วันนี้ (วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568) เวลา 14.30 น. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ และพลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ร่วมกันแถลงข่าวการประชุมกรอบทวิภาคีไทย – กัมพูชา โดยสรุปสาระสำคัญดังนี้
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีรับทราบข้อห่วงกังวลของประชาชนชาวไทยต่อการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee - GBC) และการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย - กัมพูชา (Joint Boundary Commission - JBC) ที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ รัฐบาลจึงเห็นว่าการสื่อสารต่อประชาชนควรไปในทิศทางเดียวกัน จึงขอยืนยันว่าในทุกการประชุมเกิดจากการพูดคุยและวางแผนอย่างมีกลยุทธ์ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน
โดยในสัปดาห์นี้มีการประชุมสำคัญเกิดขึ้นก่อนการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ที่มาเลเซีย 2 รายการ ได้แก่ 1. การประชุมระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่มาเลเซีย ระหว่างวันที่ 20 – 23 ตุลาคม 2568 และ 2. การประชุม JBC ที่จังหวัดจันทบุรี ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 21 – 22 ตุลาคม 2568
ด้านกระทรวงการต่างประเทศ นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงภาพรวมในฐานะที่กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ เป็นฝ่ายเลขานุการ JBC ว่า การประชุม JBC สมัยวิสามัญ ที่จะจัดขึ้น ฝ่ายไทยจะมี นายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย เอกอัครราชทูตและที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศด้านเขตแดน เป็นประธาน JBC ฝ่ายไทย ส่วนฝ่ายกัมพูชา มีนาย ฬำ เจีย รัฐมนตรีรับผิดชอบกิจการชายแดนและหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการกิจการชายแดนแห่งชาติกัมพูชา เป็นประธาน JBC ฝ่ายกัมพูชา นอกจากนี้ จะมีผู้แทนจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องของฝ่ายไทยร่วมประชุมด้วย อาทิ สภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งการประชุมครั้งนี้ จะเป็นการหารือเฉพาะประเด็นด้านเขตแดนโดยตรง เพื่อสานต่อจากการประชุม JBC ครั้งก่อน เมื่อวันที่ 14–15 มิถุนายน 2568 ที่กัมพูชา โดยประเด็นการหารือได้ยึดหลักให้สอดคล้องกับเวทีความร่วมมืออื่น ได้แก่ การประชุม GBC และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) เพื่อให้การดำเนินงานของฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายการต่างประเทศมีเอกภาพ และสามารถผลักดันผลประโยชน์ของประเทศได้อย่างสูงสุด
นายเบญจมินทร์กล่าวต่อว่า การประชุม JBC สมัยวิสามัญครั้งนี้ สืบเนื่องจากมติการประชุม GBC สมัยพิเศษครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ที่มอบหมายให้ JBC พิจารณากรณีบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว รวมทั้งมาตรการรักษาความปลอดภัย เช่น การจัดทำรั้วเขตแดน เพื่อให้เกิดความชัดเจนในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ JBC และเพื่อสะท้อนความตั้งใจของฝ่ายไทยในการแก้ไขปัญหาเขตแดนกับกัมพูชา ผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ โดยประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะหารือเพิ่มเติม ได้แก่ การเร่งรัดการแก้ไข TOR 2003 เพื่อรองรับการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการจัดทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ และการเสนอพื้นที่เร่งด่วนสำหรับการกำหนดแนวเขตแดน โดยเฉพาะพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นสอดคล้องกันแล้ว
นอกจากนี้ นายเบญจมินทร์เน้นย้ำว่า การประชุมครั้งนี้เป็นหนึ่งในกลไกทวิภาคีสำคัญที่ไทยใช้หารือกับกัมพูชา เพื่อแก้ไขปัญหาเขตแดนอย่างสันติวิธี ภายใต้กรอบความร่วมมือที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ซึ่งจะช่วยตอกย้ำต่อประชาคมระหว่างประเทศว่า ไทยดำเนินการด้วยความชอบธรรม และผ่านกระบวนการทางการทูตอย่างเป็นระบบ และเมื่อเสร็จสิ้นการประชุม คณะผู้แทนไทยจะมีการแถลงข่าวเพื่อแจ้งผลการหารือต่อสาธารณชนต่อไป
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีไลดาร์ (Lidar) โดยยืนยันว่า การใช้เทคโนโลยีไลดาร์ไม่ได้เป็นการตอกย้ำมาตรการการใช้แผนที่ 1: 200,000 เพราะเป็นการตรวจจากสภาพจริงที่แบ่งโดยสันปันน้ำ ไม่มีกรณีพิพาทกันแล้ว เพื่อให้เกิดความละเอียดมากขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีไลดาร์เทียบเท่าความละเอียด แผนที่ 1: 20,000 เป็นการประเมินจากสถานที่จริง และสุดท้ายต้องมีการตกลงร่วมกันกับฝ่ายกัมพูชา จึงจะดำเนินการได้
สำหรับสถานการณ์บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ที่จะมีการพูดคุยในการประชุม JBC รัฐบาลขอเรียนใน 2 ส่วน ได้แก่ 1. ส่วนที่กัมพูชารุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ของไทยแล้ว ในส่วนนี้ไม่ต้องเจรจา รัฐบาลต้องผลักดันออก และ 2. ส่วนที่ตกลงกันไม่ได้ ส่วนนี้ต้องอยู่ในกลไกลของการเจรจา
ด้านกระทรวงกลาโหม พลเรือตรีสุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงความเชื่อมโยงของการประชุม GBC และ JBC โดยระบุว่า ภายหลังการเจรจาหยุดยิงเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา ไทยและกัมพูชาได้จัดประชุม GBC สมัยวิสามัญ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 เพื่อหารือแนวทางยุติความเป็นปรปักษ์และสร้างความสงบถาวรบริเวณชายแดน รวมถึงขอให้ทั้งสองฝ่ายงดการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง และในการประชุม GBC เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ที่จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา ไทยและกัมพูชาได้เห็นชอบร่วมกันใน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) การถอนกำลังอาวุธหนักออกจากแนวชายแดนภายในระยะเวลาที่กำหนด 2) การเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกัน 3) การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งฝ่ายไทยมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้ประสานหลัก และได้ส่งข้อมูลแหล่งต้องสงสัยกว่า 60 แห่งให้ฝ่ายกัมพูชาดำเนินการ และ 4) การฟื้นฟูและคืนสู่สภาวะปกติในพื้นที่ชายแดนบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว
โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นเหล่านี้จะถูกนำเข้าสู่การหารือในที่ประชุม GBC ในวันที่ 23 ตุลาคมนี้ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ร่วมกับการกำหนดกรอบเวลาการทำงานร่วมกันที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การเร่งรัดแผนเก็บกู้ทุ่นระเบิด โดยระบุพื้นที่และระยะเวลาดำเนินการอย่างชัดเจน การวางแผนปฏิบัติการร่วมปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างเป็นระบบ โดยจะมีประเทศมาเลเซียและสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ ซึ่งการประชุม GBC ครั้งนี้ จะพิสูจน์ให้เห็นว่ากัมพูชามีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาร่วมกับไทยแค่ไหน และขอย้ำว่า การดำเนินการของฝ่ายไทยคำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ ทั้งจากความพยายามในการฟื้นฟูพื้นที่ชายแดน การถอนกำลังทางอาวุธ และการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ