[English version below ![]()
![]()
]
ตามรายงานจากศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปเหตุการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ดังนี้:
สถานการณ์โดยรวม
ตรวจพบความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชา ในบางพื้นที่พบการยั่วยุ และเจตนาก่อกวน ด้วยการพูดคุยเสียงดัง หรือร้องตะโกนกล่าวหาว่าฝ่ายไทยพยายามจะรุกล้ำเข้าพื้นที่ “หากเข้ามาระวังเหยียบกับระเบิด” ตรวจพบโดรน 5 ลำ พบรถบรรทุก และรถยนต์หลายคันวิ่งเข้ามาในบางพื้นที่ ปัจจุบันกองกำลังทั้ง 2 ฝ่าย ยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง ฝ่ายไทยจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจตามเหตุการณ์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตอบโต้ตามสถานการณ์
โฆษกกองทัพบก ชี้แจงเมื่อวานนี้ (19ส.ค.68) เกิดเหตุทหารกัมพูชาเข้าขัดขวางการนำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) จาก 8 ประเทศอาเซียน ลงพื้นที่ชายแดนช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี โดยอ้างว่าไทยไม่แจ้งจำนวนผู้ร่วมคณะล่วงหน้า ทั้งที่การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปตามข้อตกลงหยุดยิงภายใต้กลไกจากการประชุม GBC
การกระทำดังกล่าวเป็นการไม่ให้เกียรติคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ทั้งที่กัมพูชาเคยทำเช่นเดียวกันและฝ่ายไทยไม่เคยปฏิบัติไม่เหมาะสมต่อผู้แทนต่างชาติ เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความไม่เข้าใจในเจตนารมณ์ของกระบวนการสันติวิธีในระดับพื้นที่ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง
กองบัญชาการกองทัพไทย โดยกรมข่าวทหาร จัดให้คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) จาก 8 ประเทศ สมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม มาเลเซีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐสิงคโปร์ และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม รวมทั้งสิ้น 14 นาย โดยมี พลจัตวา ซัมซุล ริซัล บิน มูซา (Brigadier General Samsul Rizal bin Musa) ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารมาเลเซีย ประจำกรุงเทพมหานคร เป็นหัวหน้าคณะ และ พลตรี กรรณ บุญชัย รองเจ้ากรมข่าวทหาร เป็นผู้แทนฝ่ายกองทัพไทย ร่วมลงพื้นที่ดำเนินงานตามหลักการและกรอบการดำเนินงานตามที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) สมัยวิสามัญ ได้ตกลงกันไว้ เมื่อ 7 ส.ค.68 (กองทัพภาคที่ 2) ระหว่าง 18–20 ส.ค.68
ในวันนี้( 20 ส.ค.68 )คณะผู้สังเกตการณ์ฯ ได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปและตรวจพื้นที่โรงพยาบาลฯ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการโจมตีด้วยจรวดหลายลำกล้องแบบ BM-21 ตั้งแต่เหตุปะทะ โดยแรงระเบิดทำให้อาคารหลายส่วนเสียหายเกือบทั้งหมด รวมถึงแฟลตที่พักแพทย์ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดหลักการสู้รบ ตามกฎหมายมนุษยธรรมสากลที่ห้ามโจมตีเป้าหมายพลเรือน ต่อมา คณะฯ ได้เดินทางไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะ ณ บ้านโนนมะยาง ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์
โดยก่อนหน้านี้ คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) จาก 8 ประเทศ ได้เข้าตรวจสอบสถานที่ควบคุมเชลยศึก เพื่อยืนยันว่าฝ่ายไทยปฏิบัติต่อเชลยศึกเป็นไปตามหลักสากล และอนุสัญญาเจนีวา ทั้งในด้านอาหาร การรักษาพยาบาล และการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน นอกจากนี้ คณะผู้สังเกตการณ์ยังมีกำหนดเดินทางไปตรวจสอบพื้นที่จุ๊บตะโมก ซึ่งเป็นจุดที่ทหารพรานไทยเหยียบกับระเบิด หลังการเจรจาหยุดยิง ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าฝ่ายกัมพูชายังคงละเมิดข้อตกลงอย่างต่อเนื่อง
สรุปสถานการณ์ผู้ได้รับผลกระทบ (ยอดสะสมถึงวันที่ 20 สิงหาคม 2568)
1. พลเรือน
• เสียชีวิตทางตรง: 14 ราย
• บาดเจ็บ: 39 ราย
รวมทั้งสิ้น: 53 ราย
2. ทหาร
• เสียชีวิต: 17 นาย
• บาดเจ็บ: 269 นาย
รวมทั้งสิ้น: 286นาย
กองทัพเรือโดย ชุดเก็บกู้กวาดล้างที่ 1 หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมกองทัพเรือ (นปท.ทร.) ซึ่งสนับสนุนการปฏิบัติงานเก็บกู้และกวาดล้างทุ่นระเบิดในพื้นที่ภูมะเขือ จังหวัดศรีสะเกษ ตรวจพบหลักฐานสำคัญโทรศัพท์มือถือของฝ่ายกัมพูชา ตกอยู่ในพื้นที่เก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณภูมะเขือ เจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายไทยจึงได้ชาร์จแบตเตอรี่ และเปิดโทรศัพท์เครื่องดังกล่าว พบคลิปการสอนวางทุ่นระเบิด ชนิด PMN-2 ของทหารกัมพูชา และภาพการวางทุ่นระเบิดอีกจำนวนมาก ซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันว่าฝ่ายกัมพูชามีการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในพื้นที่ของฝั่งไทยจริง แสดงให้เห็นว่าฝ่ายกัมพูชาจงใจที่จะละเมิดข้อตกลงในการประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ณ ประเทศมาเลเซีย และละเมิดสนธิสัญญา Ottawa อย่างชัดเจน
โฆษก ศบ.ทก. แถลงในกรณีพื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว
เดิมไทยใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวให้ผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาในปี 2518 ช่วงสงครามล้างเผ่าพันธุ์ โดยมีผู้อพยพหลายแสนคนข้ามแดนเข้ามา ทั้งทางบกและทางเรือ ไทยได้ช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรมและคำร้องขอของ UNHCR ภายหลังสถานการณ์สงครามยุติ ผู้อพยพส่วนใหญ่กลับกัมพูชา แต่บางส่วนยังคงอยู่ในพื้นที่ และได้ขยายชุมชนรุกล้ำเข้ามาในแผ่นดินไทย การรุกล้ำนี้ถือเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 อย่างชัดเจน ฝ่ายไทยได้คัดค้านและประท้วงการกระทำดังกล่าวมาโดยตลอด เพื่อยืนยันสิทธิในดินแดนและรักษาอธิปไตยของประเทศ ดังนี้
1. ตลอดหลายสิบปี ไทยยึดมั่นในบทบาทเพื่อนบ้านที่เป็นมิตร พร้อมแก้ปัญหาผ่านกลไกทวิภาคี เช่น JBC แต่กัมพูชากลับใช้ประชาชนเป็นกำแพงมนุษย์ รุกล้ำเขตแดนไทยและยั่วยุความตึงเครียด
2. ไทยเคยให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้อพยพชาวกัมพูชาหลายแสนคน แต่กัมพูชากลับบิดเบือน นำความช่วยเหลือนี้มาใช้บุกรุกอธิปไตยไทย แสดงเจตนาร้ายชัดเจน
3. การติดตั้งแนวลวดหนามของไทย เป็นสิทธิอันชอบธรรมเพื่อปกป้องความปลอดภัยประชาชน กำลังพล และป้องกันการรุกล้ำ รวมทั้งการลักลอบวางทุ่นระเบิดจากฝ่ายกัมพูชา
กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน เพื่อป้องกันการรับข้อมูลที่คลาดเคลื่อน บิดเบือน หรือข่าวปลอม (Fake news) ขอให้ประชาชนโปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และติดตามข้อมูลจากช่องทางอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นของหน่วยงาน ที่รับผิดชอบโดยตรงต่อสถานการณ์ในพื้นที่ และสามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้อย่างถูกต้อง และทันเวลา