ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำร่วมกับผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ กรมชลประทาน กรุงเทพฯ ว่า จากสถานการณ์น้ำในขณะนี้ จากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่าปริมาณฝนที่ตกฝนพื้นที่ภาคเหนือจะลดลง แต่จะมีปริมาณฝนเพิ่มมากขึ้นใน 14 จังหวัดภาคใต้ สำหรับในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ขณะนี้เขื่อนภูมิพลยังคงระบายน้ำอยู่ที่ประมาณ 48 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ส่วนเขื่อนกิ่วลมระบายที่ 6 ล้านลบ.ม./ วัน ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ไหลมายังเขื่อนเจ้าพระยามีมาก แม้ได้แบ่งน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่งเหนือเขื่อนอย่างเต็มศักยภาพแล้ว ยังจำเป็นต้องระบายท้ายเขื่อนในอัตรา 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ประชาชนจังหวัดท้ายเขื่อนได้รับผลกระทบกว้างขึ้นโดยยืนยันว่า การระบายในอัตราดังกล่าว เป็นอัตราสูงสุดซึ่งจะดำเนินต่อเนื่องประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนจะปรับลดลงตามปริมาณน้ำเหนือที่เริ่มลดลง รวมทั้งในขณะนี้ภาวะน้ำทะเลหนุนคลี่คลายลงแล้ว ได้สั่งการให้กรมชลประทาน จัดเตรียมเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำเร่งระบายน้ำตอนปลายลุ่มเจ้าพระยาออกสู่อ่าวไทยที่จังหวัดสมุทรปราการและจังหวัดฉะเชิงเทรา ตลอดจนจะระบายน้ำเข้าคลองบางสายของกทม. ในอัตรเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล
ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวต่อไปว่า เมื่อเข้าสู่เดือนธันวาคม การระบายท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจะลดลงเหลือประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และปรับเข้าสู่ระดับปกติราว 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในเดือนมกราคม นอกจากนี้จะเสนอต่อที่ประชุมรัฐมนตรีเตรียมมาตรการเยียวยาเป็นพิเศษให้แก่เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำที่ได้รับผลกระทบยาวนานจากน้ำท่วม โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป