บันทึกเหตุการณ์พิพาทบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา วันที่ 28 กันยายน 2568

ตามรายงาน กองทัพบก, กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปเหตุการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ดังนี้:

🔺สรุปสถานการณ์ประจำวันกองทัพภาคที่ 2

ตรวจพบความเคลื่อนไหวของกองทัพกัมพูชา ในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดพบสัญญาณการบินของโดรนตรวจการณ์จำนวน 2 ครั้ง พื้นที่ ช่องอานม้า 2 ลำ และพื้นที่ภูมะเขือ 1 ลำ

ปัจจุบันกองกำลังทั้ง 2 ฝ่าย ยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง ฝ่ายไทยจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจตามเหตุการณ์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตอบโต้ตามสถานการณ์

🔷 เมื่อ 27 ก.ย. 68 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย ได้ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุม สมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 80

เพื่อย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะผู้สนับสนุนพหุภาคีนิยม (Multilateralism), ผู้รักษาสันติภาพ (Peacekeeper), ผู้ปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน

ถ้อยแถลงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศประเทศไทยในบทบาทผู้รักษาสันติภาพ และการยืนหยัดเพื่ออธิปไตย

“…ท่านประธานฯ ท่านผู้มีเกียรติ

ประเทศไทยตั้งใจที่จะทำหน้าที่ของเราอย่างเต็มกำลัง ในฐานะ ผู้รักษาสันติภาพ กำลังพลของเรายังคงปฏิบัติหน้าที่ในหลายภูมิภาคทั่วโลก เพื่อช่วยเหลือและสร้างชีวิตใหม่ให้แก่ผู้คนที่ต้องแตกสลายจากความขัดแย้ง

เราภูมิใจที่ประเทศไทยได้กำจัดพื้นที่ปนเปื้อนทุ่นระเบิดไปแล้วกว่า 99% ภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามพันธกรณี หากแต่เป็นการคืนผืนดินที่ปลอดภัยให้แก่ชุมชนของเรา เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตและเติบโตได้อีกครั้ง

แต่การปกป้องประชาชนของเราเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภารกิจ เราต้องเผชิญกับความท้าทายที่ไร้พรมแดน ไม่ว่าจะเป็นการอพยพจากความขัดแย้ง ภัยพิบัติ หรือแม้แต่การก่ออาชญากรรมไซเบอร์ที่กระทบผู้คนเป็นวงกว้าง ซึ่งล้วนแต่ต้องการความร่วมมือระดับนานาชาติ

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยได้มอบที่พักพิงแก่ผู้พลัดถิ่นจากเมียนมาร์ และในวันนี้ เรายังมอบโอกาสให้พวกเขาสามารถทำงาน มีศักดิ์ศรี และมีส่วนร่วมในสังคมไทย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและหาทางออกที่เป็นรูปธรรม

ในขณะเดียวกัน เราตระหนักว่าภูมิภาคคือรากฐานของสันติภาพและความมั่นคง การสร้างประชาคมอาเซียนที่แข็งแกร่งต้องยืนอยู่บนรากฐานนี้ แต่ความท้าทายยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะสถานการณ์ในเมียนมาร์ที่ยังน่ากังวล ประเทศไทยยังคงยืนยันเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าสู่กระบวนการเจรจาและสันติภาพที่ยั่งยืน

แม้แต่กับประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดที่สุดก็ยังอาจเกิดข้อพิพาทได้ สถานการณ์ปัจจุบันกับกัมพูชาไม่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่า สันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองของเรามีความเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น เพราะเราคือครอบครัวเดียวกันในอาเซียน

อย่างไรก็ตาม น่าเสียใจที่กัมพูชายังคงนำเสนอข้อเท็จจริงบิดเบือนบนเวทีโลก ข้อกล่าวหาที่ห่างไกลจากความจริงเหล่านี้ ไม่ได้สะท้อนสถานการณ์ที่แท้จริง เหยื่อที่แท้จริงคือทหารไทยที่เสียขาจากทุ่นระเบิด เด็กที่โรงเรียนถูกยิงถล่ม และพลเรือนผู้บริสุทธิ์ที่ถูกโจมตี

ประเทศไทยเปิดพรมแดนด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรมมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1970 เพื่อรับชาวกัมพูชาหลายแสนคนที่หนีสงครามกลางเมือง และแม้หลังจากนั้น เรายังมีบทบาทสำคัญในการสร้างและฟื้นฟูกัมพูชาหลังข้อตกลงสันติภาพปารีส เพราะเราเชื่อมั่นว่า สันติภาพของกัมพูชาคือผลประโยชน์ของประเทศไทย นี่คือสิ่งที่เพื่อนบ้านพึงปฏิบัติต่อกัน

ท่านประธานฯ การหยุดยิงในปัจจุบันยังคงเปราะบาง การยั่วยุและการละเมิดอธิปไตยของไทยโดยกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นการระดมพลเรือนเข้าสู่ดินแดน หรือการยิงโจมตีทหารไทย รวมถึงการส่งโดรนสอดแนม ล้วนบ่อนทำลายความสงบและเสถียรภาพตามแนวชายแดน

ผมขอย้ำอย่างหนักแน่นว่า ประเทศไทยยืนหยัดเพื่อสันติภาพเสมอมา และจะทำทุกวิถีทางเพื่อหาทางออกที่สันติสำหรับปัญหาที่เผชิญอยู่กับกัมพูชา ขณะเดียวกัน ไทยจะไม่ลังเลที่จะปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของเราอย่างมั่นคงและแน่วแน่

วันนี้ทั้งสองประเทศกำลังยืนอยู่บนทางเลือกสำคัญ ว่าจะเลือกเส้นทางของการเผชิญหน้าอย่างต่อเนื่อง หรือจะเลือกเส้นทางของ สันติภาพและความร่วมมือ ประเทศไทยเลือกสันติภาพ เพราะเรามั่นใจว่าประชาชนของทั้งสองประเทศสมควรได้รับสิ่งที่ดีที่สุด

สำหรับประเทศไทย การเจรจา ความไว้วางใจ และความสุจริต มิใช่เพียงถ้อยคำ หากแต่เป็นหนทางข้างหน้าที่เรายึดมั่น และจะยังคงใช้หลักการนี้ในการทำงานร่วมกับอาเซียน นานาประเทศ และมหาอำนาจทั้งหลาย เพื่อสันติภาพที่ยั่งยืนและความรุ่งเรืองร่วมกันของประชาคมโลก…”

📊 สรุปสถานการณ์ผู้ได้รับผลกระทบ (ยอดสะสมถึงวันที่ 28 กันยายน 2568)

1. พลเรือน

• เสียชีวิตทางตรง: 14 ราย

• บาดเจ็บ: 39 ราย

▶️ รวมทั้งสิ้น: 53 ราย

2. ทหาร

• เสียชีวิต: 18 นาย

• บาดเจ็บ: 274 นาย

▶️ รวมทั้งสิ้น: 292 นาย

🔺 เหตุการณ์กัมพูชายิงอาวุธหลายขนาดใส่พื้นที่ช่องอานม้า เป็นการวางแผนล่วงหน้า ทั้งการยั่วยุด้วยอาวุธ การนัดหมายคณะ IOT เข้าพื้นที่ และการแถลงบิดเบือนกล่าวหาไทย ทั้งหมดเป็นเพียง “การสร้างสถานการณ์” ของฝ่ายกัมพูชา เมื่อวานนี้

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เผยว่า จากเหตุการณ์เมื่อวานนี้ (27 ก.ย. 68) ที่ฝ่ายกัมพูชาได้ทำการใช้อาวุธยิงหลายขนาดเข้ามาในพื้นที่เขตอธิปไตยไทย บริเวณช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี นั้น มีลำดับเหตุการณ์สำคัญที่กองทัพบกได้บันทึกไว้ ดังนี้

• 11.55 น. ตรวจพบเสียงปืน ค. และปืนกลจากฝ่ายกัมพูชา บริเวณเนิน 677

• 12.00 น. ตรวจพบเสียงยิง ค. จากเนิน 677 ไปยังเนิน 600

• 11.55–12.07 น. ฝ่ายกัมพูชายิงเครื่องยิงลูกระเบิด 40 มม. และปืนเล็กยาวใส่เนิน 600

• 12.10 น. ฝ่ายกัมพูชายิงปืนกล 93 ใส่เนิน 527 (3 ชุด ชุดละ 5 นัด) ฝ่ายไทยยิงตอบโต้

• 12.16 น. ฝ่ายกัมพูชายิงปืนเล็กยาวใส่เนิน 600 ฝ่ายไทยยิงตอบโต้

• 12.23–12.35 น. ฝ่ายกัมพูชายิงปืนไม่ทราบชนิด 3 นัด และ ค. รวม 11 นัด จากพื้นที่ช่องอานม้า ไม่ทราบเป้าหมาย

• 13.00 น. ฝ่ายกัมพูชาแจ้งว่าจะมีคณะ IOT กัมพูชาเดินทางเข้าพื้นที่ช่องอานมาในช่วงบ่าย

• 13.15 น. พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ออกมาแถลงชี้แจงในทันทีหลังเหตุการณ์ยิงยั่วยุของฝ่ายกัมพูชา โดยบิดเบือนอ้างว่าฝ่ายไทยโจมตีไปยังฐานทหารกัมพูชา จากนั้นสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ยังได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อขยายผลเหตุการณ์ดังกล่าว

• 13.30 น. พื้นที่ช่องอานม้าไม่ปรากฏการยิงเพิ่มเติม ทั้งสองฝ่ายตรึงกำลังประจำแนว

ซึ่งกองกำลังสุรนารี เคยให้แนวทางไว้กับทหารหน้าแนว กรณีถูกคุกคามด้วยอาวุธ แต่กรณีของเมื่อวาน ยืนยันฝ่ายเราไม่ได้มีการตอบโต้ เพราะหน่วยพิจารณาดูแล้ว ว่าเป็นการยั่วยุ สร้างสถานการณ์ เพื่อบันทึกภาพ

โฆษกกองทัพบกกล่าวว่า กรณีดังกล่าวเมื่อพิจารณาประมวลลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างถี่ถ้วนแล้ว พบว่ามีลักษณะ “การทำงานที่ดูมีความประสานสอดคล้องกันจนผิดธรรมชาติ”ต่างจากทุกๆ เหตุการณ์ที่ผ่านๆ มา

ชี้ให้เห็นถึงการเตรียมการวางแผนล่วงหน้า เริ่มจาก “การยั่วยุด้วยอาวุธ” ที่มุ่งหวังบันทึกภาพ และบิดเบือนว่าฝ่ายไทยเข้าโจมตีละเมิดข้อตกลงหยุดยิง สอดรับกับการนัดหมายให้คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) กัมพูชาเข้ามาเฝ้าติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ และปิดท้ายด้วยการแถลงชี้แจงเพื่อกล่าวหาฝ่ายไทย โดยทางการฝ่ายกัมพูชา พร้อมสร้างภาพว่าเป็นผู้ถูกกระทำต่อสังคมโลก ซึ่งทั้งหมดก็เป็นเพียง “เป้าหมายของการโฆษณาชวนเชื่อ“ เท่านั้น

ในความเป็นจริงคือ ฝ่ายกัมพูชาจงใจวางแผนสร้างเรื่อง ใช้อาวุธยิงเข้ามาในเขตไทย ยั่วยุหวังให้ไทยโจมตี พร้อมนัดหมาย IOT เข้ามาในพื้นที่ และเตรียมสร้างหลักฐานเท็จว่าฝ่ายไทยเป็นผู้ละเมิดมาตรการหยุดยิง ควบคู่กับการแถลงการณ์และรายงานกล่าวหาไทย ในลักษณะกล่าวหาบิดเบือนต่อสังคมโลก อันเป็นวิธีการที่ขาดความจริงใจและสะท้อนเจตนาที่ต้องการเพิ่มเติมความขัดแย้งให้มากขึ้น

โฆษกกองทัพบกย้ำว่า การละเมิดหยุดยิงที่ร้ายแรงอย่างกรณี การลักลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งละเมิดอนุสัญญาฯ เป็นการใช้อาวุธแบบซ้อนรูป ขัดต่อหลักมนุษยธรรมอย่างรุนแรง ควรจะเป็นประเด็นหลักที่คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ต้องให้ความสำคัญตรวจสอบอย่างจริงจังด้วย เพราะเป็นเรื่องหลักที่มีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ในระยะหลังสังคมจะเห็นเพียงภาพ คณะฯ IOT ฝั่งกัมพูชาเหมือนจะลงสังเกตการณ์เฉพาะ ในพื้นที่ตามที่ฝ่ายกัมพูชาชี้ให้เพื่อเป็นองค์ประกอบสนับสนุนการสื่อสารให้กัมพูชาเป็นหลัก ดังเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ซึ่งมีหลายฝ่ายมองว่าเป็นการจัดฉากขึ้นมาอย่างเป็นระบบชัดเจน

🔺 กองทัพบกโต้กลับ ผอ.CMAC กล่าวหา “ไทยยิงปืนใหญ่ใส่กัมพูชาก่อน” ยันเป็นเพียงการจัดฉากซ้ำ และบิดเบือนข้อมูล เพื่อสร้างภาพให้สังคมโลกเข้าใจผิดว่าไทยเป็นผู้รุกราน

จากกรณีที่ นาย เฮง รัตนา ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติกัมพูชา (CMAC) ได้โพสต์ข้อความกล่าวอ้างว่า

“เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 68 เวลา 11.52 น. ทหารไทย ยิงปืนใหญ่ เข้ามาในดินแดนกัมพูชาและใส่กองกำลังของกัมพูชา โดยกัมพูชาไม่ได้ยิงตอบโต้เลย ยืนยันว่าเป็นการยิงฝ่ายเดียว จึงถือว่าไทยเป็นฝ่ายยิงก่อนอย่างแน่นอน”

พร้อมโพสต์รูปหลุมระเบิดเก่าที่เคยใช้บิดเบือนกล่าวหาไทยไปแล้วเมื่อวันที่ 26 ก.ค. 68 โดยเคยกล่าวหาว่าไทยใช้กระสุนควันที่บรรจุสารพิษ WP (White Phosphorus) และกระสุนที่บรรจุสะเก็ดระเบิด

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาชี้แจงว่า การกล่าวอ้างของ ผอ. CMAC เป็นหนึ่งในประเด็นโฆษณาชวนเชื่อ ที่ฝ่ายกัมพูชาได้มีการวางแผนการจัดฉากอย่างเป็นระบบ โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 27 ก.ย. 68 ที่ผ่านมา ชัดเจนว่าเป็นฝ่ายกัมพูชาที่วางแผนยิงเข้ามายังฝั่งไทย พยายามยั่วยุให้ไทยตอบโต้ พร้อมออกแถลงการณ์บิดเบือนในทุกช่องทาง

ในขณะเดียวกัน ฝ่ายกัมพูชาก็วางแผนให้คณะ IOT กัมพูชา ลงพื้นที่หลังเกิดเหตุทันทีหลังการยิงยั่วยุ รวมถึงการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องของ IOT กัมพูชาในวันนี้ ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดก็เพื่อสร้างหลักฐานเท็จกล่าวหาไทย ให้สังคมโลกมองว่าไทยเป็นผู้รุกราน ส่วนกัมพูชาเป็นเหยื่อผู้ถูกกระทำ

ยิ่งไปกว่านั้น หากพิจารณารูปหลุมระเบิดเก่าต่าง ๆ ที่ ผอ. CMAC ได้นำมาเผยแพร่ ก็จะพบว่าลักษณะของหลุมระเบิดและสภาพแวดล้อมโดยรอบ ไม่ใกล้เคียงกับหลุมระเบิดจริงอย่างที่ควรเป็น ทั้งขนาดของ หลุม และรัศมีการกระจายตัวของระเบิด ล้วนไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทั้งสิ้น

โฆษกกองทัพบกยังกล่าวอีกว่า การยั่วยุและการบิดเบือนข่าวสารของกัมพูชาในครั้งนี้ ฝ่ายไทยได้ดำเนินการประท้วงไปยังคณะ IOT ประเทศไทยแล้ว สำหรับหน่วยทหารในพื้นที่ยังคงเตรียมพร้อมและเฝ้าระวังสถานการณ์รอบด้าน โดยเฉพาะการเข้ามายั่วยุสร้างสถานการณ์ของฝ่ายกัมพูชา เพื่อหวังผลในการโฆษณาชวนเชื่อต่อสังคมโลก

#truthfromthailand

#CambodiaOpenedFire

#ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด

🔻Incident Report on the Thai-Cambodian Border Clashes

28 September 2025

According to reports from the Royal Thai Army, the 1st Army Area, and the 2nd Army Area, the situation along the Thai-Cambodian border can be summarized as follows:

🔺 Daily Situation Report of the 2nd Army Area, Royal Thai Army

Movements of Cambodian troops along the border continue to be detected. Recently, reconnaissance drone flights were observed as follows:

• 2 drones in the Chong Ahn Ma area

• 1 drone in the Phu Makua area

At present, both sides remain stationed in their respective positions. Thai forces continue to man observation posts, monitor adversary movements, and maintain readiness to respond accordingly.

🔷 On 27 September 2025, H.E. Mr. Sihasak Phuangketkeow, Minister of Foreign Affairs of the Kingdom of Thailand, in his capacity as Head of the Thai Delegation, delivered a statement at the 80th Session of the United Nations General Assembly.

He reaffirmed Thailand’s role as a supporter of multilateralism, a peacekeeper, and a defender of sovereignty and territorial integrity.

Excerpt from the Statement:

“…Mr. President, distinguished delegates,

Thailand is determined to fulfill its role as a peacekeeper. Our personnel continue to serve in regions across the world, assisting and rebuilding lives torn apart by conflict.

We are proud that Thailand has cleared more than 99% of mine-contaminated areas under the Anti-Personnel Mine Ban Convention, returning safe land to communities so that people can rebuild their lives.

But protecting our people is only part of the mission. We must also face borderless challenges—mass displacement, natural disasters, and cybercrime—which require international cooperation.

For decades, Thailand has provided shelter to displaced persons from Myanmar and continues to allow them to work and live with dignity. This demonstrates our humanitarian commitment and pursuit of tangible solutions.

Regionally, ASEAN is the foundation of peace and stability. Yet challenges persist, especially in Myanmar. Thailand calls for all parties to return to dialogue and pursue lasting peace.

Even with our closest neighbors, disputes may arise. The current situation with Cambodia benefits neither side. Still, we cannot deny that our peace, stability, and prosperity are deeply intertwined—we are family within ASEAN.

It is regrettable that Cambodia continues to present distorted narratives before the world. The real victims are Thai soldiers who have lost their legs from landmines, children whose schools were shelled, and innocent civilians who were under attack.

Since the late 1970s, Thailand has opened its borders to hundreds of thousands of Cambodians fleeing civil war. Later, Thailand played a key role in rebuilding Cambodia after the Paris Peace Agreements, because Cambodia’s peace is in Thailand’s interest. This is how neighbors ought to treat each other.

Today, the ceasefire remains fragile. Cambodian provocations and violations of Thai sovereignty—mobilizing civilians across the border, attacks on Thai troops, and drone surveillance—undermine border stability.

I stress firmly that Thailand has always stood for peace and will pursue every peaceful solution. At the same time, we will not hesitate to defend our sovereignty and territorial integrity with resolve.

Both our countries now face a defining choice: the path of continued confrontation or the path of peace and cooperation. Thailand chooses the path of peace because we believe that the people of both countries deserve no less.

For Thailand, dialogue, trust, and good faith are not just words — they are the way forward. We will continue to uphold these principles in our engagements with partners in ASEAN and beyond, including major powers, in pursuit of sustainable peace and shared prosperity.”

📊 Summary of Affected Persons from the Thai-Cambodian Border Clashes

As of 28 September 2025

1. Civilians

• Direct Fatalities: 14

• Injured: 39

➡️ Total: 53

2. Military Personnel

• Fatalities: 18

• Injured: 274

➡️ Total: 292

🔺 Cambodian Provocation at Chong Ahn Ma

The incident of Cambodian forces firing various weapons into the Chong Ahn Ma area was premeditated—combining armed provocations, the timed arrival of the IOT, and a distorted press statement. This amounted to a staged operation by Cambodia on 27 September 2025.

Major General Winthai Suvaree, Army Spokesperson, stated that Cambodian forces fired multiple types of weapons into Thai territory at Chong Bok, Nam Yuen District, Ubon Ratchathani Province. The timeline is as follows:

• 11:55 hours – Mortar and MG fire detected from Hill 677 (Cambodian side).

• 12:00 hours – Mortar fire from Hill 677 toward Hill 600.

• 11:55-12:07 hours – 40mm grenades and rifles fired at Hill 600.

• 12:10 hours – MG 93 fire (3 bursts of 5 rounds) at Hill 527. Thai forces returned fire.

• 12:16 hours – Rifle fire at Hill 600. Thai forces returned fire.

• 12:23-12:35 hours – 3 unidentified rounds and 11 mortar rounds fired from Chong An Ma (target unknown).

• 13:00 hours – Cambodia notified that its IOT delegation would enter Chong An Ma in the afternoon.

• 13:15 hours – Cambodian MoD Spokesperson Major General Maly Socheata issued a distorted statement blaming Thailand, followed by amplification by Senate President Hun Sen on Facebook.

• 13:30 hours – No further fire observed; both sides maintained positions.

Major General Winthai stressed that the sequence of events reflected unnatural coordination—provocation, synchronized IOT arrival, and immediate propaganda, showing clear premeditation. He also highlighted that Cambodia’s use of anti-personnel landmines, in violation of the Ottawa Convention, is a grave breach of humanitarian law that IOT must prioritize investigating.

🔺 Army’s Rebuttal of CMAC Allegations

Mr. Heng Ratana, Director of CMAC, alleged that Thailand fired artillery first on 27 September 2025 and circulated photos of old shell craters—images previously used in July to accuse Thailand of deploying WP and cluster munitions.

Major General Winthai rejected these claims, stating they were part of a planned propaganda operation: Cambodia deliberately provoked hostilities, staged IOT visits, and fabricated evidence to frame Thailand as the aggressor.

He pointed out that the craters shown were inconsistent with actual artillery impacts in size and fragmentation patterns. He confirmed Thailand had lodged a protest through the Thai IOT and maintained readiness to prevent further provocations.


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar