บทสรุป
จากกรณีมีแอปพลิเคชัน Jagat (แพลตฟอร์มจากประเทศอินโดนีเซียแต่ได้รับการจดทะเบียนที่ประเทศสิงคโปร์) ได้เปิดฟีเจอร์ “Jagat Coin Hunt” เป็นเกมล่าสมบัติในโลกเสมือนจริง สามารถนำเหรียญและรางวัลที่รวบรวมได้แปลงเป็นรางวัลหรือเงิน โดยผู้เล่นต้องออกตามหาเหรียญตามพิกัดต่างๆ ทำให้กลุ่มนักล่าเหรียญเข้าไปรื้อค้นกองวัสดุก่อสร้าง กองหินในสวนสาธารณะ กองขยะ หรือแม้กระทั่งพื้นที่ส่วนบุคคล สร้างความเดือนร้อนรำคาญให้กับคนในพื้นที่ ตำรวจไซเบอร์จึงแจ้งเตือนการกระทำของกลุ่มนักล่าเหรียญว่าอาจเข้าข่ายความผิดฐานบุกรุก นอกจากนี้แอปพลิเคชันดังกล่าวยังต้องเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล และเข้าถึงพิกัดของผู้เล่น จนอาจได้รับอันตรายตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้ และเตรียมเสนอกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมปิดแอปพลิเคชัน Jagat หากไม่มีการขออนุญาต ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้ประสานไปยัง สำนักคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าและผู้บริโภคแห่งสิงคโปร์ เพื่อขอนัดหารืออย่างเร่งด่วนในการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว รวมทั้งเตรียมเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ บริษัท กูเกิล (ประเทศไทย) จำกัด เข้าหารือเพื่อร่วมกันหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาต่อไป
รายละเอียด
วันศุกร์ที่ 24 มกราคม 2568 เวลา 11.00 น. นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย ว่ารัฐบาลเตือนประชาชนกลุ่มนักล่าเหรียญ Jagat ระวังเข้าข่ายความผิดฐานบุกรุกเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของผู้อื่น จากกรณีที่มีกระแสแอปพลิเคชัน Jagat ได้เปิดฟีเจอร์ “Jagat Coin Hunt” เปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้เล่นเกมล่าสมบัติในโลกเสมือนจริง รวบรวมเหรียญและรางวัลที่สามารถแปลงเป็นมูลค่าในโลกความจริงได้ ด้วยรูปแบบเกมทำให้มีผู้เข้าร่วมเล่นเกมดังกล่าวเป็นจำนวนมาก โดยออกค้นหาเหรียญตามพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งได้สร้างความวุ่นวายและเดือดร้อนให้กับคนในพื้นที่
นายอนุกูล กล่าวว่า เกมดังกล่าวเป็นการออกตามหาเหรียญ Jagat เพื่อแลกเงินหรือรางวัล ทำให้กลุ่มนักล่าเหรียญบางคนทำการรื้อค้นกองวัสดุก่อสร้าง กองหินในสวนสาธารณะ กองขยะจนกระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบ เกิดความสกปรก และในบางครั้งพิกัดของเหรียญถูกซ่อนอยู่ในพื้นที่สถานที่ท่องเที่ยวที่เปิดให้บริการตามเวลาที่กำหนดทำให้มีกลุ่มนักล่าเหรียญบางคนต้องบุกรุกเข้าไปเพื่อเก็บเหรียญ หรือแม้กระทั้งพิกัดของเหรียญได้เข้าไปอยู่ในพื้นส่วนบุคคล ซึ่งสิ่งนี้เองได้สร้างความเดือดร้อนและเข้าข่ายความผิดฐานบุกรุก ต้องระวังโทษสูงสุด จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ตำรวจไซเบอร์ เตรียมเสนอกระกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคปิดแอปพลิเคชัน Jagat หากไม่มีการขออนุญาต เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.การพนัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามเจ้าของเข้าให้ปากคำ
“เกมหาเหรียญ Jagat นอกจากจะส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญในการดำรงชีวิตประจำวันของผู้อยู่อาศัยในพื้นที่แล้ว จากการตรวจสอบพบว่า แอปพลิเคชัน Jagat เป็นแพลตฟอร์มจากประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งแพลตฟอร์มดังกล่าวไม่ได้จดทะเบียนประกอบธุรกิจในไทย อีกทั้งฟีเจอร์ “Jagat Coin Hunt” จะต้องมีการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลและยังสามารถเข้าถึงพิกัดของผู้เล่นได้ ทำให้อาจส่งผลเกิดความไม่ปลอดภัยทางไซเบอร์ และความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งอาจมาในรูปแบบกลุ่มมิจฉาชีพที่อาจแฝงตัวเข้ามาตามในพื้นที่รัฐบาลห่วงความปลอดภัยของประชาชนขอความร่วมมือหลีกเลี่ยงการใช้แอปพิลเชชัน เพื่อลดโอกาสที่ท่านจะเข้าข่ายการกระทำความผิดฐานบุกรุก และเพื่อเป็นการป้องกันความไม่ปลอดภัยทางไซเบอร์จากการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ หากประชาชนในพื้นที่บริเวณใดที่ได้รับความเดือดร้อนจากกลุ่มผู้เล่นแอปพลิเคชัน Jagat หรือพบเหตุผิดปกติ สามารถแจ้ง สายด่วน 191 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบได้ทันที ”นายอนุกูล ย้ำ
ตำรวจไซเบอร์เตือนภัย ภารกิจล่าเหรียญ Jagat อาจเข้าข่ายความผิดฐานบุกรุก
สืบเนื่องจากได้มีประชาชนจำนวนมากร้องเรียนพฤติกรรมของประชาชนบางกลุ่มในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ซึ่งได้รับการเชิญชวนทางสื่อสังคมออนไลน์ ให้เข้าร่วมกิจกรรมตามล่าหาเหรียญ Jagat ซึ่งจะสามารถนำเหรียญที่พบไปแลกเป็นเงินสดได้ แต่กลับพบว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมบางคนมีพฤติกรรมในการตามหาเหรียญ Jagat ซึ่งซ่อนอยู่ในสถานที่ต่างๆ ในลักษณะที่ได้สร้างความเดือดร้อนรำคาญในการดำรงชีวิตประจำวันและมีการบุกรุกเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของผู้อื่น ซึ่งมีความผิดตามกฎหมายอาญา
สำหรับในประเทศไทย แอปฯ Jagat เปิดให้เล่นในสถานที่สาธารณะ 5 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต และ ชลบุรี (พัทยา) และมีผู้ใช้งานออกมายืนยันว่าได้รับเงินจริง โดยเหรียญจะมีทั้งหมด 3 สี คือ เหรียญทองแดง มูลค่า 500 - 2,000 บาท เหรียญเงิน มูลค่า 20,000 บาท และ เหรียญทองมูลค่าถึง 200,000 บาท
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ตำรวจไซเบอร์) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาซึ่งอาจจะทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยทางไซเบอร์ และความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เนื่องจากการเข้าใช้งานแอปพลิเคชัน Jagat จะต้องมีการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลและยังสามารถเข้าถึงพิกัดของผู้เล่นได้ จึงสั่งการให้ พ.ต.อ.ศุภกร ผิวอ่อน รักษาราชการแทนผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 5 (รรท.ผบก.สอท.5) เร่งรัดตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องกับแอปพลิเคชัน Jagat ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ที่ทำการประชาสัมพันธ์กิจกรรมล่าเหรียญ Jagat ว่ามีความปลอดภัยและได้ดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือไม่
จากการตรวจสอบเบื้องต้น บก.สอท.5 ได้นำกำลังชุดปฏิบัติการ จ.ภูเก็ต ออกตรวจสอบจุดที่มีการแสดงพิกัดของเหรียญในพื้นที่ จ.ภูเก็ต พบมีชายวัยรุ่น 2 คน มาตามหาเหรียญ โดยแจ้งว่าทราบกิจกรรมดังกล่าวจากสังคมออนไลน์ จึงออกติดตามหาเหรียญแต่ไม่พบ จึงได้ประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงข้อกฎหมายและวิธีปฏิบัติตัวเพื่อให้เกิดความปลอดภัย ก่อนที่วัยรุ่นดังกล่าวจะเดินทางกลับ และยังได้ประชุมร่วมกับ พ.ต.อ.ชาตรี ชูแก้ว ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรวิชิต จังหวัดภูเก็ต ในการวางมาตรการดูแลความปลอดภัย และให้ความรู้กับประชาชนที่ร่วมกิจกรรม เพื่อให้ปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้อง
ตำรวจไซเบอร์ขอประชาสัมพันธ์มายังประชาชนว่า การเข้าร่วมกิจกรรมตามล่าหาเหรียญดังกล่าว อาจเข้าข่ายความผิดฐานบุกรุก ต้องระวางโทษสูงสุด จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงอาจตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพ ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวและระบุพิกัดตำแหน่งปัจจุบันที่อยู่
ซึ่งอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้เข้าร่วมกิจกรรมเองอีกด้วย จึงขอให้พึงระวังไม่กระทำผิดกฎหมายขณะเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว
สคบ. เตรียมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางมาตรการรับมือภารกิจตามหาเหรียญ “Jagat”
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเบื้องต้นพบว่า แอปพลิเคชัน “Jagat” คือ แพลตฟอร์มจากประเทศอินโดนีเซียแต่ได้รับการจดทะเบียนที่ประเทศสิงคโปร์ เป็นแอปพลิเคชันที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อกับครอบครัวและเพื่อน ๆ ได้แบบเรียลไทม์ ทั้งนี้ สคบ. ได้ประสานไปยัง สำนักคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าและผู้บริโภคแห่งสิงคโปร์ (The Competition and Consumer Commission of Singapore ) (CCCS) เพื่อขอนัดประชุมหารืออย่างเร่งด่วนในการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว รวมทั้งจะมีหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) กองป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (สป.ดศ.) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) กรมการปกครอง และจะแจ้งให้บริษัท กูเกิล (ประเทศไทย) จำกัด มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วนและหามาตรการป้องกันรวมทั้งแนวทางแก้ไขปัญหา โดยจะแจ้งผลการดำเนินการให้ทราบในลำดับต่อไป
หากผู้บริโภคท่านใดได้รับความเสียหายจากการประกอบธุรกิจดังกล่าวสามารถร้องเรียนมายังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้วยตนเอง หรือผ่านระบบออนไลน์ https://complaint.ocpb.go.th/ หรือช่องทางแอปพลิเคชัน OCPB Connect https://ocpbconnect.ocpb.go.th/ หรือ ขอคำปรึกษาได้ที่ สายด่วน 1166