๑ มกราคม วันขึ้นปีใหม่ : ย้อนรอยประวัติศาสตร์และสืบสานประเพณีไทยสู่วิถีสากล

เนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๙ นับเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความสุขและการเริ่มต้นใหม่ของปวงชนชาวไทย แต่ทราบหรือไม่ว่า กว่าที่ประเทศไทยจะประกาศให้วันที่ ๑ มกราคม ของทุกปี เป็นวันขึ้นปีใหม่เฉกเช่นปัจจุบัน ประวัติศาสตร์ไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงวันเถลิงศกมาแล้วหลายยุคสมัย เพื่อให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมและบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

สถาบันพระมหากษัตริย์กับการกำหนดวันขึ้นปีใหม่ของไทย

ในสมัยโบราณ ประเทศไทยได้ยึดถือเอาวันสำคัญทางจันทรคติและคตินิยมทางศาสนาเป็นหลักในการกำหนดวันขึ้นปีใหม่ โดยสามารถแบ่งยุคสมัยสำคัญได้ดังนี้:

  • ยุคสมัยดั้งเดิม (วันสงกรานต์): เดิมทีประเทศไทยถือเอาวันแรม ๑ ค่ำ เดือนอ้าย (เดือนที่ ๑) เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามคติพราหมณ์ แต่ต่อมาได้เปลี่ยนไปใช้ วันสงกรานต์ (วันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕) เป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งถือเป็นประเพณีสืบทอดมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น

  • รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕): ในปี พ.ศ. ๒๔๓๒ ทรงมีพระบรมราชโองการประกาศให้วันที่ ๑ เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย เพื่อให้สอดคล้องกับการกำหนดปีรัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ.) และใช้สืบเนื่องมาเป็นเวลากว่า ๕๐ ปี

  • การเปลี่ยนแปลงสู่สากล (พ.ศ. ๒๔๘๔): ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) รัฐบาลในขณะนั้นซึ่งมีจอมพล พ. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้พิจารณาเห็นว่าเพื่อให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ระดับสากลและสอดคล้องกับนานาอารยประเทศ จึงได้มีมติให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ ๑ เมษายน มาเป็นวันที่ ๑ มกราคม โดยเริ่มประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

ธรรมเนียม "ถวายพระพรชัยมงคล": มิ่งขวัญแห่งการเริ่มต้นปีใหม่

นอกจากการเฉลิมฉลองในระดับประชาชนแล้ว อีกหนึ่งธรรมเนียมปฏิบัติที่สำคัญยิ่งและอยู่คู่กับวันขึ้นปีใหม่ของไทยคือ "การถวายพระพรชัยมงคล" ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและความกตัญญูกตเวทีต่อองค์พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์

  1. การลงนามถวายพระพร: ในวันที่ ๑ มกราคม ของทุกปี สำนักพระราชวังจะเปิดให้พระบรมวงศานุวงศ์ องคมนตรี คณะทูตานุทูต ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และประชาชนทั่วไป ได้ร่วมลงนามถวายพระพร ณ พระบรมมหาราชวัง เพื่อความเป็นสิริมงคลในการเริ่มต้นชีวิตใหม่

  2. พระราชดำรัสพระราชทานพรปีใหม่: พสกนิกรชาวไทยต่างเฝ้ารอรับฟังพระราชดำรัสทางสถานีโทรทัศน์ ซึ่งถือเป็น "พรศักดิ์สิทธิ์" ที่ช่วยสร้างขวัญและกำลังใจในการดำเนินชีวิตตลอดทั้งปี

  3. ส.ค.ส. พระราชทาน: ในอดีตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน ส.ค.ส. ที่มีแง่คิดและคติธรรม ซึ่งเป็นประเพณีที่สร้างความปลาบปลื้มใจให้แก่ปวงชนชาวไทยเสมอมา

ทำไมต้องเป็นวันที่ ๑ มกราคม?

การเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่มาเป็นวันที่ ๑ มกราคมนั้น มีเหตุผลสำคัญ ๔ ประการที่รัฐบาลในขณะนั้นระบุไว้ คือ:

  1. เพื่อให้สอดคล้องกับประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลก
  2. เป็นการเลิกใช้จันทรคติที่สับสนและเปลี่ยนมาใช้สุริยคติ
  3. เพื่อฟื้นฟูวัฒนธรรมดั้งเดิมของไทยที่เคยถือเอาเดือนอ้าย (ซึ่งตรงกับช่วงธันวาคม-มกราคม) เป็นเดือนเริ่มต้นปี
  4. เป็นการปรับปรุงวัฒนธรรมให้เหมาะสมกับยุคสมัยตามนโยบายรัฐนิยม

การสืบสานวัฒนธรรม "ปีใหม่ไทย" ในวิถีสากล

แม้ว่าวันที่ ๑ มกราคมจะเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามหลักสากล แต่พสกนิกรชาวไทยยังคงรักษาเอกลักษณ์แห่งความเป็นไทยไว้อย่างเหนียวแน่นผ่านกิจกรรมที่เป็นสิริมงคล อาทิ:

  • การทำบุญตักบาตร: เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัวตามความเชื่อในพุทธศาสนา

  • การกราบขอพรผู้ใหญ่: การแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบุพการีและผู้มีพระคุณ

  • การมอบของขวัญและคำอวยพร: การส่งมอบไมตรีจิตและรอยยิ้มให้แก่กันตามแบบฉบับสยามเมืองยิ้ม

  • การบำเพ็ญสาธารณประโยชน์: การรู้จักแบ่งปันและช่วยเหลือสังคมอันเป็นหัวใจสำคัญของคนไทย

ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่นี้ ขอส่งความปรารถนาดีไปยังพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกท่าน ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก ได้โปรดดลบันดาลพระพรชัยให้ท่านและครอบครัว ประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง และสมหวังในสิ่งที่ปรารถนาทุกประการ


image รูปภาพ
image
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar