อนเบื้องต้นไว้ที่ 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีให้นานที่สุด เพื่อเปิดโอกาสให้พื้นที่ด้านท้ายเขื่อนมีเวลาเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์
ทั้งนี้ การระบายน้ำจะพิจารณาปรับตามปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อน สถานการณ์ฝน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง โดยพื้นที่ริมตลิ่งนอกคันกั้นน้ำขอให้เตรียมความพร้อมรองรับการระบายน้ำตามหนังสือแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ฉบับที่ 5 ในอัตรา ไม่เกิน 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
กรมชลประทานขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสาร สภาพอากาศ และสถานการณ์น้ำจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมได้อย่างเหมาะสม โดยกรมชลประทานจะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และหากมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีสถานการณ์เพิ่มเติม จะเร่งแจ้งข้อมูลให้ประชาชนทราบต่อไป