LiDAR เทคโนโลยีเพื่อทางออกแห่งเขตแดนข้อพิพาทไทย – กัมพูชา
เรียบเรียงและรวบรวมโดย : กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์
หนึ่งในข้อสรุปจากการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย - กัมพูชา JBC มีระบุถึงการที่ 2 ฝ่ายเห็นชอบร่วมกันในการนำเทคโนโลยี LiDAR มาใช้ในการจัดทำภาพถ่ายทางอากาศ และให้ปรับปรุงแผนแม่บทว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกเมื่อปี พ.ศ. 2545 โดยให้นำเทคโนโลยี LIDAR มาใช้ในการจัดทำหลักเขตแดน (Demarcate) ซึ่งข้อพิพาทที่ไทยและกัมพูชามีหากนับตาม MOU 43 คือเรื่องของการจัดทำหลักเขตแดนทางบก หรือ (International Boundary Line) เส้นสมมติที่กำหนดขั้นระหว่างรัฐหรือประเทศ เพื่อแสดงว่า ขอบเขตอำนาจรัฐหรืออธิปไตยของรัฐนั้น ได้สิ้นสุดที่เส้นสมมัติ โดยเส้นเขตแดนอาจกำหนดขึ้นโดยอาศัยสภาพทางธรรมชาติ อาจเป็นสิ่งที่มนุษย์ทำขึ้นก็ได้ แต่จะต้องระบุไว้ในเอกสารสัญญา และมีแผนที่ประกอบมีหลักเขตแดนปักไว้บนพื้นที่ภูมิประเทศให้สังเกตได้ชัดเจน
การกำหนดเขตแดน
กรมสนธิสัญญา กระทรวงการต่างประเทศ ได้ระบุ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการคือ การมีประชากรอยู่ถาวร มีดินแดนที่แน่ชัด มีรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ และ มีความสามารถในการก่อนิติสัมพันธ์ แม้จะไม่ได้ระบุถึงการที่รัฐต้องทราบเขตแดนอย่างแน่ชัดทุกแห่งตลอดแนวจึงจะเป็นรัฐได้ แต่ด้วยความไม่แน่ชัดของเส้นเขตแดนจึงทำให้มีปัญหาระหว่างกัน โดยวิธีการกำหนดเขตแดนนั้นทำได้ 2 รูปแบบคือ
1) วิธีทางเรขาคณิต เป็นทางปฏิบัติซึ่งนิยมกันในอดีตซึ่งไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับภูมิประเทศที่แน่ชัด ไม่สามารถส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจภูมิประเทศได้ หากดูจากแผนที่โลกก็จะพบว่ามีการใช้วิธีการนี้ในการกำหนดเขตแดนของรัฐจำนวนมากในทวีปแอฟริกา ทวีปอเมริกา และทวีปเอเชีย โดยการใช้เส้นขนานหรือเส้นรุ้ง (parallels of latitude) การใช้เส้นแวง (meridians of longitude) หรือการใช้เส้นตรงจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง เป็นต้น มีการใช้เส้นขนานหรือเส้นรุ้ง เช่น เขตแดนเกาหลีเหนือ - เกาหลีใต้ / เส้นแวง เช่น เขตแดนอินโดนีเซีย – ปาปัวนิวกินี / เส้นตรง เช่น อิสราเอล - อียิปต์
2) สภาพภูมิประเทศ วิธีการนี้เป็นทางปฏิบัติที่นิยมกันในปัจจุบัน โดยการใช้ภูมิประเทศที่เห็นได้เด่นชัดและเป็นอุปสรรคธรรมชาติ เป็นเขตแดนระหว่างกัน ซึ่งอุปสรรคธรรมชาติที่นิยมใช้กันมากก็คือ ภูเขากับแม่น้ำ โดยภูเขา วิธีการที่นิยมกันมากมีอยู่ 2 วิธีคือ การใช้สันเขา (Crest) หรือยอดเขา กับการใช้สันปันน้ำ (Watershed) คือแนวสันเขาที่แบ่งน้ำให้ไหลลงลาดเขาไปยังลุ่มน้ำ 2 ฟากของแนวเขานั้น ส่วนการใช้แม่น้ำ บางกรณีก็กำหนดให้แม่น้ำทั้งลำน้ำเป็นเขตแดน โดยแม่น้ำอาจเป็นกรรมสิทธิ์รวม (condominium) ของรัฐชายฝั่ง บางกรณีซึ่งรัฐหนึ่งมีกำลังอำนาจเหนือกว่าอีกรัฐหนึ่ง ก็มีการกำหนดให้แม่น้ำเป็นของรัฐนั้นเพียงฝ่ายเดียวบางกรณีก็ใช้เส้นมัธยะ และบางกรณีก็ใช้ร่องน้ำลึกที่สุด
ในส่วนของเกาะในแม่น้ำ ยังไม่มีหลักกฎหมายระหว่างประเทศเกี่ยวกับอธิปไตยเหนือเกาะในแม่น้ำ จึงต้องทำการตกลงกันแบบกรณีต่อกรณีไป นอกจากนี้ หากทางเดินแม่น้ำเขตแดนเปลี่ยนแปลง ก็อาจต้องตกลงกันโดยมีคณะกรรมการร่วมพิจารณาว่า เส้นเขตแดนควรจะเปลี่ยนหรือไม่ โดยหลักการแล้ว ประเทศไทยเคารพพันธกรณีตามสนธิสัญญาที่ได้จัดทำขึ้นในอดีต และยึดถือว่าเส้นเขตแดนระหว่างกันเป็นไปตามที่ได้ปักปันกันไว้แล้ว อย่างไรก็ดี โดยที่เขตแดนส่วนใหญ่เป็นไปตามสันปันน้ำกับร่องน้ำลึกซึ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และแม้จะอาจกล่าวได้ว่ามีการสำรวจและปักปันเขตแดนกันทั้งหมดแล้วในอดีต แต่วิชาการในด้านภูมิศาสตร์ตลอดจนเทคนิคในการสำรวจและการจัดทำแผนที่ในขณะนั้นยังไม่ก้าวหน้าเพียงพอที่จะทำให้ได้เส้นเขตแดนที่แน่ชัดเท่าที่ควร จึงทำให้จำเป็นต้องดำเนินการให้ทราบเขตแดนที่แน่ชัดระหว่างกัน ประเด็นนี้เองจึงถือเป็นโอกาสที่ไทยและกัมพูชาจะได้ใช่เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อหาเขตแดนที่แน่ชัดระหว่างกัน และ LiDAR อาจเป็นทางออกสู่สันติภาพ
อะไรคือ LiDAR
GISTDA เผยแพร่ข้อมูลบนเว็บไซต์เรื่อง “LiDAR เทคโนโลยีแห่งอนาคต” ไว้เมื่อปี 2022 โดยให้ข้อมูลว่า
ไลดาร์ (LiDAR) ย่อมาจาก “Light detection and ranging” เป็นเครื่องมือเพื่อวัดระยะ หรือความสูงของพื้นผิว หลักการทำงานคือการส่งแสงเลเซอร์ไปกระทบวัตถุหรือพื้นผิวต่างๆ ซึ่งระหว่างทางระบบจะทำการคำนวณเวลาในการเดินทางของแสงตั้งแต่ถูกปล่อยออกจากอุปกรณ์จนสะท้อนกลับมาที่ตัวรับสัญญาณ เพื่อวัดระยะโดยมีสูตรในการคำนวณ คือ ระยะทาง = (เวลาที่แสงเดินทาง x ความเร็วของแสง) / 2
LiDAR ถูกพัฒนาขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960 และได้มีการพัฒนาให้มีความละเอียดสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน หลังจากที่มีมีหลักการทำงานที่คล้ายคลึงกันกับเทคโนโลยีโซนาร์ (Sonar) และ เรดาร์ (Radar) แต่ทั้ง 3 เทคโนโลยีแต่จะแตกต่างกันที่พลังงานในการรับส่งข้อมูล LiDAR จะเป็นการใช้คลื่นแสง ส่วน Sonar นั้นใช้คลื่นเสียง และ Radar เป็นการใช้คลื่นวิทยุ ในด้านของการสำรวจ ไลดาร์ประกอบไปด้วยองค์ประกอบที่สำคัญทั้งหมด 3 อย่าง คือ
1) ระบบ Sensor หรือ การวัดระยะทางด้วยเลเซอร์
2) ระบบ GPS หรือ ระบบกำหนดตำแหน่งบนพื้นโลกเพื่อระบุตำแหน่งและความสูงของเครื่องรับสัญญาณ
3) Inertial Measurement Unit (IMU) หรือ เครื่องวัดอาศัยความเฉื่อยที่คอยช่วยในเรื่องการวางตัวของเครื่องบินหรือดาวเทียม โดยทั้ง 3 องค์ประกอบจะทำงานสัมพันธ์กันเพื่อให้ได้มาซึ่งของข้อมูลที่ต้องการ
ข้อมูลที่ได้จะอยู่ในรูปแบบจุด หรือที่เรียกว่า Point Clouds โดยในแต่ละจุดจะประกอบไปด้วยตำแหน่งทางราบและทางดิ่ง (x,y,z) เก็บข้อมูลได้ตั้งแต่วัตถุขนาดเล็กไปจนถึงสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ หรือแม้กระทั่งพื้นที่ต่างๆ บนผิวโลก ด้วยการสำรวจทางอากาศสำหรับสร้างเป็นแบบจำลองเชิงเลข ทั้ง DEM (Digital Elevation Model) และ DSM (Digital Surface Model) ส่วนความแตกต่างนั้นหากจะอธิบายให้เข้าใจโดยง่ายก็คือ DEM เป็นแบบจำลองความสูงเชิงเลขแสดงถึงพื้นผิวหรือลักษณะภูมิประเทศของโลกเท่านั้น ส่วน DSM นั้นเป็นแบบจำลองพื้นผิวเชิงเลขที่จะแสดงลักษณะพื้นผิวของสิ่งปกคลุมดินร่วมด้วย เช่น อาคารสิ่งปลูกสร้าง หรือแม้กระทั่งเรือนยอดของต้นไม้
แบบจำลองความสูงเชิงเลขสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์พื้นผิวได้มากมาย ยกตัวอย่างเช่น การสร้างเส้นชั้นความสูง (Contour Line) พื้นที่การมองเห็น (Viewshed) ความลาดชัน (Slope) การตกกระทบของแสง (Hillshade) การหาปริมาตรในการขุดและถมที่ (Cut and Fill) ข้อมูลเหล่านี้ไม่เพียงแต่นำมาใช้ประโยชน์ในด้านของการสำรวจเท่านั้น แต่ยังสามารถประยุกต์เพื่อหาทำเลที่ตั้งของบ้านพักหรือรีสอร์ทเพื่อให้ได้มุมมองที่ดีที่สุด
ส่วนงานด้านอื่นๆ ที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ก็มีมากมาย เช่น งานด้านภัยพิบัติ, การสำรวจแม่น้ำเพื่อสร้างแบบจำลอง 3 มิติให้ทราบข้อมูลความลึกตื้น หรือการตรวจสอบน้ำท่วม , การสร้างแบบจำลองมลพิษ (Modelling of the pollution) แสดงถึงความหนาแน่นของมลพิษเพื่อนำไปบริหารจัดการเมืองให้ดีขึ้น หรืองานด้านโบราณคดีและการก่อสร้างอาคาร (Archeology and building construction) ที่ไลดาร์จะสามารถเก็บข้อมูลในพื้นที่ที่ยากจะเข้าถึงได้ ข้อมูลโครงสร้างของอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง อาจเป็นการเก็บข้อมูลหรือเพื่อนำมาใช้วางแผนการบูรณะวัตถุและโบราณสถานก็ได้
นอกจากนี้ไลดาร์ถูกนำมาใช้กับเทคโนโลยี เช่น ในยานพาหนะ หุ่นยนต์ทำความสะอาด หรือฟีเจอร์ในสมาร์ทโฟนที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน โดยในด้านยานยนต์อัตโนมัติ (Autonomous vehicles) ไลดาร์ถูกนำมาใช้เพื่อตรวจสอบวัตถุรอบข้างเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ขับขี่ อีกทั้งยังถูกนำมาใช้ในระบบขับขี่ด้วยตนเอง (Self - Driving) รวมไปถึงโลกเสมือนจริง (Metaverse) เทคโนโลยีนี้จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อม 3 มิติเสมือนจริงได้
LiDAR ที่ถูกใช้ในระบบขับขี่ด้วยตัวเอง (RGBSI Blog)
ครั้งแรกที่มีการนำ LiDAR มาใช้งานคือภารกิจบนดวงจันทร์ Apollo 15 เมื่อปี ค.ศ. 1971 เพื่อทำแผนที่ผิวดวงจันทร์ผ่านเลเซอร์ ซึ่งทำให้วงการนักสำรวจตื่นตัวเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการสร้างแผนที่ 3 มิติ โดยการบินผ่านพื้นที่อย่างรวดเร็ว และง่ายดาย ทำให้เก็บข้อมูลสำรวจได้แบบละเอียด แม้จะมีสิ่งบดบังทัศนวิสัยก็ไม่เป็นปัญหา
ไทยเองนำ LiDAR มาใช้ประโยชน์
1. GISTDA เป็นหน่วยงานที่นำ LiDAR เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการปฏิบัติภารกิจ กว่า 10 ปี และได้เริ่มนำมาใช้ข้อมูลจากอุปกรณ์ LiDAR มาใช้ในการทำข้อมูล 3 มิติ กว่า 5 ปีที่ผ่านมา โดยเริ่มตั้งแต่การทดลอง วิจัย และศึกษา พัฒนาต้นแบบจนมาถึงปัจจุบันที่สามารถให้บริการข้อมูล 3 มิติได้แล้ว เช่น
- การบริหารจัดการเมือง มีการสแกนเมือง ซึ่งจะได้เห็นทั้ง ถนน สภาพแวดล้อมที่อยู่รอบข้าง รวมถึงตึกและอาคารต่าง ๆ เพื่อสร้างเป็นแบบจำลองเมือง หรือสร้าง Digital Twins
ในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ
- มีการสร้าง 3D Model เพื่อจำลองสถานการณ์ในการแก้ไขปัญหา หรือว่าพัฒนาระบบคำนวณความคุ้มค่าของการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) มีการใช้งานด้านป่าไม้ การทำแผนที่คาร์บอนเครดิต
- ด้านโบราณคดีมีการใช้อุปกรณ์ LiDAR บนโดรน สำรวจพื้นที่ 50 กิโลเมตรรอบเมืองโบราณศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อสำรวจร่องรอยอารยธรรมเก่าแก่ของพื้นที่ และทำความเข้าใจเกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานของชุมชนโบราณในอดีต เพื่อให้หน่วยงานท้องถิ่นสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปจัดการบริหารพื้นที่ทางโบราณคดีได้อย่างเหมาะสม โดย LiDAR ได้ช่วยให้นักสำรวจเข้าถึงพื้นที่ ที่เข้าถึงยากหรือภูมิประเทศขนาดใหญ่ผ่านการบังคับทางไกลได้ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ป่ารกทึบ หรือพื้นที่เกษตรกรรม
- โครงการการสำรวจทางโบราณคดีโครงการด้วยเทคโนโลยีสำรวจระยะไกล ภายใต้ชื่อ "สุวรรณภูมิ ภูมิอารยธรรม เชื่อมโยงโลก" หรือ เพื่อสนับสนุนการศึกษาทางด้านประวัติศาสตร์และนำมาวิเคราะห์การเชื่อมโยงข้อมูลเชิงพื้นที่ จนนำไปสู่การค้นพบหลักฐานที่สามารถคาดการณ์ถึงความน่าจะเป็นของการตั้งถิ่นฐานหรือเกิดขึ้นของแหล่งโบราณคดี
2. สำนักสำรวจด้านวิศวกรรมและธรณีวิทยา กรมชลประทาน มีการนำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับติดตั้ง LiDAR มาใช้ในการสำรวจทำแผนที่ภูมิประเทศ เช่น โดรนชลพิศ 121 ซึ่งต่อยอดมาจากนวัตกรรม Fast Tracking Mapping และอุปกรณ์หยั่งลึก Multi-Beam Echo Sounder แบบความถี่รายละเอียดสูง
โดรนชลพิศ 121 และ แผนที่3 มิติ (กรมชลประทาน,2566)
3. ในภารกิจการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว ณ ตึก สตง.ที่ถล่ม ก็ใช้ LiDAR ในการวิเคราะห์โครงสร้าง โดยทีมงาน iRAP นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) สร้างแผนที่ 3 มิติของพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อให้หน่วยงานกู้ภัยและนักวิชาการสามารถวิเคราะห์ความเสียหายได้
แผนภาพจำลองโครงสร้างตึก สตง. แบบ 3 มิติ (iRAP x GISTDA)
ในกัมพูชาเอง ก็ใช้ LiDAR ในการค้นพบโบราณสถาน โดยทีมนักโบราณคดี Damian Evans ที่ใช้ LiDAR บนเฮลิคอปเตอร์เพื่อทำแผนที่ขนาด 2,230 ตร.กม. ความแม่นยำสูงมากถึง 150 มิลลิเมตร สามารถที่จะระบุรายละเอียดชองสถาปัตยกรรมที่ถูกฝังอยู่ในดิน และอนุสาวรีย์หิน
อย่างไรก็ตามปัญหาอุปสรรคในการใช้งาน LiDAR คือ ค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง และการหาผู้เชี่ยวชาญในการบิน ซึ่งในปัจจุบันยังมีทักษะจำกัด และก็เห็นได้ชัดว่าภายใต้รายละเอียดดังกล่าว ก็เป็นความท้าทายสำหรับคณะกรรมมาธิการเขตแดนไทย - กัมพูชา (JBC) ด้วยเช่นเดียวกัน ในการแถลงผลการประชุม JBC ของไทย เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 นายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้กล่าวถึงขั้นตอนการทำงานของ JBC ว่ามี 5 ขั้นตอน 2 ระยะ ระยะที่ 1 ขั้นตอนแรก คือการสอบหาหลักเขตที่ปักไว้สมัยรัชกาลที่ 6 ประมาณปี 2462 - 2463 ทั้งหมด 74 หลัก ได้รับความเห็นชอบในปี 2561 ไปแล้ว 45 หลัก ส่วนอีก 29 หลัก ทั้งสองรัฐบาลยังเห็นต่างกัน ขณะที่การทำงานอีกระยะหนึ่ง คือการทำแผนที่จากถ่ายภาพทางอากาศ เนื่องจากกัมพูชาต้องการให้หาหลักเขตเก่าที่ 6 แต่ไทยมองว่าไม่เพียงพอ เพราะต้องการให้ดำเนินการคล้ายกับประเทศมาเลเซีย ให้เห็นเขตแดนที่ชัดเจนขึ้นเพื่อปักหลักเขตแดนเพิ่มเติม จากนั้นเมื่อได้แผนที่จากภาพถ่ายอากาศแล้วทั้งสองฝ่ายต้องมาพูดคุยกันว่าจะเดินสำรวจเพื่อที่จะปักปันเขตแดนในแนวใด หากเห็นพื้นที่ต่างกันก็ต้องเดินสำรวจทั้ง 2 แนวทาง เป็นทำเส้นทางเป็นคู่มือให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงาน จากนั้นเมื่อเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานเห็นพ้องตรงกันในพื้นที่ ก็นำข้อมูลกลับมาประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาเห็นชอบในแผนที่ฉบับใหม่ โดยไม่ต้องใช้แผนที่เดิมจากฝรั่งเศส ผลการประชุม JBC ประธานในที่ประชุมของทั้งสองฝ่ายเห็นชอบในหลักเขตแดน 45 จุด ในการประชุมของคณะอนุกรรมาธิการด้านเทคนิค (JTSC) ก่อนหน้านี้ รวมทั้งเห็นในการปฏิบัติงานในการใช้อากาศยานไร้คนขับ หรือโดรนในการสร้าง Photo Map โดยใช้ระบบไรด้าสแกน (LiDAR Scan : Light Detection and Ranging) แต่ขณะนี้ติดปัญหาว่าใครจะทำ จะจ่ายเงิน ซึ่งตามหลักการปฏิบัติทั่วไปคือ การช่วยกันจ่ายคนละครึ่ง อีกทั้งการร่วมปฏิบัติงานกับกัมพูชามีความละเอียดอ่อนว่าใครจะเป็นฝ่ายบิน หรือดำเนินการบนเครื่องบินอย่างไร นอกจากนี้กัมพูชายังเสนอให้สำรวจหลักแดนอื่นนอกจาก 45 หลัก แต่ JBC ฝ่ายไทยเห็นว่าตอนนี้ยังไม่มีคู่มือการทำงานให้กับเจ้าหน้าที่ รวมถึงการทำงานต้องมี Photo Map ก่อน เพราะมีความกังวลถึงความปลอดภัย และวัตถุระเบิดในพื้นที่ นายประศาสน์ อธิบายเพิ่มถึงการประชุมที่มีเนื้อหาละเอียดอ่อน โดยจะเป็นการประชุมกลุ่มเล็ก ซึ่งข่าววาระการประชุมที่มีหลุดออกมาคือ วาระก่อนการประชุมกลุ่มเล็กของทั้ง 2 ฝ่าย ย้ำว่าการทำงานของคณะ JBC คือการทำให้เห็นเขตแดนอย่างชัดเจน โดยยกตัวอย่างของประเทศมาเลเซียที่ใช้เวลานานกว่า 12 ปีกับเขตแดน 556 กิโลเมตร โดยที่ไม่มีปัญหาของการเมืองเข้ามาแทรกแซง แต่กับไทยเรียกได้ว่ายังไม่ถึงขั้นตั้งไข่ ไม่รู้ว่าจะสำเร็จได้เมื่อไร อาจจะนาน 15-20 ปีในด้านเทคนิค ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง จึงเป็นที่น่าเสียดายว่ากัมพูชาไม่ยอมหารือในประเด็นดังกล่าว ตามข้อ 8 ใน MOU 43 ที่ระบุว่าหากมีปัญหาการตีความ หรือการบังคับใช้ MOU ให้ทั้ง 2 ฝ่ายปรึกษาหารือหรือเจรจากันก่อน ขณะที่กฎบัตรสหประชาชาติ เน้นให้คู่กรณีคุยกันก่อน นอกจากนี้ยังมีกลไกอื่นๆอีกมากมายที่จะใช้งานก่อนไปที่ศาลโลก ที่กัมพูชายังไม่เคยแม้แต่จะพูดถึงประเด็นนี้กับไทยก่อนเลย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีความหวังที่ปลายอุโมงค์ ก่อนที่จะชี้อะไรชัดเจนนั้นการใช้เทคโนโลยีมาช่วยไขความกระจ่างในด้านเขตแดนจึงเป็นสิ่งที่ไทยและกัมพูชาควรทำร่วมกันให้สำเร็จร่วมกัน
อ้างอิง
1. กรมสนธิสัญญา กระทรวงการต่างประเทศ. (2565) “ข้อมูลเขตแดน” Available on: https://treaties.mfa.go.th/th/content/%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%95%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%99
2. Mahamart, Phapawich. (2022). “LiDAR เทคโนโลยีแห่งอนาคต. Available on: https://www.gistda.or.th/news_view.php?n_id=5884&lang=EN
3. Lao, Phakpoom (2025). “LiDAR” เทคโนโลยีหลักในการสร้างข้อมูล 3 มิติ” Available on: https://www.gistda.or.th/news_view.php?n_id=8488&lang=EN
4. กรมชลประทาน. “การสำรวจทำแผนที่ภูมิประเทศรายละเอียดสูงโดยใช้อากาศยานไร้คนขับติดตั้ง LiDAR” Available on: https://kmc.rid.go.th/kcsurvey/report/img/6/6.1.3%20%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%20LiDAR%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99.pdf
5. Techsauce. (2025). “เปิดภาพ 3 มิติจาก LiDAR เทคโนโลยีวิเคราะห์โครงสร้างตึกถล่ม โดยทีมนักศึกษาจาก มจพ.” Available on: https://today.line.me/th/v3/article/wJ1YVml
6. ธเนศ รัตนกุล. (2018). “เทคโนโลยี LiDAR ไขปริศนาเมืองโบราณในเขมร” Available on: https://thematter.co/science-tech/meet-lidar-revealed-cambodia-lost-city/4052