วันที่ 28 ตุลาคม 2568 — ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบข้อเสนอแนะของ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กรณีเด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยเข้ารับการศึกษาในประเทศไทย พร้อมมอบหมายให้ กระทรวงศึกษาธิการ โดย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นหน่วยงานหลัก พิจารณาร่วมกับ กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงสาธารณสุข, สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.), สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว
โดยมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการและ สพฐ. สรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินงานในภาพรวม ภายใน 30 วัน ส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
กสม. รายงานว่า จากการติดตามสถานการณ์พบว่า เด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย มีความเกี่ยวข้องกับปัญหาด้านสถานะบุคคล สิทธิการอยู่อาศัย และสิทธิด้านสาธารณสุข ซึ่งส่งผลต่อการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาในประเทศไทย
กสม. ได้จำแนกกลุ่มเด็กต่างด้าวออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่
เด็กที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน
เด็กลูกหลานแรงงานต่างด้าว
เด็กที่เดินทางโดยลำพังเพื่อการศึกษา
เด็กที่เดินทางไปกลับตามแนวชายแดน
เด็กในพื้นที่พักพิงชั่วคราว
ทั้งนี้ เด็กในกลุ่มที่ 4 และ 5 ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐแล้ว ส่วนเด็กใน 3 กลุ่มแรกยังประสบปัญหาในการเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ โดยเฉพาะสิทธิทางการศึกษาและสาธารณสุข
เพื่อให้เด็กทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม กสม. จึงเสนอแนวทางต่อคณะรัฐมนตรี ดังนี้
ให้กระทรวงมหาดไทยร่วมกับ สมช.
พิจารณาประกาศผ่อนผันให้เด็กลูกหลานแรงงานต่างด้าว และเด็กที่เดินทางโดยลำพังเพื่อการศึกษา สามารถอยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นการชั่วคราว พร้อมกำหนดเขตพื้นที่ควบคุม อนุญาตให้เดินทางออกนอกพื้นที่ได้เมื่อมีเหตุผลจำเป็น และจัดทำทะเบียนประวัติพร้อมออกบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยตามกฎหมาย
ให้กระทรวงศึกษาธิการ
จัดทำระบบสารสนเทศเพื่อกำหนดรหัสประจำตัวผู้เรียนในศูนย์การเรียนรู้เด็กต่างด้าวให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมการปกครอง เพื่อจัดทำทะเบียนประวัติของเด็กอย่างเป็นระบบ
ให้กระทรวงศึกษาธิการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข
จัดให้มีระบบประกันสุขภาพสำหรับนักเรียนหรือนักศึกษาต่างด้าว เพื่อให้เข้าถึงบริการสาธารณสุขอย่างเท่าเทียม พร้อมหารือกับ คปภ. เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การจำหน่ายประกันสุขภาพที่เหมาะสม เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองเลือกซื้อประกันสุขภาพได้ตามกำลัง
นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า จากการศึกษาและรวบรวมข้อมูล พบว่า เด็กต่างด้าวทั้ง 5 กลุ่มยังมีอุปสรรคในการเข้าถึงการศึกษา แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 จะรับรองสิทธิของเด็กทุกคนให้ได้รับการศึกษา อย่างน้อย 12 ปี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ทั้งนี้ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ได้ขยายโอกาสทางการศึกษาให้แก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย โดยให้สามารถเข้าเรียนได้ทุกระดับ ทุกประเภท และทุกพื้นที่ในประเทศ รวมถึงสิทธิในการลงทะเบียนนักเรียน การออกเอกสารทางการศึกษา และการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนรายหัวในอัตราเท่าเด็กไทย (ยกเว้นผู้หนีภัยจากการสู้รบ)
ข้อเสนอนี้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี ได้แก่
กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)
กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR)
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC)
ซึ่งต่างยืนยันหลักการเดียวกันว่า เด็กทุกคน ไม่ว่าจะมีสัญชาติหรือไม่ ควรได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติย้ำว่า การเข้าถึงการศึกษาเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม พร้อมขอให้หน่วยงานของรัฐทุกระดับร่วมมือกันขจัดอุปสรรคทางกฎหมายและระเบียบ เพื่อให้เด็กทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานด้านการศึกษาอย่างแท้จริง