(9 พ.ย. 67) นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระตุ้นการท่องเที่ยวโค้งสุดท้ายของปี 2567 ด้วยการเปิดตัวแคมเปญ "สุขท้าลอง 72 สไตล์" พร้อมจัดทำ E-book รวบรวมกิจกรรม 5 MUST DO สร้างจุดขายมุมมองใหม่กับเส้นทางท่องเที่ยว 72 เส้นทาง 72 สไตล์ จากแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศไทย เพื่อให้คนไทยออกเดินทางท่องเที่ยวผ่านแนวคิด 5 Must Do in Thailand ให้ไปทำ ไปดู ไปกิน ไปเห็นด้วยตัวเองอย่างแท้จริง พร้อมเชิญ 5 KOLs ตัวท็อปในแต่ละวงการมาร่วมทำ Travel Vlog นำเสนอ 5 เส้นทางท่องเที่ยวตามสไตล์ของตนเอง เพื่อปลุกกระแสการท่องเที่ยวไทยในช่วงปลายปี เพิ่มแรงส่งให้เกิดกระแสการเดินทางท่องเที่ยวต่อเนื่องไปถึงปี 2568 ซึ่งเป็นปีแห่งความท้าทายของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมุ่งเน้นการส่งเสริม “เสน่ห์ไทย” และ “เมืองน่าเที่ยว” เป็นจุดขายสำคัญ เพื่อกระตุ้นความต้องการเดินทางท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ตั้งเป้าหมายรายได้เติบโตร้อยละ 7.5 (*KOLs ย่อมาจาก Key Opinion Leaders หมายถึง “ผู้นำทางความคิด” เป็นบุคคลที่มีความถนัดและเชี่ยวชาญเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งจนมีคนให้ความเคารพและเชื่อถือและมีอิทธิต่อความคิดของผู้ติดตาม)
เชิญชวนนักท่องเที่ยวสร้างประสบการณ์ใหม่ ผ่าน 5 Must Do in Thailand ที่คัดสรรค์จากเอกลักษณ์ต่าง ๆ ของเมืองไทย
โดย E-book สุขท้าลอง 72 สไตล์ ได้คัดสรรค์เอกลักษณ์ต่าง ๆ ของเมืองไทย นำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวที่สร้างจุดขายมุมมองใหม่ 72 เส้นทาง 72 สไตล์ จากเมืองน่าเที่ยวทั่วประเทศไทย พร้อมเช็กลิสต์ 5 สิ่งที่ต้อง "ลอง" ในแต่ละเส้นทางตามแนวคิด 5 MUST DO IN THAILAND ประกอบด้วย
1. พบเมนูเด็ดต้องลองชิม (Must Taste)
2. กิจกรรมต้องลองลุย (Must Try)
3. ไอเทมอาร์ตๆ ต้องลองช้อป (Must Buy)
4. วิวสวยต้องลองหา (Must Seek)
5. ไลฟ์สไตล์แบบโลคอล ต้องลองชม (Must See) ทั่วไทย 5 ภูมิภาค
ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทางช่วงไฮซีซั่นต่อเนื่องไปจนถึงปี 2568 เพิ่มความถี่ในการเดินทางท่องเที่ยวได้ตลอดปี เพิ่มการใช้จ่ายกระจายตัวสู่จังหวัดต่าง ๆ อย่างทั่วถึง พร้อมทั้งส่งเสริมให้ทุกเมืองในประเทศไทยเป็นเมืองน่าเที่ยว รวมถึงส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อสร้างความยั่งยืนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไปพร้อม ๆ กัน ในส่วนของเมืองน่าเที่ยวจะเพิ่มพลังให้เป็นเมืองที่น่าไปเที่ยวไปเยือนมากยิ่งขึ้น เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น โดยดึงกลยุทธ์ City Marketing พัฒนาเมืองต่าง ๆ ให้เติบโตเข้าใกล้ความเป็นเมืองหลักด้านการท่องเที่ยว ค้นหาจุดขาย พลิกมุมมอง บอกเล่าเรื่องราวความเป็นไทยของแต่ละพื้นที่ หมุนเวียนกันไปจากเมืองสู่เมือง จากภาคสู่ภาค เพื่อทำให้ประเทศไทยเป็น High Season ตลอดทั้งปี
รัฐบาลจะส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็น 1 ใน 8 เสาหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
โดยมุ่งหวังให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภูมิภาค (Tourism Hub) ให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยใน ปี 2568 รัฐบาลจะส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง เดินหน้าพลิกฟื้นศักยภาพท่องเที่ยวไทยทั้งระบบ ด้วยการชู “เสน่ห์ไทย” และ “เมืองน่าเที่ยว” เป็นจุดขายสำคัญ ดึงดูดตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตั้งเป้าผลักดันการเติบโตรายได้อย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 7.5% ให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง คาดมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า 39 ล้านคน เดินทางท่องเที่ยวในไทย สะท้อนถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่จะเป็นพลังผลักดันให้เศรษฐกิจไทย สังคมไทย และคนไทยเติบโตไปด้วยกันอย่างมีความสุขและยั่งยืน นำประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางทางการท่องเที่ยวระดับโลก
รมว.ท่องเที่ยวฯ มุ่งปรับมาตรการเดินทาง ยกเสน่ห์ไทยและ Hidden Gems มัดใจนักท่องเที่ยวทั่วโลก
(5 พ.ย. 67) นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประกาศจุดพลังการท่องเที่ยวไทย ปี 2568 ด้วย Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 ภายใต้ IGNITE Thailand’s Tourism โดยมุ่งยกระดับมาตรการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ส่งเสริมเมืองน่าเที่ยว (Hidden Gem Cities) และเผยแพร่เสน่ห์ไทย ผสานกับแนวคิด 5 Must Do in Thailand เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและความหมาย พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก ตามเป้าหมายสูงสุดที่ 39 ล้านคน ด้วยสุดยอดอีเวนต์และสิทธิประโยชน์แก่นักท่องเที่ยว เชิญชวนนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกเดินทางมาสัมผัสคุณค่าและความหมายของการท่องเที่ยวในประเทศไทย และเกิดเป็นความประทับใจจนไม่อาจลืมเลือน
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทย สู่เป้าหมายรายได้สูงสุดที่ 3.4 ล้านล้านบาท ด้วย 4 หัวใจหลัก ดังนี้
1. มุ่งสู่การเป็นผู้นำการท่องเที่ยวระดับโลก โดยรัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกในการเดินทางท่องเที่ยว (Ease of Traveling) ทั้งการปรับมาตรการวีซ่า และส่งเสริมการเชื่อมโยงเครือข่ายการเดินทางภายในภูมิภาค ให้นักท่องเที่ยวมีความสะดวกสบายและราบรื่นไร้รอยต่อ
ผ่านนโยบาย "6 ประเทศ 1 จุดหมาย"
2. ประชาสัมพันธ์จุดหมายปลายทางที่มีอัตลักษณ์และประสบการณ์เชิงวัฒนธรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ Hidden Gem Cities เมืองน่าเที่ยวที่มีความพิเศษไม่เหมือนใคร อาทิ จังหวัดน่าน แพร่ สกลนคร สร้างประสบการณ์ความหลากหลายในการเดินทางท่องเที่ยว
3. เผยแพร่ทุนทางวัฒนธรรมเป็นเสน่ห์ (Soft Power) แต่ละท้องถิ่น ในแง่มุมของการอนุรักษ์และส่งเสริมประเพณี ศิลปะ และหัตถกรรมไทย
4. ขยายผลด้วยแนวคิด 5 Must Do in Thailand ได้แก่ Must Taste Must Try Must Buy Must See Must Seek เพื่อให้ได้สัมผัสเสน่ห์ความเป็นไทยที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์การท่องเที่ยวไทยในทุกมิติ
รัฐบาลมุ่งส่งเสริมการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ดันประเทศไทยก้าวสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภูมิภาค (Tourism Hub) และศูนย์กลางของอีเวนต์และความบันเทิงระดับโลก
โดยใน ปี 2568 รัฐบาลจะส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง เดินหน้าพลิกฟื้นศักยภาพท่องเที่ยวไทยทั้งระบบ พาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ผลักดันให้เศรษฐกิจไทย สังคมไทย และคนไทยเติบโตไปด้วยกันอย่างมีความสุขและยั่งยืน นำประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางทางการท่องเที่ยวระดับโลก นอกจากนี้ยังมุ่งผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอีเวนต์และความบันเทิงระดับโลก ผ่านสุดยอดอีเวนต์ เทศกาลและงานประเพณีตลอดทั้งปี อาทิ Amazing Thailand Countdown 2025
งาน MotoGP ในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม และงานสงกรานต์อันโด่งดังในเดือนเมษายน เพื่อยกระดับกิจกรรมในประเทศไทยสู่ Global Event ที่คนทั่วโลกรอคอยและต้องการเดินทางมาเข้าร่วมสัมผัสประสบการณ์จริงในประเทศไทยด้วยตัวเอง คาดว่าจะช่วยกระตุ้นบรรยากาศการท่องเที่ยวตลอดทั้งปีและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศได้เป็นอย่างมาก รวมทั้งย้ำถึงความสำคัญของ การมีส่วนร่วมของภาคเอกชน และการสร้างโอกาสการลงทุนใหม่ๆ พร้อมร่วมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภูมิภาค (Tourism Hub) และจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก
ท่องเที่ยวไทยปังไม่หยุด หลัง กรุงเทพฯ ถูกจัดอันดับให้เป็นอันดับที่ 1 ของ 10 จุดหมายปลายทางที่ได้รับการจองเที่ยวบินมากที่สุดแห่งปี 2568
(9 พ.ย. 67) นางสาว ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นิตยสารด้านการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมในสหรัฐอเมริกาอย่าง Travel + Leisure ได้จัดอันดับให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายแห่งการท่องเที่ยวแห่งปี 2568 จากเสน่ห์ Soft Power ที่โดดเด่นของไทยทั้งด้านวัฒนธรรม อาหาร การผสานความเป็นไทยเข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายที่ต้องห้ามพลาดสำหรับนักท่องเที่ยวในปีหน้า ขณะที่แต่ละภูมิภาคของไทยมีอัตลักษณ์ที่งดงาม น่าหลงใหลและน่าค้นหา โดยเฉพาะเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร ที่มีความโดดเด่นในฐานะเมืองแห่งวัฒนธรรม มีร้านอาหารชั้นเลิศ และชุมชน LGBTQ+
ขณะที่แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยวระดับโลก “อโกด้า (Agoda)” ได้จัดอันดับให้ กรุงเทพฯ เป็นอันดับที่ 1 ของ 10 จุดหมายปลายทางที่ได้รับการจองเที่ยวบินมากที่สุด และเป็นอันดับ 2 ของ 10 จุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมสูงสุด และประเทศไทย เป็นประเทศที่ได้รับการจองมากที่สุดอันดับ 2 ของโลก แสดงถึงศักยภาพและจุดแข็งของแหล่งท่องเที่ยวไทย ที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาสัมผัสกับประสบการณ์กิจกรรมการท่องเที่ยวที่น่าสนใจ รวมถึงการตะลุยชิมอาหารรสเลิศในกรุงเทพฯ และสามารถเที่ยว ชิล ริมหาด บนเกาะกว่า 1,430 แห่งซึ่งการท่องเที่ยวไทยตอบโจทย์ในทุกรูปแบบ
รัฐบาลได้กำชับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้มีความพร้อมในการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไว้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2567 (พฤศจิกายน-ธันวาคม) ที่ถือเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) รวมถึงมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย ทั้งมาตรการ Ease of traveling การยกเว้นบัตร ตม.6 รวมถึงการกระตุ้นและส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น
การยกระดับ ระบบ Biometric พิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ของ ทอท. เพิ่มความสะดวก เช็กอิน-ขึ้นเครื่อง ส่งผลดีต่อการท่องเที่ยว คาดการณ์ปริมาณผู้โดยสาร ปี 2568 รวม 130 ล้านคน
(1 พ.ย. 67) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ได้ยกระดับบริการนำระบบ Biometric พิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลเพิ่มความสะดวก เช็กอิน-ขึ้นเครื่อง ภายในท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ ทอท. โดยเปิดให้ใช้งานสำหรับผู้โดยสารภายในประเทศ และในวันที่ 1 ธ.ค. 2567 จะพร้อมใช้งานสำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศ ซึ่งผู้โดยสารจำเป็นต้องยินยอมให้ใช้ข้อมูลอัตลักษณ์ ทั้งนี้ระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ด้วยเทคโนโลยี Facial Recognition (การเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ลักษณะทางกายภาพของใบหน้า โดยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)) มาใช้ในการระบุตัวตนของผู้โดยสาร โดยพัฒนาและทดสอบระบบฯ ให้มีความพร้อมใช้งานเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบาย รวดเร็ว รวมทั้งช่วยลดระยะเวลาในการรอคิวของแต่ละจุดบริการภายในท่าอากาศยาน
สำหรับในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 (ต.ค. 67 - ก.ย. 68) ทอท. คาดว่าจะมีผู้โดยสารมาใช้บริการท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง รวมกว่า 129.97 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.95% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็น ผู้โดยสารระหว่างประเทศ ประมาณ 78.61 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.17% และผู้โดยสารภายในประเทศ ประมาณ 51.36 ล้านคน เพิ่มขึ้น 10.18% คาดว่าจะมีเที่ยวบินรวมประมาณ 808,280 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 10.32% แบ่งเป็น เที่ยวบินระหว่างประเทศประมาณ 453,750 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 9.02% และเที่ยวบินภายในประเทศประมาณ 354,530 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 12.02%
ซึ่งในวันนี้ (10 พ.ย. 67) เวลา 16.00 น. นายกรัฐมนตรี จะประชุมหารือการเตรียมความพร้อมสร้างความเชื่อมั่นและแผนรับนักท่องเที่ยวในช่วง High Season พร้อมตรวจเยี่ยมเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ แก่หน่วยงานที่ให้บริการนักท่องเที่ยว และเยี่ยมชมการใช้งานระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล (Biometric) ผู้โดยสารขาออกภายในประเทศ ณ บริเวณพื้นที่รับรองบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เคาน์เตอร์แถว A/B/C ประตูทางเข้าที่ 1 ชั้น 4 อาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ