บันทึกเหตุการณ์พิพาทบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา วันที่ 26 กันยายน 2568

ตามรายงาน รัฐบาล, กองทัพบก, กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปเหตุการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ดังนี้:

🔺 สรุปสถานการณ์ประจำวันกองทัพภาคที่ 2

มีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชา โดยตรวจพบโดรนบริเวณพื้นที่ปราสาทตาควาย 2 ลำ และพื้นที่ปราสาทตาเมือน 1 ลำ ปัจจุบันกองกำลังทั้ง 2 ฝ่าย ยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง ฝ่ายไทยจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจตามเหตุการณ์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตอบโต้ตามสถานการณ์

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน เนื่องจากปัจจุบันมีสิ่งบอกเหตุหลายประการ ที่จะนำไปสู่สถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อป้องกันการรับข้อมูลข่าวสารที่คลาดเคลื่อน บิดเบือน หรือข่าวปลอม (Fake news) ขอให้ประชาชนโปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และติดตามข้อมูลจากช่องทางอย่างเป็นทางการจากส่วนราชการ ซึ่งสามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้อย่างถูกต้องและทันเวลา

🔺 โฆษกกองทัพบกรายงาน

วันนี้ (26 ก.ย. 68) เวลาประมาณ 16.40 น. รับแจ้งจากหน่วยในพื้นที่ ระบุว่า ในพื้นที่ตาควายพบเสียงระเบิด 1 ครั้ง และพื้นที่จุ๊บอั่งกุยได้ยินเสียงปืนเล็ก 5–6 นัด

ปัจจุบันเหตุการณ์ปกติ รายละเอียดเพิ่มเติมกำลังตรวจสอบ

🔺 กองทัพบกจารึกนามวีรชนทหารกล้าบนกำแพงอนุสรณ์กองทัพบก พร้อมจัดพิธีสดุดีกำลังพลผู้สละชีพเพื่อชาติ จากกรณีพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชา

วันนี้ (26 ก.ย. 68) กองทัพบกจัดพิธีสดุดีกำลังพลที่เสียชีวิตจากสถานการณ์กรณีพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อรำลึกและยกย่องวีรกรรมอันกล้าหาญของทหารผู้เสียสละ ณ กองบัญชาการกองทัพบก โดยมี พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธาน พร้อมด้วย พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 และเหล่าผู้บังคับบัญชา, ทายาทของผู้เสียชีวิต, ผู้แทนองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก, ทหารผ่านศึก และกำลังพลกองทัพบกเข้าร่วมพิธี

พิธีฯ จัดขึ้น ณ บริเวณหน้ากำแพงอนุสรณ์กองทัพบก ซึ่งเป็นสถานที่สถิตนามวีรชนกองทัพบกที่สละชีพเพื่อชาติ ปกป้องแผ่นดินไทยในสมรภูมิสู้รบต่าง ๆ เริ่มต้นด้วยพิธีทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้แด่ทหารผู้ล่วงลับ จากนั้นมีการจัดกองทหารเกียรติยศแสดงความเคารพ ก่อนที่ผู้เข้าร่วมพิธีจะกล่าวคำสดุดีฯ และผู้บัญชาการทหารบกประดับแผ่นป้ายจารึกรายนามทหารกล้าที่สละชีพเพื่อชาติจากสมรภูมิชายแดนไทย–กัมพูชา ลงบนแท่นประทับ โดยมีพลแตรเดี่ยวเป่าเพลงเคารพ พร้อมกับการยิงสลุตเพื่อเป็นเกียรติแก่กำลังพลที่เสียชีวิตฯ และการวางพวงมาลาเพื่อแสดงความอาลัยแด่ดวงวิญญาณบรรพบุรุษนักรบไทย

นอกจากนี้ ยังมีการจัดพิธีสงฆ์อุทิศส่วนกุศลแด่กำลังพลที่เสียชีวิตฯ ณ หอประชุมกิตติขจร โดยมีพระราชวัชรธรรมโสภณ (ศิลา สิริจนฺโท หรือ หลวงปู่ศิลา) วัดพระธาตุหมื่นหิน จังหวัดกาฬสินธุ์ และคณะประกอบพิธีสงฆ์ พร้อมทั้งทอดผ้าบังสุกุล จากนั้นเป็นพิธีมอบเงินช่วยเหลือแก่ทายาทของกำลังพลที่เสียชีวิตฯ

🔺 หลังปิดด่านชายแดน สถิติการจับกุมพุ่งสูง! ฉก.อรัญประเทศเผยตัวเลข 3 เดือน จับผู้ลอบเข้า–ออกเมืองแล้วเกือบ 900 คน

จากสถานการณ์ความไม่สงบและการปิดด่านชายแดนเพื่อกดดันทางเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ทำให้สถิติการลักลอบเข้า–ออกเมืองพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะในพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ กองกำลังบูรพา ที่มีการรายงานตัวเลขการจับกุมอย่างต่อเนื่อง

กองกำลังบูรพาได้เปิดเผยข้อมูลวันที่ 17 มิ.ย. 68 – 25 ก.ย. 68 หรือเพียงระยะเวลาประมาณ 3 เดือน ในพื้นที่ อ.อรัญประเทศ ได้มีการจับกุมผู้ลักลอบข้ามแดนโดยผิดกฎหมายรวมทั้งสิ้น 140 ครั้ง และมีผู้ต้องหาจำนวนมากถึง 870 คน ซึ่งมาจากหลายเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นชาวไทย 354 คน, ชาวกัมพูชา 472 คน, ชาวจีน 6 คน, ชาวไนจีเรีย 6 คน, ชาวเมียนมา 24 คน, ชาวเซียร์ราลีโอน 1 คน, ชาวบังกลาเทศ 7 คน และชาวปากีสถาน 2 คน

ข้อมูลการจับกุมแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก คือ:

- ขาเข้า มีการจับกุม 107 ครั้ง ผู้ต้องหา 626 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวกัมพูชา (370 คน) และชาวไทย (215 คน) นอกจากนี้ยังพบชาวต่างชาติอื่น ๆ เช่น ชาวจีน, ชาวไนจีเรีย, ชาวเมียนมา, ชาวบังกลาเทศ และชาวปากีสถาน รวมถึงผู้ต้องหาที่มีหมายจับและผู้ที่มีประวัติอาชญากรรม (Case ID) อีกจำนวนหนึ่ง

- ขาออก มีการจับกุม 33 ครั้ง ผู้ต้องหา 246 คน โดยเป็นชาวไทยมากที่สุด (139 คน) และชาวกัมพูชา (102 คน) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการลักลอบข้ามแดนไม่ได้มีแต่การเข้ามายังประเทศไทยเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการลักลอบออกนอกประเทศด้วย

นอกจากผู้ลักลอบเข้า–ออกเมืองแล้ว เจ้าหน้าที่ยังสามารถจับกุมการลักลอบขนสินค้าผิดกฎหมายได้อีกด้วย เช่น ซิมโทรศัพท์, รถจักรยานยนต์ และเครื่องอุปโภคบริโภค ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของกลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้ช่องทางดังกล่าวในการกระทำความผิดในรูปแบบต่าง ๆ

จากข้อมูลการจับกุมที่ระบุว่ามีชาวกัมพูชาจำนวนมากถึง 472 คนในบรรดาผู้ต้องหาทั้งหมด ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของแรงงานกลุ่มนี้ที่ต้องยอมเสี่ยงชีวิตและทรัพย์สินเพื่อลักลอบเข้าสู่ประเทศไทย แม้สถานการณ์ชายแดนจะตึงเครียดขึ้นก็ตาม แหล่งข่าวในพื้นที่ระบุว่า การที่แรงงานชาวกัมพูชายังคงพยายามเดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทยนั้น มีสาเหตุหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศกัมพูชาที่ซบเซาอย่างหนัก ประกอบกับการขาดแคลนงานและรายได้ ทำให้ประชาชนจำนวนมากยากจนและเดือดร้อนในชีวิตประจำวัน ขณะที่ผู้นำประเทศกลับให้ความสำคัญกับการเผชิญหน้าทางทหาร ซึ่งไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนแต่อย่างใด

📊 สรุปสถานการณ์ผู้ได้รับผลกระทบ (ยอดสะสมถึงวันที่ 26 กันยายน 2568)

1. พลเรือน

• เสียชีวิตทางตรง: 14 ราย

• บาดเจ็บ: 39 ราย

▶️ รวมทั้งสิ้น: 53 ราย

2. ทหาร

• เสียชีวิต: 18 นาย

• บาดเจ็บ: 274 นาย

▶️ รวมทั้งสิ้น: 292 นาย

🔹 นายกรัฐมนตรียืนยันกองทัพพร้อมปกป้องอธิปไตยไทยเต็มที่

ย้ำไม่เปิดด่านชายแดนไทย–กัมพูชา มอบ กต. ดำเนินการทางการทูตอย่างรอบคอบ

วันนี้ (26 ก.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาว่า ขณะนี้ยังคงมีความพยายามยั่วยุในพื้นที่ชายแดนอยู่เป็นระยะ อย่างไรก็ตาม กองทัพไทยมีความอดทนและพร้อมปกป้องอธิปไตยของไทยอย่างเต็มที่ รัฐบาลได้ยืนยันท่าทีต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมแล้ว ทั้งสองท่านรับทราบชัดเจน ซึ่งตนเองก็ได้โทรศัพท์หารือกับผู้บัญชาการทหารบก เพื่อย้ำความเข้าใจในการปฏิบัติงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยรายละเอียดขอให้เป็นหน้าที่ของกองทัพเป็นผู้ชี้แจงต่อไป

“การรักษาดินแดน การปกป้องอธิปไตย และการดูแลความปลอดภัยของประเทศและประชาชน ถือเป็นอำนาจและความรับผิดชอบโดยตรงของกองทัพ รัฐบาลได้ให้อำนาจอย่างเต็มที่ ส่วนการเปิดด่านชายแดนยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ จนกว่าสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนจะยุติลง” นายกรัฐมนตรี ย้ำ

นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำถึงการดำเนินการทางการทูตว่า ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเชี่ยวชาญทางการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ บริหารจัดการอย่างรอบคอบ ทั้งมิติการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และการจัดการสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง โดยการตัดสินใจจะพิจารณาตามความเหมาะสมเป็นระยะ ๆ ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะประกาศใช้มาตรการเพิ่มเติม

#truthfromthailand

#CambodiaOpenedFire

#ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด

🔻Incident Report on the Thai-Cambodian Border Clashes

26 September 2025

According to reports from the Government, the Royal Thai Army, the 1st Army Area, and the 2nd Army Area, the situation along the Thai-Cambodian border can be summarized as follows:

🔺 Daily Situation Summary of the 2nd Army Area, Royal Thai Army

Movements of Cambodian forces were detected, with two drones spotted over the Ta Kwai Temple area and one over the Ta Muen Temple area. Both sides continue to maintain their positions along defensive lines. The Thai side has deployed troops at observation posts to monitor the situation and stand ready to respond if necessary.

The 2nd Army Area has urged civilians to exercise caution, noting that various signs could lead to unrest along the Thai-Cambodian border. To avoid receiving misleading information, distortions, or fake news, the public is advised to use discernment and rely on official government channels for accurate and timely updates.

🔺 Army Spokesperson Report

At approximately 4.40 p.m., explosions were reported in the Ta Kwai area (1 blast) and small-arms fire was heard in the Chub Ang Kui area (5-6 shots). The situation has since returned to normal, with details under investigation.

🔺 Royal Thai Army Honours Fallen Soldiers

The Royal Thai Army held a memorial ceremony to honour soldiers who lost their lives in the Thai-Cambodian border conflict. The event took place at Royal Thai Army Headquarters, presided over by General Pana Claewplodtook, Chief of Army, accompanied by Lieutenant General Boonsin Padklang, Commander of the 2nd Army Area, senior officers, families of the fallen, representatives of the War Veterans Organization, and army personnel.

The ceremony was held at the Army Memorial Wall, which commemorates soldiers who sacrificed their lives in battlefields defending Thai sovereignty. The program included a Buddhist merit-making ceremony, an honor guard salute, a eulogy, the inscription of names of fallen soldiers from the Thai-Cambodian border conflict onto the memorial wall, a bugle salute, a gun salute, and a wreath-laying to pay respects.

A separate religious ceremony was held at Kittikhajorn Auditorium, led by Phra Ratchawatcharathammosophon (Luang Pu Sila) and monks, followed by a robe-offering ritual. Financial support was also granted to the families of the fallen.

🔺 Surge in Illegal Cross-Border Arrests after Border Closures

Due to unrest and the closure of border checkpoints aimed at applying economic pressure, illegal cross-border activities have surged. In the past three months (17 June-25 September 2025), Aranyaprathet Task Force under the Burapha Task Force reported 140 arrests involving 870 individuals of various nationalities.

Breakdown:

• Inbound: 107 cases, 626 individuals (mainly Cambodian: 370; Thai: 215; others including Chinese, Nigerian, Myanmar, Bangladeshi, Pakistani). Some were wanted fugitives.

• Outbound: 33 cases, 246 individuals (mainly Thai: 139; Cambodian: 102).

Contraband seizures included mobile SIM cards, motorcycles, and consumer goods, reflecting criminal exploitation of the border situation.

The large number of Cambodians among the detainees (472 persons) underscores the severe economic hardship in Cambodia, driving workers to risk illegal entry into Thailand despite heightened tensions. Local sources indicate that the Cambodian government’s focus on military confrontation has failed to address its people’s basic livelihood needs.

📊 Summary of Affected Persons from the Thai-Cambodian Border Clashes

As of 26 September 2025

1. Civilians

• Direct Fatalities: 14

• Injured: 39

➡️ Total: 53

2. Military Personnel

• Fatalities: 18

• Injured: 274

➡️ Total: 292

🔹 Prime Minister Reaffirms Full Military Mandate to Defend Sovereignty

Prime Minister Anutin Charnvirakul, who also serves as Minister of Interior, stressed that provocations continue sporadically along the border. However, the Royal Thai Armed Forces remain patient while fully prepared to safeguard national sovereignty.

The Prime Minister confirmed that both the Minister of Defence and Deputy Minister of Defence were briefed, and he personally consulted with the Army Chief to ensure a unified operational approach.

“The defence of the nation’s territory and sovereignty, and the protection of the safety of the people, fall directly under the Armed Forces’ responsibility. The government grants them full authority. Border crossings will remain closed until tensions subside,” he declared.

He further stated that diplomatic efforts have been entrusted to the Minister of Foreign Affairs, to be carried out with prudence in maintaining bilateral relations and preventing escalation. Decisions will be made as appropriate, with no new measures announced at this time.


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar