นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลัง นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็น 15% เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 โดยระบุว่ากระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและมอบหมายให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน เพื่อรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุน รวมถึงลดความเสี่ยงจากความผันผวนของมาตรการทางการค้าที่อาจส่งผลต่อผู้ประกอบการไทย ทั้งนี้ การปรับขึ้นภาษีดังกล่าวนับเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันภายในไม่ถึง 24 ชั่วโมง หลังจากมีการประกาศอัตรา 10% ไปก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ที่ชี้ว่าการใช้อำนาจภายใต้กฎหมาย IEEPA เดิมไม่ชอบด้วยกฎหมาย
สำหรับการประกาศใช้มาตรการภาษีครั้งนี้ สหรัฐฯ ได้อาศัยอำนาจตาม มาตรา 122 ของพระราชบัญญัติการค้าปี ค.ศ. 1974 (Trade Act 1974) ซึ่งอนุญาตให้ประธานาธิบดีกำหนดอัตราภาษีครอบคลุมทั่วโลกได้สูงสุด 15% เป็นเวลา 150 วัน อย่างไรก็ตาม รมว.พาณิชย์ ชี้แจงว่าอัตรา 15% นี้ ยังถือว่าต่ำกว่ามาตรการภาษีต่างตอบแทนเดิมที่เคยกำหนดไว้สำหรับประเทศไทยที่ร้อยละ 19 โดยรัฐบาลไทยจะยังคงเดินหน้าเจรจาในเชิงรุกและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ภาคธุรกิจ เพื่อให้ภาคการส่งออกและการลงทุนของไทยสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสมภายใต้บริบทการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป
ทางด้าน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่าสถานการณ์นี้ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่ามาตรการภาษีถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก โดยหอการค้าไทยพร้อมสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกรายอุตสาหกรรมและข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อใช้ประกอบการเจรจา นอกจากนี้ยังต้องเฝ้าระวังความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะแนวโน้มเงินบาทที่อาจแข็งค่าขึ้นหากดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง ซึ่งจะกดดันความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยที่มีส่วนต่างกำไรต่ำ
อย่างไรก็ตาม หอการค้าไทยมองว่าในวิกฤตนี้ยังมีโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ โดยประเทศไทยสามารถยกระดับบทบาทในฐานะ “ฐานการผลิตทางเลือก” และศูนย์กลางการค้าในภูมิภาคได้ หากภาครัฐและเอกชนร่วมกันสร้างความชัดเจนด้านกติกาการค้าและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเน้นการใช้การทูตเศรษฐกิจเดินหน้าเจรจาเพื่อเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นโอกาสในการเติบโตในระยะยาวของภาคธุรกิจไทย