เจาะสูตรหาร 100 หาร 500 คำนวณหา ส.ส.บัญชีรายชื่อและผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน
มีความเป็นไปได้สูงที่การเลือกตั้งทั่วไป หรือเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งต่อไปที่ใกล้มาถึง จะใช้การคำนวณหา ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อด้วยสูตรหาร 500 เพราะสูตรนี้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภาในวาระ 3 ของการพิจารณาร่างกฎหมายลูกเลือกตั้ง 2 ฉบับ (ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ร่าง พ.ร.ป.พรรคการเมือง)ไปแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. กำลังพิจารณาว่า สูตรหาร 500 ขัดหรือไม่ขัดรัฐธรรมนูญ และอาจมีการชี้ขาดจากศาลรัฐธรรมนูญที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยกับสูตรหาร 500 จะยื่นให้ตีความ
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะขัดหรือไม่ขัดรัฐธรรมนูญ และจะได้ใช้สูตรไหนกันแน่ในการคำนวณหา ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่ ณ เวลานี้ ยังมีหลายต่อหลายคนไม่เข้าใจต่อสูตรหาร 100 และสูตรหาร 500 รวมถึงยังสงสัยว่าจะส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชนอย่างไรหรือไม่ ดังนั้นลองมาหาคำตอบเหล่านี้กัน
เจาะ สูตรหาร 100 - สูตรหาร 500
การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะมี ส.ส.รวมทั้งหมด 500 คน แบ่งเป็น ส.ส.เขต 400 คน จากเขตเลือกตั้งทั่วประเทศ 400 เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน โดยจะมีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แบ่งเป็นบัตรเลือกตั้ง ส.ส.เขต กับบัตรเลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อ หรือเรียกอีกอย่างว่า บัตรเลือกพรรค
ในส่วนของ ส.ส.เขต 400 คน ไม่ได้เป็นปัญหาต่อความเข้าใจในการลงคะแนนเลือกตั้ง เพราะจะเป็นแบบดั้งเดิมที่คุ้นชินกันมาคือ การเลือกผู้สมัครที่ตนเองชื่นชอบได้เลยในบัตรเลือกตั้ง ส.ส.เขต แต่ที่ยังเป็นปัญหาต่อความเข้าใจคือ แบบบัญชีรายชื่อ 100 คน โดย เฉพาะวิธีการคำนวณหาจำนวน ส.ส.ที่แต่ละพรรคจะได้จากสูตรหาร 100 หรือสูตรหาร 500 จะเป็นอย่างไร
สูตรหาร 100 หมายถึงการนำคะแนนเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองทั้งหมดจากบัตรเลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อ มาหารด้วยจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อคือ 100 คน แล้วถึงคำนวณหาจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคจะได้ตามสัดส่วนคะแนน ยกตัวอย่างเช่น
คะแนนเสียงของทุกพรรครวมกัน 40 ล้านคะแนน คะแนนเฉลี่ยต่อ ส.ส.หนึ่งคน เท่ากับ 40 ล้าน หารด้วย 100 = 400,000 คะแนน
ถ้าพรรค Z ได้คะแนนเสียงจำนวน 10 ล้านคะแนน พรรค Z จะมี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เท่ากับ 10 ล้าน หารด้วย 400,000 = 25 คน นั่นหมายถึงพรรค Z ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 25 คน
ถ้าพรรค Z ได้จำนวน ส.ส.เขตมาแล้ว 200 คน เท่ากับว่า พรรค Z จะได้ ส.ส.ทั้งหมด 200+25 = 225 คน
สูตรหาร 100 มีความคล้ายกับการเลือกตั้งจากรัฐธรรมนูญ 2540 อย่างมาก โดยเฉพาะวิธีการหา ส.ส.บัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคจะได้ ต่างกันเพียงการเลือกตั้งครั้งต่อไปที่ใกล้มาถึงจะเป็นบัตรเลือกตั้ง 2 ใบต่างเบอร์ หมายถึง หมายเลขผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต จะตรงหรือไม่ตรงกับหมายเลขของพรรคการเมืองที่ผู้สมัครสังกัดก็ได้ ส่วนการเลือกตั้งจากรัฐธรรมนูญ 2540 บัตรเลือก ส.ส.เขตกับบัตรเลือกพรรค เป็นเบอร์เดียวกัน
สูตรหาร 100 มีจุดเด่นทำให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่แข็งแกร่ง เพราะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเป็นส่วนเสริมมากขึ้น โดยไม่มีจำนวน ส.ส.พึงมี มาเป็นข้อจำกัดการได้มาซึ่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ
สูตรหาร 500 หมายถึงการนำเอาคะแนนเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองทั้งหมดมาหารด้วยจำนวน ส.ส. ทั้งหมดคือ 500 คน แล้วนำผลลัพธ์ที่ได้มาคำนวณหาจำนวน ส.ส.พึงมีของแต่ละพรรค ยกตัวอย่างเช่น
คะแนนเสียงของทุกพรรคที่ได้จากบัตรเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อรวมกัน 40 ล้านคะแนน คะแนนเฉลี่ยต่อ ส.ส.หนึ่งคน เท่ากับ 40 ล้าน หาร 500 = 80,000 คะแนน ถ้าพรรค Z ได้คะแนนเสียงจากบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ 10 ล้านคะแนน พรรค Z จะมี ส.ส.พึงมี เท่ากับ 10 ล้าน หารด้วย 80,000 = 125 คน จากนั้นนำเอาจำนวน ส.ส.พึงมี 125 คน ไปลบกับจำนวน ส.ส.เขต จะได้ ส.ส.ทั้งหมดของพรรค Z เช่น พรรค Z ได้ ส.ส.เขตมาแล้ว 100 คน เท่ากับว่า พรรค Z จะได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 25 ทำให้พรรค Z มี ส.ส.รวมทั้งหมด 125 คน (เท่ากับจำนวน ส.ส.พึงมี)
ถ้าพรรค Z ได้ ส.ส.เขต มาแล้ว 200 คน เท่ากับว่า พรรค Z จะไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเลย เพราะ ส.ส.เขต เกินจำนวน ส.ส.พึงมี(125 คน) ไปแล้ว พรรค Z จึงมีได้เพียง ส.ส.เขต 200 เท่านั้น(ส.ส.เขตที่เกินจากจำนวน ส.ส.พึงมี จะไม่ถูกหักออก ให้ยึดคงจำนวน ส.ส.เขตเป็นหลัก)
ถ้าพรรค Z ได้ ส.ส.เขตมาแล้ว 125 คน พอดีกับจำนวน ส.ส.พึงมี พรรค Z จะไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเช่นกัน
ถ้าพรรค Z ไม่ได้ ส.ส.เขตมาเลย แต่มีคะแนนพรรคที่สามารถนำมาคำนวณได้ ส.ส.พึงมีจำนวนหนึ่ง พรรค Z ก็จะได้ ส.ส.ทั้งหมดที่เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ ตามจำนวน ส.ส.พึงมี ที่คำนวณได้
สูตรหาร 500 มีความคล้ายกับการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 โดยเฉพาะการนำ ส.ส.พึงมี มาคำนวณหา ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่ก็มีความต่างกันที่ปี 2562 เป็นการเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียวนำคะแนนมานับและคำนวณหา ส.ส.ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ ส่วนการเลือกตั้งครั้งต่อไปที่ใกล้มาถึงจะเป็นแบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ต่างเบอร์ และรายละเอียดเรื่องการปัดเศษคะแนนที่ต้องรอติดตามจาก กกต.ต่อไปว่าจะออกกฎ ระเบียบ วิธีการนับคะแนนปัดเศษอย่างไร หากต้องใช้สูตรหาร 500 นี้
จุดเด่นของสูตรหาร 500 น่าจะอยู่ที่การทำให้พรรคการเมืองขนาดเล็กได้ประโยชน์มากกว่าพรรคการเมืองขนาดใหญ่ เพราะพรรคเล็กมีโอกาสได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อตามจำนวนที่ได้จาก ส.ส.พึงมี แม้บางพรรคอาจไม่มี ส.ส.เขต เลยก็ตาม ขณะที่พรรคใหญ่ มีโอกาสได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อน้อยลงหรือถึงขั้นอาจไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เนื่องจากมี ส.ส.เขตเกินจำนวน ส.ส.พึงมีไปแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วถือได้ว่าสูตรนี้ จะเป็นการกระจายจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อมาสู่พรรคการเมืองขนาดเล็กถึงขนาดกลางได้มากขึ้น ไม่กระจุกตัวอยู่เฉพาะพรรคใหญ่และถือเป็นการกระจายอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติให้แก่ตัวแทนของประชาชนในทุกระดับครอบคลุมขึ้นด้วย
หาร 100 กับ หาร 500 มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งหรือไม่
ผลกระทบของพรรคการเมืองจากทั้ง 2 สูตร จะเป็นผลกระทบในเชิงบวก หรือเชิงลบ เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าขึ้นอยู่กับการตีความและโครงสร้างของแต่ละพรรคการเมือง กล่าวคือ พรรคการเมืองขนาดใหญ่บางพรรคอาจเห็นว่าสูตรหนึ่งเหมาะกับพรรคตนเองมากกว่า เพราะมีโอกาสได้ ส.ส.จากทั้งสองแบบมากขึ้นกว่าเดิม ขณะที่พรรคการเมืองอื่นอาจเห็นว่าอีกสูตรจะเป็นผลดีทำให้ยังมี ส.ส.หรือมีจำนวน ส.ส. เพิ่มขึ้นก็ได้
ทั้งสองสูตรจะดีหรือไม่ดี เหมาะหรือไม่เหมาะ จึงขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละพรรคการเมือง ทว่าในส่วนของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เมื่อเข้าใจแต่ละสูตรแล้ว เชื่อว่า จะไม่มีผลมากนักต่อการตัดสิน ไม่ว่าจะใช้สูตรไหนก็ลงคะแนนเลือกตั้งได้ตามกฎกติกาและสิทธิที่จะเลือกคนที่ชอบ พรรคที่ใช่ ได้อยู่แล้ว
ที่มา https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220720103724982