นายแพทย์ ประพนธ์ เปี่ยมอนันต์ ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลนครพิงค์ เปิดเผยว่ามะเร็งกระเพาะปัสสาวะเป็นมะเร็งที่พบได้ค่อนข้างบ่อย โดยประเทศไทยพบมีผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะรายใหม่ประมาณ 2,500 รายต่อปี พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิงประมาณ 3 เท่า ส่วนใหญ่จะพบในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งสาเหตุการเกิดโรคยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่พบว่ามีหลายปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เช่น การสูบบุหรี่ หรือได้รับควันบุหรี่ การสัมผัสสารเคมีและสี เช่น สีย้อมผ้า น้ำยาย้อมผม สีทาบ้าน อุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องหนัง การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะเรื้อรัง การระคายเคืองกระเพาะปัสสาวะ เช่น นิ่ว การใส่สายสวนปัสสาวะเป็นเวลานานๆ การได้รับการฉายรังสีหรือเคมีบำบัดบางชนิด เป็นต้น
โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมาพบแพทย์ด้วยอาการปัสสาวะเป็นเลือด ไม่ว่าจะเป็นเลือดที่มองเห็นด้วยตาเปล่า หรือตรวจพบเม็ดเลือดแดงจากการตรวจปัสสาวะ โดยมากจะไม่มีอาการปวดร่วมด้วย ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปัสสาวะบ่อย กระปริดกระปรอย ปวดท้องน้อยในระยะลุกลามผู้ป่วยอาจมีอาการปวดเอวและมีอาการของไตวายเนื่องจากเนื้องอกอุดตันท่อไต
วิธีการตรวจวินิจฉัยที่เป็นมาตรฐานในปัจจุบันคือ การส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ ร่วมกับการตรวจทางรังสี เช่น อัลตราซาวด์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ด้านการรักษาขึ้นกับระยะของโรค กรณีที่เนื้องอกยังไม่ลุกลามถึงชั้นกล้ามเนื้อของกระเพาะปัสสาวะ สามารถรักษาด้วยการส่องกล้องผ่าตัดทางท่อปัสสาวะ กรณีที่เนื้องอกลุกลามถึงชั้นกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ จะต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเอากระเพาะปัสสาวะออกและทำทางออกของปัสสาวะใหม่ โดยใช้ลำไส้บางส่วนมาทำกระเพาะปัสสาวะเทียม หรือทำทางระบายปัสสาวะออกทางหน้าท้อง และรักษาด้วยเคมีบำบัดและการฉายรังสีตามความเหมาะสมกับระยะของโรค
สำหรับการป้องกัน ควรหลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็ง เช่น ควันบุหรี่ สี สารเคมีต่างๆ ดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อย 2 ลิตรต่อวัน เนื่องจากมะเร็งกระเพาะปัสสาวะยังไม่มี วิธีการตรวจคัดกรองตั้งแต่ยังไม่มีอาการ ดังนั้นหากท่านมีอาการปัสสาวะเป็นเลือด หรือตรวจพบเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ จึงไม่ควรละเลย ควรรีบพบศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะเพื่อรับการวินิจฉัยและตรวจรักษาโดยเร็ว
ที่มา https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220619212159293