โดยในวันนี้ พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบหมายให้ พลเอก อานุภาพ ศิริมณฑล หัวหน้าคณะนายทหาร ฝ่ายเสนาธิการ ประจำผู้บังคับบัญชา/หัวหน้าคณะทำงานโครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” กองทัพบก พร้อมคณะ ลงพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อติดตามความคืบหน้า รับทราบผลการปฏิบัติงาน และตรวจเยี่ยมการก่อสร้างหลุมหลบภัยกับที่มั่นกำบังตามแนวชายแดน
โอกาสนี้ คณะฯ ได้รับฟังการบรรยายสรุปจากกองทัพภาคที่ 2 (หน่วยทหารช่าง จากกองพลพัฒนาที่ 2 และกองกำลังสุรนารี) ถึงความคืบหน้าการดำเนินงานในพื้นที่ครอบคลุมจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ โดยแผนงานระยะที่ 1 ได้ก่อสร้างหลุมบุคคลคู่ 40 แห่ง และหลุมหลบภัย 7 แห่ง แล้วเสร็จครบถ้วน ซึ่งประชาชนและชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านได้นำไปใช้ประโยชน์จริงในช่วงสถานการณ์ที่ผ่านมา ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการระยะที่ 2 เพื่อก่อสร้างหลุมบุคคลคู่เพิ่มเติม 216 แห่ง แล้วเสร็จ 104 แห่ง และอยู่ระหว่างดำเนินการ 112 แห่ง มีความก้าวหน้าร้อยละ 87.90
นอกจากนี้ กองทัพภาคที่ 2 ได้นำเสนอแผนพัฒนาเสริมความมั่นคงชายแดนไทย–กัมพูชา ครอบคลุมด้านคมนาคม แหล่งน้ำ ไฟฟ้าและการสื่อสาร ความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน ความมั่นคงด้านอาหาร และการบริหารจัดการพื้นที่ เพื่อมุ่งเสริมความมั่นคงควบคู่กับการพัฒนา
จากนั้น คณะฯ ได้เดินทางไปยังบ้านโศกขามป้อม ตำบลภูผาหมอก เพื่อตรวจเยี่ยมหลุมหลบภัยประชาชน สำหรับใช้เป็นที่หลบภัยยามฉุกเฉิน สร้างความอุ่นใจให้แก่ประชาชน โดยหัวหน้าคณะทำงานฯ ได้พูคคุยกับชาวบ้านในพื้นที่ พร้อมชมการสาธิตซักซ้อมอพยพเมื่อเกิดเหตุ ต่อมาได้เดินทางไปยังตำบลเสาธงชัย ติดตามการก่อสร้างที่มั่นกำบัง (หลุมบุคคลคู่) ในพื้นที่ภูมะเขือ เพื่อความปลอดภัยแก่กำลังพล และเป็นจุดเฝ้าตรวจการณ์ป้องกันชายแดน
สำหรับภาพรวมโครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” กองทัพบก แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ระยะ มีแผนก่อสร้างหลุมบุคคลคู่รวม 328 แห่ง และหลุมหลบภัยประชาชน 10 แห่ง
โดยระยะที่ 1 ดำเนินการแล้วเสร็จ ประกอบด้วยหลุมบุคคลคู่ 50 แห่ง แบ่งเป็นพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 จำนวน 10 แห่ง และกองทัพภาคที่ 2 จำนวน 40 แห่ง พร้อมหลุมหลบภัยประชาชน 10 แห่ง แบ่งเป็นพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 จำนวน 3 แห่ง และกองทัพภาคที่ 2 จำนวน 7 แห่ง
ขณะที่ระยะที่ 2 อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างหลุมบุคคลคู่เพิ่มเติม 278 แห่ง แบ่งเป็นพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 จำนวน 62 แห่ง และกองทัพภาคที่ 2 จำนวน 216 แห่ง เพื่อสร้างความปลอดภัยและเสริมการตรวจการณ์ ตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในกลางปีนี้
โฆษกกองทัพบก กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้บัญชาการทหารบก ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพลตามแนวชายแดน พร้อมกำชับทุกหน่วยเร่งดำเนินงานตามพระดำริ วัตถุประสงค์ของกองทุนฯ และความรวมใจของประชาชน ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ตอบสนองความต้องการของประชาชน เสริมขวัญกำลังใจผู้ปฏิบัติหน้าที่ และเสริมความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน
ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/163501