ผลงานรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านเงิน 10,000 บาท ให้กับกลุ่มเปราะบางและการต่อยอดด้านอาชีพ

บทสรุป
รัฐบาลโดยนางสาว แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2567   โดยเริ่มตั้งแต่ 17 ก.ย. 67 หลัง ครม. อนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ จำนวน 14.55 ล้านราย จ่ายเงินให้ 10,000 บาท/ราย ทยอยโอนจ่ายเงิน ก.ย. และจ่ายเงินในรอบการจ่ายซ้ำ (Retry) ครั้งที่ 3 (ครั้งสุดท้าย) วันที่ 19 ธ.ค. 67 เมื่อพ้นกำหนดจะยุติการจ่ายเงิน 

(25 ก.ย. 67) นายกรัฐมนตรี ได้ Kick Off โครงการฯ ระบุว่า ประเทศไทยจะถูกกระตุ้นครั้งใหญ่ด้วยเงินสดถึงมือคนไทยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 1.45 แสนล้านบาท สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ต่อลมหายใจให้ประชาชนรายเล็กที่กำลังเดือดร้อน และต่อยอดคุณภาพชีวิตให้ประชาชน มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และเป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลให้ประชาชนทำธุรกรรมต่าง ๆ สะดวกโปร่งใส คาดว่าเฟส 1 จะส่งผลให้ GDP ขยายตัวร้อยละ 0.35 ช่วยให้เกิดการผลิต การค้าขาย การจ้างงาน 

สำหรับในเฟส 2 ของโครงการเงินหมื่น ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ครั้งที่ 1/2567 โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เห็นชอบหลักการ “โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านผู้สูงอายุ” เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปให้มีโอกาสเข้าถึงการใช้จ่ายที่จำเป็น ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขณะที่ ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ กลุ่มตัวอย่าง 31,500 ราย ทั้งกลุ่มประชาชนทั่วไปและกลุ่มที่เข้าร่วมโครงการฯ สรุปมีความพึงพอใจอย่างมากถึงมากที่สุด ส่วนใหญ่นำไปใช้จ่ายเพื่อการบริโภค

รายละเอียด
ไทม์ไลน์ กระตุ้นเศรษฐกิจ ‘โครงการเงินหมื่น’
(17 ก.ย. 67) การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ โดยจ่ายเงินให้แก่กลุ่มเป้าหมายคือผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวนไม่เกิน 12.4 ล้านราย และคนพิการจำนวนไม่เกิน 2.15 ล้านราย เป็นจำนวน 10,000 บาทต่อคน เริ่มทยอยจ่ายเงินตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. 67 เป็นต้นไป โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานกฤษฎีกา ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้เห็นชอบในหลักการและเป็นไปตามกฎหมายทุกประการ  

(25 ก.ย. 67) นายกรัฐมนตรี เปิดงาน (Kick off) โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยประสบปัญหาเศรษฐกิจเรื้อรังมานานหลายปี ไม่ใช่เพียงแค่จากปัจจัยภายใน แต่ยังมีผลจากเศรษฐกิจทั้งโลกที่ฟื้นตัวช้า รวมถึงผลกระทบจากเหตุอุทกภัย หลายปัจจัยทำให้เศรษฐกิจไทยฝืดเคืองไม่สามารถที่จะเพิ่มการลงทุนได้ กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่สุด คือกลุ่มเปราะบางที่มีรายได้น้อยรวมถึงคนพิการ ในอนาคตประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางด้านเศรษฐกิจทั้งระบบ ทำให้เศรษฐกิจต้องมีความพร้อมต่อการลงทุนและอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่จะทำให้เกิดขึ้นในประเทศไทยได้ รัฐบาลจะสร้างรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว เพื่อให้คนไทยมีความมั่นคงและหารายได้อย่างยั่งยืน นโยบายต่าง ๆ ที่รัฐบาลเน้นย้ำ ตั้งแต่รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นนโยบายด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ หลายโครงการได้ดำเนินการต่อเนื่องสานต่อมายังรัฐบาลนี้และมีแผนที่จะทำต่อในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการพักหนี้เกษตรกร การลดดอกเบี้ย ส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านนโยบายฟรีวีซ่า ทำให้มีรายได้จากภาคการท่องเที่ยว แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งประเทศ

เติมเงินหมุนเวียน สร้างพายุเศรษฐกิจลูกใหญ่ลูกแรก
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ประเทศไทยจะถูกกระตุ้นครั้งใหญ่ด้วยเงินสดถึงมือคนไทย ระบบเศรษฐกิจจะถูกเติมเงินหมุนเวียนกว่า 145,552.40 ล้านบาท สร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจลูกใหญ่ลูกแรกที่ทำให้คนไทยได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในภาพใหญ่ ต่อลมหายใจให้ประชาชนรายเล็กที่กำลังเดือดร้อน 
•    นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรอบนี้จะถึงมือประชาชนกลุ่มเปราะบาง จำนวน 14.55 ล้านคน แบ่งเป็น ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 12.40 ล้านคน กลุ่มคนพิการ จำนวน 2.15 ล้านคน 
•    ทุกคนจะได้รับเงินสดคนละ 10,000 บาท ผ่านบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชนหรือช่องทางเดิมในการรับเงินเบี้ยความพิการ ต่อยอดคุณภาพชีวิตให้กลุ่มเปราะบาง
โดยเงินจำนวนนี้ไม่มีเงื่อนไขในการใช้จ่ายแต่อย่างใด เมื่อเงินเข้าบัญชีสามารถนำไปใช้จ่ายได้ทันที เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดและถึงมือประชาชนมากที่สุด นโยบายนี้จะช่วยกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชน สร้างโอกาส สร้างความหวัง นำไปสู่การพัฒนาเพื่อต่อยอดคุณภาพชีวิตให้ประชาชน มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี
•    เงินหนึ่งหมื่นบาทเป็นจำนวนที่จะทำให้ประชาชนหลายคนมีโอกาสสร้างชีวิตใหม่ เป็นเงินจำนวนที่มากพอเมื่อรวมกันหลายคน สามารถนำไปลงทุนค้าขาย ต่อยอดธุรกิจ พร้อมรับโอกาสดี ๆ ที่จะเข้ามา  
•    รัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอีกหลายรูปแบบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และยังคงเดินหน้าโครงการ Digital Wallet เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ 
•    วางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลให้ประชาชนสามารถพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (Digital ID) ได้ เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างรัฐบาลและประชาชน ทำให้การทำธุรกรรมต่าง ๆ กับหน่วยงานรัฐสะดวกขึ้น โปร่งใสตรวจสอบได้ เช่น การให้เงินช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติ การชำระค่าไฟ เป็นต้น 

โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 เฟส 1 ทำ GDP โตร้อยละ 0.35
สำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ เฟส 1 กำหนดแจกกลุ่มเปราะบาง 14.55 ล้านคน รัฐสนับสนุนเงินจำนวน 10,000 บาทต่อคน จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและเพิ่มศักยภาพให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงการใช้จ่ายที่จำเป็นเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มการบริโภคที่จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบและกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศในช่วงปลายปี 2567 ได้อย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าการมีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวน 145,552.40 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ ร้อยละ 0.35 ต่อปี เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีโครงการ นอกจากนี้ เมื่อผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้น จะช่วยก่อให้เกิดการผลิต การค้าขาย การจ้างงาน และการคมนาคมขนส่งตามมา ซึ่งกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นจะเอื้อให้ภาครัฐสามารถจัดเก็บภาษีอากรได้เพิ่มขึ้นในระยะต่อไป

เตรียมจ่ายเงินหมื่นกลุ่มเปราะบางรอบสุดท้าย 19 ธ.ค. 67
กระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลาง จะมีการจ่ายเงินในรอบการจ่ายซ้ำ (Retry) ครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นการจ่ายเงินครั้งสุดท้าย ในวันที่ 19 ธ.ค. 67 เมื่อพ้นวันดังกล่าวจะยุติการจ่ายเงินให้แก่กลุ่มเป้าหมาย และถือว่ากลุ่มเป้าหมายไม่ประสงค์รับเงินภายใต้โครงการฯ จากข้อมูลเมื่อวันที่ 21 พ.ย. 67 พบว่า มีผู้ได้รับเงินแล้ว 14,437,625 ราย และยังมีผู้มีสิทธิที่ยังมีปัญหา 3 กลุ่ม รวมจำนวน 75,415 ราย จึงขอให้เร่งดำเนินการ ดังนี้
กลุ่มที่ 1 ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 ที่ได้ยืนยันตัวตน (e-KYC) สำเร็จแล้วภายในวันที่ 31 ส.ค. 67 แต่ยังจ่ายเงินไม่สำเร็จจำนวน 39,399 ราย
เร่งดำเนินการ : ผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขประจำตัวประชาชน หรือกรณีที่เคยผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขประจำตัวประชาชนไว้แล้ว ให้ติดต่อธนาคารเพื่อตรวจสอบ ว่าบัญชีดังกล่าวมีสถานะปกติที่จะใช้รับเงินได้หรือไม่และแก้ไขให้ถูกต้อง ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 16 ธ.ค. 67
กลุ่มที่ 2 คนพิการตามฐานข้อมูลของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) และเมืองพัทยา ณ วันที่ 31 ส.ค. 67 แต่ยังจ่ายเงินไม่สำเร็จจำนวน 4,300 ราย
เร่งดำเนินการ : ผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขประจำตัวประชาชน (กรณีไม่ได้รับเงินเบี้ยความพิการ) ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 16 ธ.ค. 67 หรือตรวจสอบบัญชีเงินฝากที่ใช้รับเงินเบี้ยความพิการอยู่ว่า บัญชีดังกล่าวมีสถานะปกติที่จะใช้รับเงินได้หรือไม่และแก้ไขให้ถูกต้อง
กลุ่มที่ 3 คนพิการที่ยังไม่เคยสั่งจ่ายเงินให้ เนื่องจากยังไม่ได้ต่ออายุบัตรประจำตัวคนพิการ ทำบัตรประจำตัวคนพิการ หรือแก้ไขข้อมูลประจำตัวคนพิการให้ถูกต้อง จำนวน 31,716 ราย
เร่งดำเนินการ : ต่ออายุบัตรประจำตัวคนพิการ ทำบัตรประจำตัวคนพิการ หรือแก้ไขข้อมูลประจำตัวคนพิการที่ศูนย์บริการคนพิการทั่วประเทศให้ถูกต้องตามเงื่อนไขของโครงการฯ ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 3 ธ.ค. 67 และขอให้ดำเนินการผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขประจำตัวประชาชน (กรณีไม่ได้รับเงินเบี้ยความพิการ) ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 16 ธ.ค. 67 หรือตรวจสอบบัญชีเงินฝากที่ใช้รับเงินเบี้ยความพิการว่า มีสถานะปกติที่จะใช้รับเงินได้หรือไม่และแก้ไขให้ถูกต้อง

สำหรับผู้มีสิทธิที่เป็นบุคคลล้มละลายหรือถูกพิทักษ์ทรัพย์ ให้ติดต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และดำเนินการเกี่ยวกับสถานะของบัญชีที่จะใช้รับเงินให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 16 ธ.ค. 67
ช่องทางการติดต่อ :
1. ตรวจสอบสิทธิและผลการโอนเงิน: เว็บไซต์ https://govwelfare.cgd.go.th/welfare/check10000  (ตรวจสอบผลการโอนเงินได้ในวันถัดไปหลังจากวันที่จ่ายเงิน)
2. สอบถามข้อมูลผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ: ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผ่านระบบตอบรับอัตโนมัติ โทรศัพท์หมายเลข 0 2109 2345 กด 1 กด 5 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง
3. สอบถามข้อมูลคนพิการ: ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน 1300 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
4. สอบถามข้อมูลบุคคลล้มละลายหรือถูกพิทักษ์ทรัพย์: โทรศัพท์หมายเลข 0 2881 4999 หรือสายด่วน 1111 กด 79

เคาะเฟส 2 โครงการเงินหมื่น อายุ 60 ปีขึ้นไป
(19 พ.ย.67) นายกรัฐมนตรี ประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ครั้งที่ 1/2567 เห็นชอบหลักการแนวทางและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาล “โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านผู้สูงอายุ” เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของผู้สูงอายุให้มีโอกาสเข้าถึงการใช้จ่ายที่จำเป็นในการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ช่วยเพิ่มการบริโภคที่จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบและกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ โดยจะดำเนินการเงินหมื่นเฟสต่อไปให้กับผู้ที่มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐสำเร็จ และต้องไม่เป็นกลุ่มเป้าหมายตามโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ คาดว่าจะมีกลุ่มเป้าหมายนี้ ไม่เกิน 4 ล้านคน โดยจะเร่งจ่ายเงินผ่านบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชนไม่เกินเดือน ก.พ. 68

ประชาชนพึงพอใจโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 67 โครงการเงินหมื่น
สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำรวจความคิดเห็นของประชาชน ระหว่างวันที่ 4-22 พ.ย. 67 เพื่อสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับความต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ ความพึงพอใจ และ ความเชื่อมั่นในการบริหารงานของรัฐบาล ใช้แผนการเลือกตัวอย่างแบบ Stratified Two-Stage Sampling เก็บรวบรวมข้อมูล โดยสัมภาษณ์ประชาชนตัวอย่างที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ทุกจังหวัดทั่วประเทศ จำนวนตัวอย่างทั้งสิ้น 31,500 ราย 
- สรุปประชาชนมีความพึงพอใจในภาพรวมต่อโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการในระดับมาก-มากที่สุด ร้อยละ 87.7 (มาก ร้อยละ 47.8 และมากที่สุด ร้อยละ39.9) ร้อยละ 11.2 ระบุว่ามีความพึงพอใจในระดับปานกลาง ร้อยละ 0.9 ระบุว่ามีความพึงพอใจในระดับน้อย และร้อยละ 0.2 ระบุว่ามีความพึงพอใจในระดับน้อยที่สุด
- ความคิดเห็นของประชาชนที่ได้รับสิทธิในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 เก็บรวบรวมข้อมูลประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปที่ได้รับสิทธิในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ทุกจังหวัดทั่วประเทศ จำนวนตัวอย่างทั้งสิ้น 31,500 ราย (ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 26,469 ราย และคนพิการ จำนวน 5,031 ราย) 
- สรุปผลประชาชนตัวอย่าง ร้อยละ 75.8 ระบุว่านำเงินไปใช้จ่าย ขณะที่ร้อยละ 12.8 ระบุว่านำไปชำระหนี้สิน และร้อยละ 11.4 ระบุว่าเก็บออมไว้ สำหรับประชาชนที่นำเงินไปใช้จ่าย ร้อยละ 95.1 ระบุว่านำเงินไปซื้ออาหารและเครื่องดื่ม เช่น ข้าวสาร หมูสด เป็นต้น ในสัดส่วนที่สูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ ซื้อของใช้ในครัวเรือน เช่น ผงซักฟอก สบู่ เป็นต้น (ร้อยละ 89.1) ชำระค่าสาธารณูปโภค (ร้อยละ 57.2) ชำระค่าน้ำมันเชื้อเพลิง (ร้อยละ 26.7) และให้คนในครอบครัวหรือญาติไว้สำหรับใช้จ่าย (ร้อยละ 26.3)
- สถานที่ที่ประชาชนที่นำเงินไปใช้จ่าย ร้อยละ 96.3 ระบุว่านำเงินไปใช้จ่ายที่ร้านค้าในชุมชน/ร้านขายของชำ ในสัดส่วนที่สูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ หาบเร่ แผงลอยทั่วไป/ในตลาด (ร้อยละ 70.9) ร้านสะดวกซื้อ/มินิมาร์ททั่วไป (ร้อยละ 54.1) ดิสเคาท์สโตร์/ซูเปอร์มาร์เก็ต (ร้อยละ 18.4) ประชาชน ร้อยละ 21.1 ระบุระยะเวลาที่ใช้เงิน 10,000 บาทน้อยกว่า 1 เดือน ส่วนร้อยละ 60.5 ใช้เงิน 1- 3 เดือน ร้อยละ 13.7 ใช้ 4-6 เดือน และร้อยละ 4.7 ใช้มากกว่า 6 เดือน
 


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar