นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตอบกระทู้ถามของสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) ที่ตั้งกระทู้ถามเรื่องการเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว หรือ BRICS ว่าผลดีและผลเสียจากการที่ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วน BRICS
นายมาริษ กล่าวว่าการเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วน BRICS เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการทูตเศรษฐกิจของไทย เพื่อรักษาผลประโยชน์ประเทศ ทั้งการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน และการเพิ่มบทบาทประเทศไทยให้อยู่ในสายตาประเทศต่าง ๆ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพ สามารถดำเนินการเรื่องนี้ได้ และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีบนเวทีระหว่างประเทศ เพราะ BRICS เป็นกลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่ มีบทบาทสำคัญ เสริมสร้างประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งประเทศไทยก็เป็นส่วนหนึ่ง และพยายามร่วมกันขับเคลื่อนประเทศกำลังพัฒนา จากความท้าทายภูมิรัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ประเทศมหาอำนาจ การพัฒนาเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง ความมั่นคงพลังงาน เป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้รัฐบาล และกระทรวงการต่างประเทศ กระชับความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ไม่เลือกข้าง โดยหาความร่วมมือผ่านกรอบความร่วมมือที่หลากหลาย เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งให้ประเทศ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่นานาชาติเห็นพ้องว่า มีความสำคัญ
นายมาริษ ย้ำว่า การเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วน BRICS จึงมีความเหมาะสม และหุ้นส่วน BRICS เป็นการร่วมกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เป็นตลาดใหญ่มีศักยภาพสูง และประเทศไทย ก็มีเป้าหมายร่วมกับประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ในการผลักดันให้ระบบพหุภาคีโลก เน้นน้ำหนักที่ประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น ซึ่งเป็นผลประโยชน์สำคัญของไทย จะต้องถ่วงดุลระหว่างประเทศพัฒนาแล้ว และกำลังพัฒนา ให้สอดคล้องกับการพัฒนาโลก
“การตอบรับเข้าร่วมการประชุมหุ้นส่วนกลุ่ม BRICS จากรัสเซียนนั้น กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือกับคณะกรรมการกฤษฎีการ่วมกันแล้ว ซึ่งมีความเห็นตรงกันว่า การตอบรับดังกล่าว เป็นการแสดงเจตนารมย์ฝ่ายเดียวของประเทศไทย ไม่ได้มีผลบังคับ ดังนั้น หนังสือตอบรับดังกล่าว จึงไม่ถือเป็นสนธิสัญญา และไม่เข้าเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 ไม่ต้องขอมติจากรัฐสภา” รมว.การต่างประเทศ กล่าว
นายมาริษ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจาก กลุ่ม BRICS แล้ว ประเทศไทยยังมีบทบาทในกรอบความร่วมมืออื่น ๆ อีกมาก และมีกลุ่มความร่วมมือที่สหรัฐอเมริกา เป็นการแกนนำ เช่น กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก หรือ IPEF ซึ่งประเทศไทย ก็มีบทบาทที่โดดเด่น และสหรัฐอเมริกาชื่นชม รวมถึงกรอบความร่วมมือองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD รวมถึงกรอบความร่วมมืออื่น ๆ ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ทั้ง APEC และโครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง:หรือ GMS เป็นต้น
“การเข้าร่วมเป็นสมาชิกกรอบความร่วมมือต่าง ๆ ประเทศไทยได้แสดงบทบาทชัดเจน เพื่อการพัฒนา ไม่ได้สร้างให้เป็นอุปสรรค และไทยยังได้กระชับความร่วมมือด้านการค้ากับทุกประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของประเทศไทย ที่ต้องการร่วมมือกับประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยไม่ได้มุ่งหวังนำกรอบความร่วมมือมาเกี่ยวข้องกับภูมิรัฐศาสตร์โลก แต่เป็นท่าทีที่ไทยมองกรอบความร่วมมือ เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาทั้งสิ้น” นายมาริษ กล่าว
นายมาริษ กล่าวในตอนท้ายว่า ยังระบุว่า ความร่วมมือกับยุโรป นอกจาก PCA แล้ว ขณะนี้ ยังอยู่ในช่วงการเจรจา เพื่อดำเนินการ FTA ร่วมกับสหภาพยุโรป หรือ EU ซึ่งล่าสุด เพิ่งมีการลงนาข้อตกลงการค้าเสรี ระหว่างประเทศไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป: European Free Trade Association หรือ EFTA ซึ่งเป็นการค้าระหว่างประเทศไทย กับประเทศสมาชิกในภูมิภาคยุโรป จึงจะเห็นได้ว่า ประเทศไทยรักษาสมดุลอำนาจ โดยคำนึงผลประโยชน์ประเทศเป็นที่ตั้ง ไม่ได้เลือกข้าง หรือเปลี่ยนการจับขั้ว เป็นการรักษาสมดุลในความสัมพันธ์ เพื่อให้สอดคล้องกับการรักษาผลประโยชน์ไทย