นายกฯ คิกออฟ 30 บาท รักษาทุกที่ เฟส 4 ครอบคลุมทั่วประเทศ 1 มกราคม 2568

บทสรุป 
นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “Kick off 30 บาท รักษาทุกที่ เพื่อคนไทย สุขภาพดีถ้วนหน้า ระยะที่ 4 ครอบคลุมทั่วประเทศ 1 มกราคม 2568” ทั้งนี้ นโยบายยกระดับ 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว ได้เริ่มดำเนินการระยะที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2567 ใน 4 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ จังหวัดแพร่ เพชรบุรี ร้อยเอ็ด และนราธิวาส โดยตลอดปีที่ผ่านมา มีการขยายพื้นที่บริการสู่ระยะที่ 2 และ 3 มาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด (25 ธ.ค. 67) Kick off 30 บาท รักษาทุกที่ เพื่อคนไทย สุขภาพดีถ้วนหน้า ระยะที่ 4 เพิ่มอีก 31 จังหวัด ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ เริ่มวันที่ 1 มกราคม 2568

รายละเอียด
(12 ก.ย. 67) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา รัฐบาลมีนโยบายยกระดับระบบสาธารณสุขให้ดียิ่งกว่าเดิม โดยต่อยอดจากรัฐบาลที่แล้วในการยกระดับระบบสาธารณสุขไทย จาก “30 บาทรักษาทุกโรค” มาเป็น “30 บาทรักษาทุกที่” ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพในระบบบริการสาธารณสุข และการขยายเครือข่ายการบริการระดับปฐมภูมิ พัฒนาระบบการแพทย์ทางไกล (*Telemedicine หรือ การแพทย์ทางไกล หมายถึง การที่ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์สามารถสื่อสารหากันผ่าน VDO Call โดยที่สามารถรับคำแนะนำและวินิจฉัยโรคโดยที่ไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล) เพื่อให้คนไทยเข้าถึงระบบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ลดเวลาและค่าใช้จ่าย และสามารถรองรับความต้องการใหม่ ๆ จากสถานการณ์สังคมสูงวัย รัฐบาลจะสานต่อโครงการฉีดวัคชีนปากมดลูก (HPV) ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ และใช้ศักยภาพของเครือข่ายสาธารณสุขในการส่งเสริม ป้องกัน และควบคุมโรคไม่ติดต่อ พร้อมทั้งเพิ่มการเข้าถึงการรักษาและบริการด้านสุขภาพจิตและยาเสพติด โดยเน้นการป้องกัน (Prevention) ให้ความรู้และการสร้างความตระหนัก

ไทม์ไลน์เดินหน้าโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว
(7 ม.ค. 67) เริ่มต้น “30 บาทรักษาทุกที่” ครั้งแรกใน 4 จังหวัดนำร่อง คือ จังหวัดแพร่ เพชรบุรี ร้อยเอ็ด และนราธิวาส ที่สามารถเข้ารับบริการได้ทุกเครือข่ายทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โดยการให้บริการที่เริ่มนำร่อง ตามมติของคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ มีทั้งหมด 5 บริการ ประกอบด้วย
1.    บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่: โดยไม่ต้องใช้ใบส่งตัว ด้วยปัจจุบันเทคโนโลยีสามารถเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ และสามารถขอเอกสารทางแพทย์ดิจิทัล ผ่านหมอพร้อมได้เลย
2.    มะเร็งครบวงจรและการให้วัคซีน HPV: ครอบคลุมตั้งแต่การฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกในกลุ่มเด็ก การคัดกรองมะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม หากตรวจพบก็จะถูกส่งต่อเข้ารับการรักษาต่อไป
3.    การเพิ่มการเข้าถึงบริการในเขต กทม.: โดยได้ทยอยเพิ่มหน่วยบริการ เช่น แขวงทุ่งสีกัน 
เขตดอนเมือง ซึ่งเป็นจุดที่หน่วยบริการยังมีน้อย
4.    สถานชีวาภิบาลหรือการดูแลระยะสุดท้าย ซึ่งเดิมจะดูแลในโรงพยาบาล แต่พบว่ามีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ประสงค์อยากกลับไปพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน การดูแลระยะสุดท้ายจะต้องดูแลโดยมีหลักวิชาการ ทั้งด้านแพทยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ โดยจะบูรณาการความร่วมมือทั้งหน่วยงานทางสังคม เช่น วัดในชุมชน ร่วมกับโรงพยาบาล
5.    สุขภาพจิต/ยาเสพติด: พัฒนาและขับเคลื่อนลงไปในระดับชุมชน ขณะเดียวกัน สปสช. มีสายด่วน 1330 อยู่เดิม ซึ่งเป็นตัวกลางในการประสานงาน รวมทั้งมีช่องทางเฟซบุ๊ก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และ Line OA สปสช.
(1 มี.ค. 67) เริ่มระยะที่ 2 นำร่อง 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเพชรบูรณ์ นครสวรรค์ สิงห์บุรี สระแก้ว หนองบัวลำภู นครราชสีมา อำนาจเจริญ และพังงา
(1 พ.ค. 67) ระยะที่ 3 จำนวน 33 จังหวัด ใน 6 เขตสุขภาพ คือ เขตสุขภาพที่ 1, 3, 4, 8, 9 และ 12 ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย น่าน พะเยา ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน กำแพงเพชร พิจิตร ชัยนาท อุทัยธานี สระบุรี นนทบุรี ลพบุรี อ่างทอง นครนายก พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี อุดรธานี สกลนคร นครพนม เลย หนองคาย บึงกาฬ ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ สงขลา สตูล ตรัง พัทลุง ปัตตานี และยะลา 
(เมื่อรวมทั้ง 3 ระยะ จะครอบคลุมทั้งหมด 45 จังหวัด) 
(27 ก.ย. 67) นายกรัฐมนตรี มอบโล่ตราสัญลักษณ์ 30 บาทรักษาทุกที่ให้กับผู้แทน 7 หน่วยบริการนวัตกรรม ได้แก่ แพทยสภา ทันตแพทยสภา สภาเภสัชกรรม สภาการพยาบาล สภากายภาพบำบัด สภาเทคนิคการแพทย์ และสภาการแพทย์แผนไทย และกล่าวปาฐกถาหัวข้อ “จาก 30 บาทรักษาทุกโรค สู่ 30 บาทรักษาทุกที่ เพื่อคนไทยสุขภาพดีถ้วนหน้า” และกล่าวถึงความสำเร็จในการดำเนินงานตลอด 8 เดือน พร้อมประกาศขยายโครงการ “30 บาทรักษาทุกที่” สู่กรุงเทพมหานคร เป็นจังหวัดที่ 46
(25 ธ.ค. 67) Kick off 30 บาท รักษาทุกที่ เพื่อคนไทย สุขภาพดีถ้วนหน้า ระยะที่ 4 เพิ่มอีก 31 จังหวัด ครอบคลุมทั่วประเทศเริ่มวันที่ 1 มกราคม 2568
นายกฯ คิกออฟ “30 บาท รักษาทุกที่” ครอบคลุมทั่วไทย ชูทำสำเร็จตามเป้าหมาย 1 ปี    
(25 ธ.ค. 67) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “Kick off 30 บาท รักษาทุกที่ เพื่อคนไทย สุขภาพดีถ้วนหน้า ระยะที่ 4 ครอบคลุมทั่วประเทศ 1 มกราคม 2568” นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า โครงการ “30 บาทรักษาทุกที่” ได้เดินทางมาถึงระยะที่ 4 โดยตั้งแต่ต้นปี 2567 ได้เริ่มระยะที่ 1 ใน 4 จังหวัดนำร่อง ซึ่งรัฐบาลพยายามที่จะเปิดให้ครบทั่วทุกจังหวัดได้เร็วที่สุด เพื่อลดปัญหาภาระของประชาชน เปิดตัวระยะที่ 4 ประชาชนจะได้ใช้บริการ 30 บาทรักษาทุกที่อย่างเต็มรูปแบบทั่วทุกจังหวัดในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป รัฐบาลทำได้สำเร็จตามเป้าหมายใน 1 ปี เปิดครบทุกเฟส เท่ากับใช้เวลาประมาณ 2 ทศวรรษ จากการพัฒนานโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค มาสู่นโยบาย 30 บาท รักษาทุกที่ ปัจจุบันเทคโนโลยีมีความทันสมัยมากขึ้น และเข้ามามีบทบาทอย่างมาก รวมทั้ง  Digital Transformation หรือการเปลี่ยนผ่านระบบสุขภาพสู่ระบบดิจิทัล จากประชาชนที่เคยต่อคิวนาน ๆ ก็สามารถจองบริการผ่านแอปพลิเคชันได้ ไม่ต้องต่อคิวโรงพยาบาลเสียเวลาเป็นวัน หรือเสียเวลาทำกิน ช่วยแบ่งเบาภาระประชาชนต่อไปในวันข้างหน้า 

เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของประชาชนแล้ว 100% ประชาชนใช้สิทธิเพิ่มขึ้น 80,000 คน   
นายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า วันนี้ 30 บาทรักษาทุกที่ได้เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของประชาชนแล้ว 100% ประชาชนทุกคนมี Health ID ประจำตัว ได้รับบริการรักษาพยาบาลที่สะดวกรวดเร็วขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาสนับสนุนการให้บริการแก่ประชาชน กลายเป็นใบส่งตัวในรูปแบบดิจิทัล การแจ้งเตือนนัดหมอผ่านไลน์ การหาหมอผ่านออนไลน์ หรือมีการสมัครงานเป็นไรเดอร์ส่งยา เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีรายได้เสริม รวมถึงการเจาะเลือดที่บ้านสำหรับผู้ป่วยติดเตียง เครื่องล้างไตอัตโนมัติสำหรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ให้ยืมใช้ที่บ้าน เป็นการสาธารณสุขเชิงรุกมากขึ้น ประชาชนที่นอนติดเตียงได้รับการรักษาที่บ้านได้มากขึ้น รวมทั้ง “ตู้ห่วงใย” ซึ่งเป็นตู้ tele med ที่ให้บริการการแพทย์ทางไกลผ่านการปรึกษาหมอออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ง่ายขึ้นและสะดวกยิ่งขึ้นในทุกพื้นที่ การเปิดให้ร้านยาและคลินิกเอกชนเข้ามาร่วมเป็นหน่วยบริการหน่วยปฐมภูมิเพื่อดูแลประชาชนมากขึ้น เพิ่มความสะดวก ลดการเดินทาง ลดระยะรอคอยและลดความแออัดในโรงพยาบาล เพิ่มทางเลือกใหม่ให้ประชาชนในการรับบริการใกล้บ้านมากขึ้น ทั้งนี้ ประชาชนที่ไม่เคยใช้สิทธิ 30 บาทมาก่อน มาใช้ 30 บาทรักษาทุกที่ มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 80,000 คน   

แนวทางการพัฒนาระบบสาธารณสุข 6 ด้าน
    สำหรับปี 2568 รัฐบาลมีแนวทางการพัฒนาระบบสาธารณสุข 6 ด้าน ดังนี้ 
1.    การพัฒนาระบบบริการสุขภาพผู้สูงอายุ การดูแลผู้ป่วยติดเตียง จัดตั้งสถานชีวาภิบาลทั่วประเทศ 
2.    สร้าง Care Giver หรือนักบริบาลผู้สูงอายุ 15,000 ตำแหน่งทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้เกิดการจ้างงานในชุมชน โดยจะเน้นกลุ่มที่เป็นนักศึกษาจบใหม่ และผู้สูงอายุหลังเกษียณ เพื่อให้มีงานทำ หารายได้เพิ่มให้กับครอบครัว 
3.    การดูแลสุขภาพของประชาชนด้วยการคัดกรองเร็ว รู้เร็ว รักษาง่าย ปัจจุบันมีชุดตรวจคัดกรองด้วยตนเองที่ประชาชนใช้แค่บัตรประชาชนไปขอรับได้ที่ร้านยา คือ ชุดตรวจมะเร็งปากมดลูก ชุดตรวจการติดเชื้อเอชไอวี ชุดตรวจพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ในปีนี้จะเพิ่มชุดตรวจไมโครอัลบูมิน
ในปัสสาวะ ป้องกันโรคไตเสื่อมจากเบาหวาน
4.    การดูแลสุขภาพจิตของคนไทย ด้วยบริการจิตเวชครบวงจรตั้งแต่การป้องกัน รักษา และการให้คำปรึกษา บำบัด ทั้งศูนย์ให้ปรึกษาทางจิตเวช และการรับการปรึกษาทางสุขภาพจิตผ่านแอปพลิเคชัน 
5.    การบำบัดฟื้นฟูผู้ป่วยติดสารเสพติดกลับสู่สังคม 
6.    ขับเคลื่อน 50 โรงพยาบาล 50 เขต เพื่อคนกรุงเทพฯ มีโรงพยาบาลใกล้บ้านเป็นที่พึ่ง พร้อมกันนี้ รัฐบาลพร้อมที่จะดูแลประชาชนทุกจังหวัดทั่วประเทศ ให้อยู่ในระบบสาธารณสุขที่สะดวก รวดเร็วให้กับคนไทยทั้งประเทศ  
 


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar