ครม. อนุมัติการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ก่อหนี้ใหม่เพิ่มกว่า 52,000 ล้านบาท ไม่เกินกรอบหนี้ 70% ส่งเสริมความก้าวหน้าโครงสร้างพื้นฐาน

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและรับทราบตามที่คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ เสนอ ดังนี้

1. อนุมัติและรับทราบตามข้อเสนอของคณะกรรมการฯ ตามมติที่ประชุมครั้งที่ 4/2568 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ดังนี้

  • อนุมัติการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1 โดยมีการปรับเพิ่มวงเงิน 2 แผน ได้แก่ (1) แผนการก่อหนี้ใหม่ปรับเพิ่ม 52,076.12 ล้านบาท จากเดิม 1,207,306.75 ล้านบาท เป็น 1,259,382.87 ล้านบาท และ (2) แผนการชำระหนี้ ปรับเพิ่ม 30,469.30 ล้านบาท จากเดิม 503,056.95 ล้านบาท เป็น 533,526.25 ล้านบาท และปรับลดวงเงิน 1 แผน ได้แก่ แผนการบริหารหนี้เดิม ปรับลด 232,484.05 ล้านบาท จากเดิม 1,876,915.14 ล้านบาท เป็น 1,644,431.09 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

หน่วย : ล้านบาท

รายการ วงเงินเดิมตามมติคณะรัฐมนตรี
(30 กันยายน 2568)
วงเงินปรับปรุงในครั้งนี้ การเปลี่ยนแปลง
เพิ่ม/(ลด)
1. แผนการก่อหนี้ใหม่

1,207,306.75

1,259,382.87

52,076.12

    1.1 รัฐบาล

1,116,482.53

1,157,761.99

41,279.46

    1.2 รัฐวิสาหกิจ

89,952.88

100,749,54

10,796.66

    1.3 หน่วยงานอื่นของรัฐ

871.34

871.34

0.00

2. แผนการบริหารหนี้เดิม

1,876,915.14

1,644,431.09

(232,484.05)

    2.1 รัฐบาล

1,735,567.86

1,526,300.81

(209,267.05)

    2.2 รัฐวิสาหกิจ

139,474.28

116,257.28

(23,217.00)

    2.3 หน่วยงานอื่นของรัฐ

1,873.00

1,873.00

0.00

3. แผนการชำระหนี้

503,056.95

533,526.25

30,469.30

    3.1 แผนการชำระหนี้ของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และหนี้หน่วยงานอื่นของรัฐ จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

421,864.43

421,864.43

0.00

    3.2 แผนการชำระหนี้จากแหล่งเงินอื่น ๆ

81,192.52

111,661.82

30,469.30

 

การปรับปรุงแผนฯ ในครั้งนี้ มีสาระสำคัญ เช่น

  1. เงินกู้ในประเทศปรับเพิ่ม 33,222.66 ล้านบาท เพื่อรองรับความก้าวหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ และรถไฟฟ้าชานเมือง ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จำนวน 8 โครงการ รวมวงเงิน 28,920 ล้านบาท และเงินกู้เพื่อลงทุนในโครงการพัฒนาของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.)
  2. เงินกู้ต่างประเทศปรับเพิ่ม 18,853.46 ล้านบาท จากการบรรจุโครงการใหม่ในแผนฯ ให้สอดคล้องกับแผนการดำเนินงาน ได้แก่ โครงการสร้างเครื่องกำเนิด*แสงซินโครตรอนระดับพลังงาน 3 GeV (ระดับพลังงานสูงของเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอน) และห้องปฏิบัติการวงเงิน 12,359.46 ล้านบาท และโครงการเมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอน วงเงิน 6,494 ล้านบาท
  3. การปรับเพิ่มแผนการชำระหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) จำนวน 35,486 ล้านบาท
  4. การปรับลดวงเงินการปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้รัฐบาลที่ครบกำหนดในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงิน 226,972.88 ล้านบาท และการปรับเพิ่มวงเงินบางส่วนสำหรับการบริหารความเสี่ยงหนี้เงินกู้รัฐบาลที่ครบกำหนดในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 - 2573 เพื่อกระจายภาระหนี้และรองรับการออกพันธบัตรรัฐบาลในอนาคต (*แสงซินโครตอน คือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความเข้มสูงมาก มีความสว่างสูงกว่าแสงปกติหลายล้านเท่าใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง)
  • นอกจากนี้การปรับปรุงแผนฯ มีโครงการพัฒนา โครงการ และรายการที่ขอบรรจุเพิ่มเติมและต้องเสนอขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี จำนวน 18 โครงการ/รายการ และมีรัฐวิสาหกิจ จำนวน 1 แห่ง ที่มีสัดส่วนความสามารถในการหารายได้เทียบกับภาระหนี้ของกิจการ (Debt Service Coverage Ratio : DSCR) ต่ำกว่า 1 เท่า ได้แก่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) (0.48 เท่า) ที่ต้องเสนอขออนุมัติการกู้เงินต่อคณะรัฐมนตรี และมีรัฐวิสาหกิจ จำนวน 19 แห่ง ที่ต้องขออนุมัติการกู้เงินของรัฐวิสาหกิจเพื่อลงทุนในโครงการพัฒนา และการ            กู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ต่อคณะรัฐมนตรี โดยให้ รฟท. รับความเห็นและข้อสังเกตของคณะกรรมการฯไปดำเนินการ รวมทั้งเห็นควรให้หน่วยงานที่บรรจุกรอบวงเงินกู้ภายใต้แผนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ปรับปรุงครั้งที่ 1 เร่งรัดการดำเนินการตามแผนฯ ดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ คาดการณ์ว่า ระดับประมาณการหนี้สาธารณะคงค้างต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ภายหลังการปรับปรุงแผนฯ จะอยู่ที่ร้อยละ 68.48 (กรอบไม่เกินร้อยละ 70) และยังอยู่ภายในกรอบกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

 

2. อนุมัติการกู้เงินของรัฐบาลเพื่อการก่อหนี้ใหม่ การกู้มาและการนำไปให้กู้ต่อ การกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และการค้ำประกันเงินกู้ให้กับรัฐวิสาหกิจ

ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 มาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2541 มาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ระยะที่สอง พ.ศ. 2545 และมาตรา 8 แห่งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 รวมทั้งขออนุมัติการกู้เงินของรัฐวิสาหกิจเพื่อลงทุนในโครงการ พัฒนา และการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ภายใต้กรอบวงเงินของการปรับปรุงแผนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1 และให้กระทรวงการคลัง เป็นผู้พิจารณาการกู้เงิน วิธีการกู้เงิน เงื่อนไข และรายละเอียดต่าง ๆ ของการกู้เงิน การค้ำประกันและการบริหารความเสี่ยงในแต่ละครั้งได้ตามความเหมาะสมและจำเป็น ทั้งนี้ หากรัฐวิสาหกิจสามารถดำเนินการกู้เงินได้เองก็ให้สามารถดำเนินการได้ตามความเหมาะสมและจำเป็นของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ


          ทั้งนี้กระทรวงการคลัง พิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องนี้ไม่เข้าข่ายตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเป็นไปตามแนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 เนื่องจากโครงการและรายการที่บรรจุในการปรับปรุงแผนฯ ดังกล่าว คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้ดำเนินการและกำหนดแหล่งเงินไว้ชัดเจนแล้ว อีกทั้งวงเงินที่เสนอไม่เกินกรอบวงเงินที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้ ประกอบกับกระทรวงคมนาคม สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงบประมาณ (สงป.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง/เห็นควรอนุมัติและรับทราบตามที่คณะกรรมการฯ เสนอ โดยมีความเห็นเพิ่มเติมบางประการ เช่น สำนักงบประมาณ เห็นว่ากระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรกำกับ ติดตาม และเร่งรัดหน่วยงานเจ้าของโครงการดำเนินการและเบิกจ่ายเงินกู้ให้สอดคล้องและบรรลุวัตถุประสงค์ตามแผนที่กำหนดไว้ และธนาคารแห่งประเทศไทย เห็นว่าควรมีการพิจารณาการระดมทุนให้อยู่ภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม ควบคู่กับการติดตามความคืบหน้าการดำเนินโครงการ และเร่งรัดให้เกิดการลงทุนดังกล่าวอย่างต่อเนื่องและเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ ในขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องนี้มิได้เป็นการกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการหรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปสามารถพิจารณาอนุมัติ เห็นชอบ และรับทราบได้ตามที่เห็นสมควร


          โดยที่เรื่องนี้เป็นการดำเนินการตามข้อ 15 ของระเบียบคณะกรรมการฯ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2561 ที่กำหนดให้กรณีที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะระหว่างปี ให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะพิจารณาความเหมาะสมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยกรณีไม่เกินกรอบวงเงินที่ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการฯ และรายงานคณะรัฐมนตรีทราบ และกรณีเกินกรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี หรือกรณีโครงการพัฒนาหรือโครงการที่ไม่ได้บรรจุไว้ในแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ให้เสนอคณะกรรมการฯ เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ จึงเข้าข่ายเรื่องที่เสนอคณะรัฐมนตรีได้ตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 
 


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar