ตามคำสัมภาษณ์ กระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย, กองทัพบก, กองทัพเรือ, กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปเหตุการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ดังนี้:
สถานการณ์ประจำวันกองทัพภาคที่ 2
สถานการณ์โดยรวม ฝ่ายกัมพูชาได้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอีกครั้ง โดยในวันนี้ เมื่อเวลา 13.22 นาฬิกา ทหารกัมพูชาจำนวน 4 นาย ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ภูผี ได้เข้ามาเกาะแนวรั้วลวดหนามบริเวณตรงข้ามฐานป่ามัน ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ จากนั้นได้ใช้อาวุธปืนเล็กยาวยิงจำนวน 3 นัด ซึ่งคาดว่า เป็นการยิงเพื่อตรวจสอบปฏิกิริยาของฝ่ายไทย ทั้งนี้ ฝ่ายไทยมิได้มีการตอบโต้กลับ และไม่มีความสูญเสียใด ๆ เกิดขึ้นแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวของฝ่ายกัมพูชาถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการขาดความจริงใจของกองทัพกัมพูชาในการปฏิบัติตามพันธกรณี ที่ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันลงนามไว้ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) และการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) มีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชา โดยตรวจพบโดรนบริเวณพื้นที่ซำแต 1 ลำ ปัจจุบันกองกำลังทั้ง 2 ฝ่าย ยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง ฝ่ายไทยจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจตามเหตุการณ์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม และเตรียมความพร้อม ในการปฏิบัติตอบโต้ตามสถานการณ์
“โฆษกกระทรวงกลาโหม” ยันไทยพร้อมดำเนินการตามกฎหมายหากกัมพูชารุกล้ำแดนไทย ยังไม่ถึงขั้นใช้ยาแรง เน้นใช้มาตรการเบาไปหาหนัก ชี้ IOT กัมพูชาลงพื้นที่เร็ว เป็นเหตุบังเอิญมากกว่า
เมื่อวันที่ 23 ก.ย.68 พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีวันที่ 10 ต.ค.68 นี้จะเป็นวันสุดท้าย ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย ส่งแผนอพยพประชาชนออกนอกพื้นที่ตลอดแนวจังหวัดสระแก้ว ซึ่งหากฝั่งกัมพูชาดื้อดึงจะมีการดำเนินการอย่างไรบ้าง ทางโฆษกกระทรวงกลาโหมระบุว่า เรื่องนี้ให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ดำเนินการตามกฎหมายของรัฐบาลไทย หากมีการรุกล้ำอธิปไตยไทยก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายคนเข้าเมือง ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะต้องผลักดันคนกัมพูชาออกไป ซึ่งหากมีการรุกล้ำอธิปไตยก็ต้องดำเนินการจับกุม
พร้อมกล่าวว่า ตามข้อตกลงที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป( GBC )ที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้คณะกรรมาธิการ ชายแดนส่วนภูมิภาค( RBC ) ในพื้นที่ได้ไปหารือระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งสองฝ่าย ซึ่งผู้ว่าราชการจังหว้ด ทั้งสองจังหวัดอยู่ระหว่างการพูดคุยกันอยู่ ซึ่งยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกัน ต้องปล่อยให้ระดับพื้นที่พูดคุยกัน
ส่วนหากพูดคุยไม่ลงตัว และฝ่ายไทยจับกุมชาวกัมพูชาจะมีผลอะไรหรือไม่ พลเรือตรี สุรสันต์ ระบุว่าหากเป็นการรุกล้ำอธิปไตยก็มีกฎหมายบังคับใช้ในข้อหารุกล้ำอธิปไตยของไทย ซึ่งไทยสามารถดำเนินการตามกฎหมายได้เลย โดยหากยังมีการรุกล้ำอยู่เหมือนเดิมก็ต้องดำเนินมาตรการจากเบาไปหาหนัก โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหารในพื้นที่ดูแลเรื่องของบูรณภาพแห่งดินแดน เชื่อว่าเรื่องนี้ไม่น่าเป็นห่วง
ส่วนกรณีที่ฝั่งกัมพูชาอาศัยพาคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวหรือ IOT ลงพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วถึงสามครั้งแล้ว ถือเป็นการมากดดันไทยหรือไม่ พลเรือตรี สุรสันต์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ที่ผ่านมาก็เหมือนเป็นการ ที่มีการกล่าวหาว่าไทยรุกราน ซึ่งไทยก็มีมาตรการในการปฏิบัติอย่างชัดเจนมาโดยตลอด ยืนยันไทยดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอนทั้งตามกฎหมายไทยและกฎหมายสากล
ส่วนกรณีที่คณะ IOT ฝั่งกัมพูชาลงพื้นที่มาเร็วมีการตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการรับลูกกันหรือไม่ พลเรือตรีสุรสันต์ มองว่า การปฏิบัติของ IOT ต้องได้รับการยินยอมจากผู้แทนสมาชิกอาเซียน ที่อยู่ในคณะ IOT ต้องมีการวางแผนคงสามารถจัดตั้งได้อย่างทันที เพราะฉะนั้น มองว่า เป็นช่วงจังหวะดังกล่าวที่มาเจอกันพอดีมากกว่า แต่ทั้งนี้ฝั่งประธานคณะ IOT ฝ่ายไทย ซึ่งเป็นผู้แทนจากมาเลเซีย ได้พูดถึงไทยเป็นอย่างดี ที่ไทยมีความชัดเจน และความยุติธรรมเกี่ยวกับขั้นตอนการปฏิบัติอยู่แล้ว ซึ่งเรื่องดังกล่าวมองว่า เป็นเรื่องของความบังเอิญมากกว่าที่มาเจอในจังหวะเดียวกัน
พร้อมบอกว่า ความจริงใจของฝั่งกัมพูชาในการสร้างสถานการณ์ต่าง ๆ เห็นอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งต้องดูกันต่อไปว่า ระดับผู้บังคับบัญชาของกัมพูชาสามารถควบคุมคนของตัวเองที่อยู่ในระดับล่างได้หรือไม่ ซึ่งไทยต้องการดูความจริงใจ เพราะเรื่องชายแดนไทย ได้พูดคุยกับกัมพูชาทั้งในระดับ GBC และผู้แทนแล้ว ซึ่งต้องดูว่า ฝั่งกัมพูชามีความจริงใจมากน้อยแค่ไหนในระดับสั่งการ และควบคุมคนของตนเองได้มากน้อยแค่ไหน
พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า ในท้ายที่สุดแล้วเราคงต้องอยู่ร่วมกันให้ได้ แต่อยู่ที่ว่าจะอยู่ร่วมกันด้วยวิธีใดแต่ถ้าเป็นเรื่องของการรุกล้ำอธิปไตยเรื่องนี้ไทยไม่ยอมแน่นอน แต่ถ้าเป็นความพยายามในการสร้างกระแส หรือยั่วยุต่าง ๆ เราต้องอยู่ในความอดทนอดกลั้น แต่ถ้ามีการละเมิดกฎหมายของไทยก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนมีโอกาสจะใช้ยาแรงหรือไม่ มองว่า ไทยพยายามรักษาสภาพให้เป็นไปตามข้อตกลง ให้พูดคุยกันได้ก่อน และใช้กฎหมายดำเนินการตามหลักสากลให้ได้ รวมไปถึงใช้ประชาคมโลกกดดันฝ่ายกัมพูชาให้ปฏิบัติตาม
“โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย” ยัน “กัมพูชา” ลงนามเอกสารรับรองหลักเขตพื้นที่ ‘หนองหญ้าแก้ว’ แล้ว อยู่ในอธิปไตยไทย พร้อมระบุ รั้วลวดหนามไม่ใช่เส้นเขตแดน
วันที่ 23 ก.ย.68 พลตรี วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยถึงกรณี หลักเขตแดนที่ 42 ตั้งอยู่ที่ บ้านหนองหญ้าแก้ว ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว และ หลักเขตแดนที่ 43 ตั้งอยู่ที่บ้านโนนหมากมุ่น ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ว่าจริงๆ เอกสารที่เปิดไปเมื่อวานนี้ (22 ก.ย.68 ) ได้รับมาจากกรมแผนที่ทหาร ซึ่งเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่ลงนามร่วมกันระหว่างหัวหน้าชุดตรวจหลักเขตไทย-กัมพูชา โดยมี พล.ท.ชาคร บุญภักดี เจ้ากรมแผนที่ทหารในปัจจุบัน ในขณะนั้นดำรงยศพันเอกในฐานะผู้อำนวยการกองแผน และโครงการกรมแผนที่ทหาร(ฝ่ายไทย) และ นายลาย เซียงลี ปลัดกระทรวงกิจการชายแดนกัมพูชา โดยเอกสารดังกล่าวลงนามร่วมเมื่อปี 2559 และมีการสำรวจร่วมกันในปี 2549 และเสร็จจริงๆ ใน 74 หลัก ในปี 2550 ซึ่งเอกสารฉบับดังกล่าวถูกนำเสนอในการประชุม JBC แต่ก็ไม่เคยถูกนำเข้าไปอยู่ในวาระ และเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.68 ที่ผ่านมา ฝ่ายไทยได้แนบเอกสารนี้เข้าไป และทั้งสองฝ่ายมีการลงนามรับรองเอกสาร
เมื่อถามว่า หากฝั่งกัมพูชาไม่ยอมรับจะส่งผลอะไรหรือไม่ พล.ต.วิทัย กล่าวว่า “ไม่มีผล เพราะเอกสารก็คือ เอกสาร ในเมื่อเอกสารเข้าที่ประชุมแล้ว เขายอมรับแล้ว แต่ก็ต้องเรียนให้สื่อมวลชนได้ทราบว่า เป็นการรับรองหลักเขต ตามที่ MOU 2543 ได้กำหนดชัดเจนแล้วว่า จากหลักเขตที่ 41 42 43 และ 44 จะใช้เส้นตรงจากกึ่งกลางของหลักเขต
พลตรี วิทัย กล่าวต่อว่า ในส่วนของหลักเขตที่ยังตกลงกันไม่ได้อย่างเช่น หลักเขตที่ 42 ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จะมีความแตกต่างที่ 80 เมตร ระหว่างหลักเขตที่ไทยยืนยันกับหลักเขตที่กัมพูชาอ้างว่า เป็นหลักเขตของเขา แต่ส่วนหลักเขต 43 จากการสำรวจล่าสุดว่า ปี 2549 พบว่า หลักเขตล้มอยู่ ตอนแรกหาไม่เจอ แต่พอมาเจอพบว่า ถูกดินกลบอยู่ ซึ่งทั้งไทย และกัมพูชามีการปักเสาชั่วคราว มาร์คจุดเอาไว้ ซึ่งถือว่า เป็นการรับรู้ว่า ตรงนั้นคือหลักเขต 43 การที่กัมพูชาระบุว่า ไม่ได้ยอมรับเรื่องเส้นหลักเขตในการประชุม JBC แต่ก็มีการยอมรับเรื่องหลักเขต และใน MOU 43 ระบุว่า จะลากเส้นหลักเขตเป็นเส้นตรงเท่านั้นนอกจากนี้หลักเขต 42 และ 43 ก็มีภาพถ่ายทางอากาศที่ชัดเจนอยู่แล้ว ยืนยันชัดเจนว่า บ้านหนองหญ้าแก้วอยู่ในดินแดนอธิปไตยของประเทศไทย
กองทัพบกขอความร่วมมือหน่วยงานและประชาชนปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา
จากสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชาในปัจจุบัน ที่ยังคงตรวจพบการปฏิบัติการทางทหารและการละเมิดมาตรการหยุดยิงของฝ่ายกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มกำลัง การลักลอบใช้ทุ่นระเบิด การนำโดรนบินตรวจการณ์ รวมถึงการดำเนินการในลักษณะยั่วยุอย่างต่อเนื่อง
เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยทหารในพื้นที่เป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ กองทัพบกจึงขอความร่วมมือจากประชาชนและหน่วยงานทุกภาคส่วน ปฏิบัติตามแนวทางดังต่อไปนี้
1. การมอบสิ่งของและเยี่ยมกำลังพล
ให้ประชาชนที่มีความประสงค์จะมอบสิ่งของหรือเข้าเยี่ยมกำลังพล ให้ประสานงานกับหน่วยที่รับผิดชอบล่วงหน้า และดำเนินการเฉพาะในพื้นที่ที่หน่วยทหารกำหนดไว้เท่านั้น
2. การเดินทางเข้าพื้นที่ที่ตั้งหน่วยทหารตามแนวชายแดน
กองทัพบกไม่อนุญาตให้ประชาชนหรือบุคคลจากหน่วยงานภายนอกกองทัพบกเข้าไปประกอบกิจกรรมใด ๆ ในบริเวณแนวการวางกำลังของหน่วยทหาร หากมีความจำเป็นต้องเข้าพื้นที่ จะต้องได้รับการอนุมัติจากศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกก่อนเท่านั้น
3. การเผยแพร่ข้อมูลและภาพถ่ายการปฏิบัติการทางทหาร
ขอความร่วมมือประชาชนและองค์กรต่าง ๆ งดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลหรือภาพถ่ายที่อาจบ่งชี้ถึงการปฏิบัติการทางทหาร เช่น แผนที่ที่แสดงการวางกำลัง ภูมิประเทศสำคัญในพื้นที่ หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติของหน่วยทหาร
ทั้งนี้ กองทัพบกขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุน และด้วยความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน จะเป็นพลังสำคัญในการเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้แก่กองทัพบก ในการปฏิบัติภารกิจพิทักษ์ปกป้องอธิปไตยของชาติ ให้เป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด
โฆษกกองทัพบก ชี้แจงกองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบทหารกัมพูชายิงปืนเล็กยั่วยุเข้ามาในพื้นที่ฝ่ายไทย ปัจจุบันยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
วันนี้ (23 ก.ย.68) กองทัพบกได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 เมื่อเวลาประมาณ 13.22 นาฬิกา ตรวจพบทหารกัมพูชาทำการยิงปืนเล็กยาว จำนวน 3 นัด เข้ามายังแนวลวดหนามป้องกันตนเองของฝ่ายไทย ในพื้นที่ ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ทั้งนี้คาดว่าเป็นการยิง เพื่อยิงทดสอบปฏิกิริยาการโต้ตอบของฝ่ายไทย ทั้งนี้ฝ่ายไทยไม่ได้มีการยิงโต้ตอบ และยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
สรุปสถานการณ์ผู้ได้รับผลกระทบ (ยอดสะสมถึงวันที่ 23 กันยายน 2568)
1. พลเรือน
• เสียชีวิตทางตรง: 14 ราย
• บาดเจ็บ: 39 ราย
รวมทั้งสิ้น: 53 ราย
2. ทหาร
• เสียชีวิต: 18 นาย
• บาดเจ็บ: 274 นาย
รวมทั้งสิ้น: 292 นาย
รองโฆษกกองทัพเรือ ชี้ บ่อนกาสิโนท่าเส้น กัมพูชาสร้างล้ำเองต้องรื้อเอง ถ้าดื้อดึงไทยยกระดับแน่นอน
วันที่ 23 ก.ย. 68 พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ รองโฆษกกองทัพเรือ ให้สัมภาษณ์ประเด็นบ่อนกาสิโนกัมพูชาที่รุกล้ำพื้นที่ดินแดนประเทศไทยว่า กาสิโนที่เป็นประเด็นอยู่ เป็นอาคารสิ่งปลูกสร้างบริเวณด่านท่าเส้น อ.เมือง จ.ตราด ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้บัญชาการทหารเรือได้ให้ข้อมูลไปแล้วว่า จะต้องดำเนินการตามกติกากฎหมายระหว่างประเทศ คือมีการประท้วงไป ตั้งแต่ตรวจพบว่ากัมพูชาสร้างอาคารอยู่ในพื้นที่ที่เราอ้างสิทธิ์ทับซ้อน
จากการตรวจสอบอาคารที่สร้างปัจจุบันยังไม่มีการใช้งาน และไม่มีผู้อยู่อาศัย ซึ่งเจตนารมย์ของฝ่ายไทยคือ การผลักดันให้ฝ่ายตรงข้ามที่รุกล้ำเข้ามายังเขตแดนอธิปไตยของไทยในพื้นที่อ้างสิทธิ์ให้ออกไปจากพื้นที่ทั้งหมด โดยขณะนี้ทั้ง 17จุด และกาสิโน ไม่ปรากฏว่ามีการเข้าใช้ประโยชน์ ทั้งฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน
ส่วนการดำเนินการหลังจากนี้ เนื่องจากเป็นพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อน เราจะดำเนินการจากเบาไปหาหนัก เริ่มจากการเจรจารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างไม่ใช่แค่กาสิโน แต่รวมไปถึงคูเลต และฐานปฏิบัติการของฝั่งตรงข้ามทั้งหมด จะต้องปรับพื้นที่ให้อยู่ในสภาพเดิม ซึ่งจากการพูดคุยท่าทีของฝั่งกัมพูชาก็มีการตอบรับในขั้นต้น ก็เข้าใจว่าตามระบบของกัมพูชาจะต้องดำเนินการตั้งแต่ทหารระดับพื้นที่รายงานไปตามชั้นภูมิภาค ก่อนจะรายงานกลับไปที่พนมเปญ
ซึ่งวันนี้ทางกองทัพเรือ และกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีตราดก็ได้ติดตามทวงถามอย่างใกล้ชิดว่าฝั่งกัมพูชาจะมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างไรบ้าง แต่ยอมรับว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีกำหนดระยะเวลา ว่าจะต้องทำการรื้อถอนและผลักดันให้กลับไปสู่สภาพเดิมเมื่อไหร่ซึ่งทางฝั่งไทยไม่อยากพูดคำว่ากดดัน แต่จะใช้ช่องทางเจรจาดำเนินการให้เป็นไปตามกติกา
เมื่อถามว่าฝั่งไทยมีโอกาสจะทุบสิ่งปลูกสร้างที่กัมพูชารุกล้ำได้หรือไม่ พล.ร.ต.ปารัช บอกว่า ฝั่งกัมพูชาเป็นผู้ดำเนินการสร้างก็ต้องเป็นฝ่ายรื้อถอน และปรับให้อยู่ในสภาพเดิม เนื่องจากพื้นที่นั้นเป็นอธิปไตยของไทย แต่ถ้ายังดื้อดึงไม่ยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างตามที่พูดคุยตกลงกันไว้ไทยก็อาจจะมีการยกระดับต่อไป
Incident Report on the Thai-Cambodian Border Clashes
23 September 2025
According to interviews given by the Ministry of Defence, the Royal Thai Armed Forces Headquarters, the Royal Thai Army, the Royal Thai Navy, the 1st Army Area, and the 2nd Army Area of the Royal Thai Army, the situation along the Thai-Cambodian border can be summarized as follows:
Daily Situation of the 2nd Army Area, Royal Thai Army
Overall, the Cambodian side violated the ceasefire arrangement once again. Today (23 September 2025), the Royal Thai Army received a report from the 2nd Army Area that at approximately 1:20 p.m., Cambodian soldiers were detected firing 3 rounds of small arms toward the Thai defensive barbed wire perimeter in Sao Thong Chai Sub-district, Kantharalak District, Sisaket Province. It is believed to be a test firing aimed at gauging Thai responsive reactions. Thai forces did not return fire and continue to monitor the situation closely. Nevertheless, this action constitutes a clear violation of the ceasefire arrangement, reflecting the Cambodian Army’s lack of sincerity in upholding commitments jointly signed in the General Border Committee (GBC) and Regional Border Committee (RBC) meetings. Additionally, one Cambodian drone was detected in the Sam Tae area. At present, both sides remain deployed at their respective strongholds. Thai forces continue manning observation posts to monitor adversary movements and stand ready to respond as the situation requires.
“Ministry of Defence Spokesperson” affirms Thailand ready to act under law if Cambodia encroaches upon Thai territory — escalation not warranted yet; stresses graduated measures, notes quick IOT entry more coincidental than deliberate
On 23 September 2025, Rear Admiral Surasant Kongsiri, Spokesperson of the Ministry of Defence, addressed questions regarding 10 October 2025 being the deadline for the Governor of Banteay Meanchey Province to present an evacuation plan for residents from areas encroaching into Sa Kaeo Province. Asked how Thailand would respond should Cambodia refuse, the spokesperson stated that local authorities will enforce Thai law. Any violation of Thai sovereignty will be prosecuted under immigration law, with police mandated to push Cambodian nationals back. Should sovereignty be infringed, arrests will be carried out.
He added that, under the GBC framework, the task was delegated to the RBC for discussions between provincial governors of both sides, which remain ongoing with differing views at present. If consensus cannot be reached and Cambodians are detained, Thailand will simply enforce the law on sovereignty violations. Measures will be scaled from light to heavy, with police and military safeguarding territorial integrity. He emphasized that this issue should not be a major concern.
On Cambodian use of Interim Observer Team (IOT), having entered Ban Nong Ya Kaeo three times, he said it was not aimed at pressuring Thailand but rather coincidental timing. All IOT operations require ASEAN members’ consent and planning, making instant deployment unlikely. The Malaysian representative, who chairs the Thai side of the IOT, had spoken positively of Thailand’s transparent and lawful conduct. He concluded that Cambodia’s sincerity remains in question, as recurring provocations suggest gaps in top-down control.
Rear Admiral Surasant underlined that while Thailand and Cambodia must coexist, Thailand will not tolerate sovereignty encroachments. Provocations will be met with patience, but violations of Thai law will be prosecuted. He stressed Thailand’s preference for dialogue under existing agreements, lawful measures, and international pressure on Cambodia to comply.
“RTARF Spokesperson” affirms Cambodia already signed documents recognizing Nong Ya Kaeo as Thai territory; clarifies barbed-wire fence is not the border line
On 23 September 2025, Major General Vithai Laithomya, Spokesperson of the Royal Thai Armed Forces Headquarters, explained that Border Pillar 42 at Ban Nong Ya Kaeo, Khok Sung Subdistrict, Khok Sung District, Sa Kaeo Province, and Border Pillar 43 at Ban Non Mak Mun, Khok Sung Subdistrict, are covered under joint documents signed by both sides. These documents, sourced from the Royal Thai Survey Department, bear the signatures of then-Colonel Chakorn Boonphakdee (now Lieutenant General, Director of the Royal Thai Survey Department) and Mr. Lay Xiang Li, Permanent Secretary of Cambodia’s Ministry of Border Affairs. The surveys began in 2006, were completed in 2007, and the document was signed in 2016. On 14 June 2025, the documents were officially annexed and both sides signed acknowledgment.
Asked if Cambodia’s rejection carried weight, Major General Vithai said, “It has no effect. Once the documents were accepted into the meeting, they were acknowledged. According to the 2000 MOU, border lines from Pillars 41-44 are to be drawn straight between pillars.” He noted differences at Pillar 42 near Nong Ya Kaeo (about 80 meters discrepancy), but confirmed Pillar 43 was rediscovered in 2006 after being buried. Both sides placed a temporary pole marking it. He stressed that aerial photographs clearly show Ban Nong Ya Kaeo is inside Thai sovereign territory.
Royal Thai Army urges cooperation with security measures in Thai-Cambodian border areas
Given ongoing Cambodian military activities and ceasefire violations — including troop build-ups, illegal use of landmines, drone surveillance, and provocations — the Royal Thai Army requests cooperation:
1. Donations & Visits: Civilians wishing to donate goods or visit troops must coordinate with responsible units in advance and do so only at designated areas.
2. Entering Deployment Zones: The Army does not permit civilians or external agencies to conduct activities in troop deployment areas. Any exceptions require prior approval from Army Operations Center.
3. Dissemination of Military Information: Civilians and organizations are asked not to publish sensitive data (e.g., troop layouts, maps, or operational imagery) that could compromise military operations.
The Royal Thai Army expressed gratitude for public support, noting such cooperation boosts morale and enhances mission effectiveness in safeguarding national sovereignty.
Army Spokesperson clarifies 2nd Army Area of the Royal Thai Army observed Cambodian soldiers firing small arms provocatively into Thai territory; situation under close monitoring
On 23 September 2025, the Royal Thai Army reported that at approximately 1:20 p.m., Cambodian soldiers fired 3 rounds from small arms into Thailand’s defensive barbed-wire line in Sa Thong Chai Subdistrict, Kantharalak District, Si Sa Ket Province. The Thai side did not return fire and continues to monitor closely.
Summary of Affected Persons from the Thai-Cambodian Border Clashes
As of 23 September 2025
1. Civilians
• Direct Fatalities: 14
• Injured: 39
Total: 53
2. Military Personnel
• Fatalities: 18
• Injured: 274
Total: 292
Deputy Spokesperson of the Royal Thai Navy stresses: “Tha Sen Casino built by Cambodia must be demolished by Cambodia itself; if defiant, Thailand will escalate”
On 23 September 2025, Rear Admiral Parat Rattanachaiphan, Deputy Spokesperson of the Royal Thai Navy, gave an interview regarding the Cambodian casino encroaching upon Thai territory at Tha Sen Checkpoint, Mueang District, Trat Province. He recalled that the Commander-in-Chief of the Royal Thai Navy had already stated that this issue must be handled in accordance with international law. A formal protest was lodged since the discovery that Cambodia had constructed the building in an overlapping claim area under Thai sovereignty.
Upon inspection, the casino structure remains unused and uninhabited. The Thai side’s intention is clear: to ensure all Cambodian encroachments into Thailand’s claimed territory are removed entirely. At present, neither the casino nor the other 17 identified encroachment sites show any signs of civilian or military use.
As for the next steps, given that this is an overlapping claim area, Thailand will proceed with a graduated approach — starting with negotiations for demolition of all unauthorized structures, not only the casino but also bunkers and Cambodian operational posts, with the aim of restoring the area to its original condition. Initial talks indicate Cambodia has responded in principle, but under Cambodian administrative practice, local military reports must pass through regional levels before reaching Phnom Penh.
Today, the Royal Thai Navy and the Chanthaburi-Trat Border Defense Command continue to closely monitor Cambodia’s response. While no timeline has been set for demolition and restoration, Thailand has emphasized negotiation channels rather than the language of “pressure.”
When asked whether Thailand might demolish the encroaching buildings itself, Rear Admiral Parat clarified that Cambodia, as the builder, bears the responsibility to dismantle and restore the land. However, he affirmed that should Cambodia persist in refusing to remove the illegal structures as agreed, Thailand will be compelled to escalate accordingly.