จังหวัดภูเก็ตเร่งคลี่คลายเหตุเพลิงไหม้เรือสปีดโบ๊ทบริเวณท่าเทียบเรือฉลอง ตำบลฉลอง อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 04.00 น. ของเช้าวันนี้ (7 มกราคม 2569) โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรฉลอง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ภัย ได้รับแจ้งเหตุและเข้าควบคุมสถานการณ์ในทันที
ต่อมา เวลา 11.00 น. ณ อาคาร Phuket Smart Pier ท่าเทียบเรือฉลอง ผู้ว่าฯ ภูเก็ตชื่นชมทุกหน่วยงานทำงานเป็นทีม คุมเหตุไฟไหม้สปีดโบ๊ทท่าเรือฉลองได้อย่างรวดเร็ว สั่งเร่งเยียวยาผู้ประกอบการ เสียหาย 22 ลำ มูลค่ากว่า 38 ล้านบาท
จังหวัดภูเก็ตเร่งคลี่คลายเหตุเพลิงไหม้เรือสปีดโบ๊ทบริเวณท่าเทียบเรือฉลอง ตำบลฉลอง อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 04.00 น. ของเช้าวันนี้ (7 มกราคม 2569) โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรฉลอง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ภัย ได้รับแจ้งเหตุและเข้าควบคุมสถานการณ์ในทันที
ต่อมา เวลา 11.00 น. ณ อาคาร Phuket Smart Pier ท่าเทียบเรือท่องเที่ยวอ่าวฉลอง นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน เพื่อติดตามสถานการณ์ กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหา และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยมี พล.ต.ต.สินเลิศ สุขุม ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต นายกองเอก อดุลย์ ชูทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต นายไพโรจน์ ศรีละมุล นายอำเภอเมืองภูเก็ต นายเรวัต อารีรอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต นายอดูลย์ ระลึกมูล ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาภูเก็ต นายจรัญ ขวัญแก้ว รักษาราชการแทนหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดภูเก็ต นางสาวกาญจนา ศรีรักษา ผู้อำนวยการสำนักงาน คปภ.จังหวัดภูเก็ต นายโสภณ เคี่ยมการ ประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ต หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เข้าร่วมประชุม
นายอดูลย์ ระลึกมูล ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาภูเก็ต รายงานว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีเรือสปีดโบ๊ทได้รับความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ จำนวน 24 ลำ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 40 ล้านบาท
ด้านนายเรวัต อารีรอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต รายงานว่า ขณะเกิดเหตุ เทศบาลตำบลฉลอง เทศบาลตำบลราไวย์ เทศบาลตำบลวิชิต และเทศบาลตำบลกะรน รวมถึงศูนย์ไข่มุก องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ระดมรถดับเพลิงและกำลังเจ้าหน้าที่เข้าฉีดน้ำสกัดกั้นเพลิงอย่างเต็มกำลัง โดยใช้วิธีตัดเชือกและแยกเรือออกจากกัน เพื่อลดการลุกลามของเพลิง แม้การปฏิบัติงานจะเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากอยู่ในช่วงน้ำทะเลลงและมีกระแสลมแรง แต่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายสามารถเข้าควบคุมสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งถือเป็นการทำงานที่มีประสิทธิภาพและน่าชื่นชมอย่างยิ่ง
นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า ทันทีที่เกิดเหตุ จังหวัดภูเก็ตได้ระดมทุกหน่วยงานเข้าคลี่คลายสถานการณ์อย่างเร่งด่วน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบหาสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้อย่างละเอียด ซึ่งมีผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ตนำทีมลงพื้นที่ด้วยตนเอง ขณะเดียวกัน สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดภูเก็ต ได้เข้าดูแลในส่วนของการประกาศภัยและการประเมินความเสียหาย ส่วนสำนักงานเจ้าท่าได้บริหารจัดการเรือและท่าเทียบเรือ เพื่อให้สามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติ
ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ระบุเพิ่มเติมว่า ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ บริเวณอ่าวฉลองมีเรือจอดอยู่มากกว่าหนึ่งพันลำ และเรือทุกลำมีการเติมน้ำมันเต็มถังเพื่อเตรียมให้บริการนักท่องเที่ยว หากไม่สามารถเข้าควบคุมสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที มีความเสี่ยงอย่างยิ่งที่เพลิงจะลุกลามไปยังเรือทั้งหมด เนื่องจากเรือจอดผูกเชือกอยู่ติดกัน อย่างไรก็ตาม จากการเข้าชาร์จสถานการณ์อย่างรวดเร็วและการทำงานเป็นทีมของทุกหน่วยงาน ทำให้สามารถจำกัดความเสียหายไว้ได้เพียง 24 ลำ และป้องกันไม่ให้เหตุการณ์บานปลายจนส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวของจังหวัด
ในส่วนของการฟื้นฟูพื้นที่ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า เทศบาลตำบลฉลองได้เร่งดำเนินการเคลียร์ซากเรือ เศษเถ้า และคราบน้ำมันที่ลอยอยู่ในทะเลขึ้นจากน้ำทันที โดยจัดส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เก็บกู้ พร้อมตั้งเป้าหมายให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยทางทะเล
ขณะเดียวกัน สำนักงาน คปภ.จังหวัดภูเก็ต ได้เข้าดูแลด้านการประกันภัยทุกประเภทให้แก่เรือที่ได้รับความเสียหาย พร้อมทั้งตั้งจุดรับแจ้งเรื่องประกันภัย ณ ที่เกิดเหตุ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และสำนักงาน คปภ. ได้ร่วมกันตั้งจุดรับแจ้งและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อให้สามารถติดต่อประสานงานและแจ้งเรื่องต่าง ๆ ได้ในจุดเดียว โดยไม่ต้องเดินทางไปหลายหน่วยงาน
ในส่วนของการสื่อสารข้อมูลต่อสาธารณชน มอบหมายให้สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ต ได้ทำหน้าที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง สร้างความเข้าใจ และลดความตื่นตระหนกแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ยืนยันว่า ท่าเทียบเรืออ่าวฉลองยังสามารถเปิดให้บริการได้ตามปกติ หลังจากสำนักงานเจ้าท่าได้ประเมินความปลอดภัยแล้ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวและประชาชน
นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ยังได้มอบหมายให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และปลัดจังหวัดภูเก็ต ลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ เพื่อรับฟังความต้องการและพิจารณามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมจากภาครัฐ ควบคู่กับการตรวจสอบสาเหตุของเหตุเพลิงไหม้อย่างละเอียด พร้อมกล่าวชื่นชมและขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง เสียสละ และมีประสิทธิภาพ พร้อมให้กำลังใจผู้ประกอบการทุกฝ่ายให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ต