สวัสดีครับพี่น้องสื่อมวลชน และท่านผู้ติดตามชมทางบ้าน วันนี้นะครับ ผมขอมาแถลงข่าวเรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา รวมถึงผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทยกัมพูชา หรือ JBC ประจำวันที่ 16 มิถุนายน ตามที่ท่านใดทราบแล้วนะครับ เมื่อคืนวานนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงข่าว Press Release เรื่องผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC ไทย - กัมพูชา ครั้งที่ 6 ซึ่งสะท้อนท่าทีไทยที่ชัดเจนเรื่องการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ วันนี้ผมขอมาอัปเดทมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่พี่น้องสื่อมวลชนและสาธารณชนดังนี้นะครับ เรื่องแรกเรื่องกลไกทวิภาคี ตามที่รัฐบาลไทยได้แถลงยืนยันมาโดยตลอด ไทยยึดมั่นในการใช้กลไกทวิภาคีเพื่อแก้ไขปัญหาเขตแดนไทย - กัมพูชา ด้วยความจริงใจและด้วยความสุจริตใจ หรือ in good faith ซึ่งรวมถึงการเข้าร่วมการประชุม JBC ที่ผ่านมาที่ไทยเข้าร่วมด้วยความตั้งใจจริงและความสุจริตใจที่จะเห็นผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้ง 2 ฝ่าย วันนี้เราเห็นแล้วว่าฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ตอบสนอง แต่ยังคงเลือกที่จะเสนอพื้นที่ 4 จุดต่อ ICJ เกี่ยวกับเรื่องการหารือพื้นที่ 4 จุดนะครับ ช่องบก ประสาทตาเมือนธม ประสาทตาเมือนโต๊ด ปราสาทตาควาย มีผู้สื่อข่าวถามผมมาหลายหลายกรณีนะครับ ในเรื่องกรณีพื้นที่ 4 จุดว่าอยู่ในการหา หรือ JBC หรือไม่นั้น ผมขอเรียนว่าในการเจรจาร่างระเบียบวาระการประชุม ฝ่ายกัมพูชาเลือกที่จะไม่หารือกรณีพื้นที่ 4 จุดในการประชุม ฝ่ายไทยจึงแสดงความผิดหวังอย่างยิ่ง เพราะประเด็นด้านเขตแดนทั้งหมดอยู่ในขอบเขต หรือ TOR ของการทำงานของ JBC เกี่ยวกับเรื่องการประชุม JBC นะครับ ผมขอย้ำความสำเร็จของการประชุม JBC ที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผล และทำมาต่อเนื่องกว่า 25 ปีที่ผ่านมา ณ วันนี้ JBC ได้รับความสนใจเป็นพิเศษเพราะสถานการณ์ชายแดนที่เกิดขึ้น ผมย้ำว่ากลไกทวิภาคีผ่าน JBC นั้น ยังดำเนินการได้อยู่ และมีส่วนช่วยลดความตึงเครียดของสถานการณ์และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในอนาคต โดยไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม JBC สมัยพิเศษในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้ตอบตกลงที่จะเข้าร่วมแล้ว วันนี้ผมก็ได้เชิญ ท่านเอกอัครราชทูตประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย ประธาน JBC ฝ่ายไทย ซึ่งจะเป็นผู้ให้รายละเอียดผลการประชุมในประเด็นเชิงเทคนิคต่าง ๆ หลังจากผมแถลงข่าว ประเด็นต่อไปเรื่อง ICJ กรณี ICJ ขอย้ำว่ารัฐบาลไทยไม่รับเขตอำนาจศาลของ ICJ มาตั้งแต่ปี 2503 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งประธาน JBC ของฝ่ายไทยได้ย้ำในถ้อยแถลงของประธานในการประชุม JBC และประธานฝ่ายกัมพูชารับทราบท่าทีไทยในเรื่องนี้ และกระทรวงการต่างประเทศเตรียมแนวทางรับมือในเรื่องนี้แล้วนะครับ วันนี้ผมก็ได้เชิญท่านอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ท่านอธิบดีเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที ชี้แจงเพิ่มเติมในประเด็นเกี่ยวกับกฎหมายระหว่างประเทศและ ICJ หลังการแถลงข่าว
เรื่องต่อมานะครับ มาตรการตอบโต้ระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ท่านอาจจะได้เห็นปรากฏในโซเชียลมีเดียเมื่อไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมานี้ เกี่ยวกับมาตรการต่าง ๆ ที่ฝ่ายกัมพูชาดำเนินการอยู่ รวมถึงคำขู่ Ultimatum นะครับ ล่าสุดว่าจะปิดด่านแล้วจะห้ามนำเข้าสิ่งของจากไทยหากไม่เปิดด่าน และคำขู่อื่น ๆ ผมขอเรียนหลักการ ผมขอเรียนความเชื่อ ผมขอเรียนว่าไทยปฏิบัติตามหลักสากลว่าการเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ดีจะไม่ใช่การยื่นคำขาดต่อกัน หรือ Ultimatum โดยไม่ได้มีการหารือเพื่อหาทางออกอย่างสร้างสรรค์ร่วมกัน ผลกระทบของมาตรการดังกล่าวจะมีผลเสียต่อประชาชนของทั้ง 2 ฝ่ายมากที่สุด ซึ่งไทยยึดถือผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนมาโดยตลอด จะเห็นได้ว่ามาตรการของไทยที่ผ่านมาเป็นการตอบโต้ระดับรัฐบาล ไม่มีเป้าหมายโจมตีประชาชน แนวทางการสื่อสารทางโซเชียลมีเดียถือว่าไม่ใช่ช่องทางที่เป็นทางการ การยื่นคำขาดหรือ Ultimatum ต่อกัน และ ข้อความที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดระดับประชาชนนั้น สะท้อนถึงว่ากัมพูชาขาดความตั้งใจจริงในการใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีนะครับ ผมขอเรียนว่ารัฐบาลใช้วิจารณญาณ ความมีสติในการออกมาตรการตอบโต้อย่างรอบคอบและมีวุฒิภาวะ ไม่ใช้อารมณ์ แล้วจะไม่เอาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาเป็นประเด็นทางการเมือง ผมยกตัวอย่างกรณีแรงงานต่างชาตินะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงเรื่องนี้ไปแล้วเมื่อวานนี้ รัฐบาลไม่เคยมีแนวคิดที่จะผลักดันแรงงานต่างประเทศใดออกนอกราชอาณาจักรไทย แต่ขึ้นกับความสมัครใจของแรงงานเอง หากเขาตัดสินใจจะเดินทางกลับย่อมเป็นสิทธิเสรีภาพของแรงงาน ประเด็นก่อนสุดท้ายนะครับ ผมอยากจะเรียนเกี่ยวกับเรื่องการชี้แจงต่อประชาคมระหว่างประเทศว่า รัฐบาลไทยดำเนินการอยู่และดำเนินการมาพักนึงแล้วนะครับ เราไม่เคยนิ่งนอนใจ วันนี้กระทรวงการต่างประเทศ จะจัด Briefing จัด บรรยายสรุปให้กับคณะฑูต เรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา ในเวลา 15.30 น. โดยเจตจำนงก็เพื่อการให้ข้อมูลข้อเท็จจริงว่าอะไรเกิดขึ้น นโยบายสันติที่ไทยดำเนินการมาโดยตลอด และแนวทางที่ไทยจะใช้ต่อไป ผมขอเรียนอีกครั้งหนึ่งนะครับ ก่อนที่ผมจะเชิญให้ท่านท่านเอกอัคราชทูตประศาสน์และท่านอธิบดีเบญจมินทร์ชี้แจง ทั้งประเด็น ICJ และประเด็น JBC ผมขอให้พี่น้องสื่อมวลชนสาธารณชนช่วยกรุณาตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจน วันนี้เราถึงได้เชิญผู้ที่มี Authority ผู้ที่มีความรู้และเกี่ยวข้องโดยตรงกับการประชุมมา มาให้ทุกคนได้ทราบนะครับ โดยฝ่ายไทยจะนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่บิดเบือน เพื่อให้พี่น้องประชาชนรับทราบอย่างถูกต้อง และหลีกเลี่ยงการนำข้อมูลที่ไม่ถูกต้องไปเผยแพร่ในวงกว้างนะครับ
ผมขออนุญาต เปิดฟลอร์ให้กับทางถานทูตประศาสน์นะครับ เพื่อที่ท่านจะให้ทำความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่ท่านเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยประชุม JBC แล้วเพิ่งกลับมาเมื่อคืนนี้นะครับ เชิญท่านประศาสน์ครับ
สวัสดีครับ ผมขอพูดเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของผมนะครับ มี 2 - 3 หัวข้อนะครับ ประการแรกเลย ผมเข้าประชุม JBC ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 เดิมผมเป็นเจ้าหน้าที่แล้วขึ้นเป็นเลขานุการ แล้วก็ขึ้นเป็นที่ปรึกษา ในการประชุมที่เสียมเรียบเมื่อปี 2551 นะครับ ปี 2552 ที่พนมเปญ ครั้งนี้ในฐานะประธาน ก็ถ้าประสบการณ์ผมเนี่ย การประชุมเมื่อวานราบรื่นที่สุดที่ผมเคยเจอมานะครับ ใน 5 ครั้ง แต่ก่อนทะเลาะกันแรงกว่านี้เยอะ แต่ว่าทุกครั้งก็ประสบความสำเร็จในการที่จะหาข้อประนีประนอมกัน หาทางที่ทำงานต่อกันให้ได้ ครั้งนี้ก็ประสบความสำเร็จในแง่เทคนิคนะครับ ก่อนจะลงไปในรายละเอียดนะครับ ผมว่าผมพูดไปอาจจะสับสน ผมขออนุญาตพูดอธิบายขั้นตอนการทำงานของ JBC ที่กำหนดไว้ตั้งแต่ 2546 คือเราตกลงว่าขั้นตอนการทำงาน ขั้นตอนการทำงานมันมี 5 ขั้นตอน 5 ขั้นตอนเขียนแล้วเนี่ย มันเหมือน 1 2 3 4 5 นะครับ จริง ๆ แล้วเนี่ยมันเป็น มันเป็น 1 2 3 4 5 เนี่ยนะฮะ แต่ไม่ใช่ว่าทำ 1 แล้วก็ 2 3 4 5 จริง ๆ แล้วมันมี 2 แท่งนะครับ 2 track ครับ track แรกครับ track แรกเนี่ยนะครับ แท่งหนึ่งเนี่ย หรือ track หนึ่งเนี่ย มันก็คือการไปตรวจหาหลักเขตที่ปักไว้สมัยรัชกาลที่ 6 ปี 2462 กับ 2463 มีการ ปักหลักเขตไปแล้ว 74 หลัก ที่เรียกกัน 73 73 จริง ๆ แล้วมีหลักย่อยอีกอัน คือ 22B นะครับ ทีแรกก่อนนั้น 10 ปี มันมี 75 หลัก ตอนนั้นปักไม้ไว้ ฝากต้นไม้ไว้นะฮะ พอไปก่อซีเมนต์เนี่ยที่ท่านเห็นเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็มีข่าวออกมาเนี่ย อันนั้นทำ 2462 – 25463 อันนั้นทำ 74 หลัก เพราะเห็นว่าอันหลักไม่จำเป็นแล้วมันใกล้เกินไป ที่เราเรียก 73 หลัง จริง ๆ แล้วมันมี 74 เล็ก ๆ อีกอันนึงนะฮะ อันนี้อันนี้เป็นขั้นตอนที่หนึ่งนะครับ ทำเสร็จไปแล้วตั้งแต่ปี 2561 นะครับ ในแง่การตรวจหานะครับ เห็นชอบกันแล้วเนี่ย 45 หลัก ๆ อีก 29 หลักเนี่ยยังเห็นต่างกัน ซึ่งจะต้องคุยกันต่อนะครับ แล้วก็อีกแท่งนึงเนี่ย คือการบินถ่ายภาพทางอากาศ เขาเสนอว่าต้องหาหลักเขตเก่าที่ปักไว้สมัยรัชกาลที่ 6 นะครับ เราบอกว่าไม่พอ จุดประสงค์เราต้องการให้ทำเหมือนกับมาเลเซีย คือต้องการให้เห็นเขตแดนที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ของประชาชนและหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ว่าเขตแดนที่ชัดเจนอยู่ที่ไหน จึงขอเสนอให้มีการปักหลักเขตเพิ่มให้ชัดเจนให้ถี่ขึ้น การจะปักหลักเขตได้มั้ย ต้องมีการถ่ายภาพทางอากาศนะครับ แล้วผลิตแผนที่จากภาพถ่ายทางอากาศนี้เรียกทำ Orthophoto map นะครับ ผมไม่รู้ภาษาไทยนะครับ ทำแผนที่จากภาพถ่ายทางอากาศนะครับ นั่นขั้นตอนที่ 2 ขั้นตอนที่ 3 เนี่ย เราทำแผนที่คร่าว ๆ มาจากภาพถ่ายทางอากาศแล้วเนี่ย ทั้ง 2 ฝ่ายมานั่งคุยกันว่าจะเดินสำรวจแนวทางในสันเขาอันไหน ถ้าเห็นสันเขาต่างกันเนี่ยก็เดินทั้ง 2 แนวนะครับ ก็มาลากเส้นในกำหนดไว้เป็นคู่มือให้เจ้าหน้าที่ลงไปทำงานนะครับ ขั้นตอนที่ 4 ก็คือว่าส่งชุดลงไปทำงานแล้วถ้าเห็นพ้องตรงกันก็ปักหลักเขตเพิ่ม ทำหลักเขตใหม่เพิ่มเติมให้มันถี่ขึ้นนะฮะ ขั้นตอนที่ 5 ก็คือเอางานทั้งหมดเนี่ยมาที่จะเห็นชอบกันแล้วก็ทำแผนที่ฉบับใหม่แทนที่ต้องใช้แผนที่ฝรั่งเศสอีก ต่อไปก็จะเป็นแผนที่ฉบับใหม่ที่เราทำกันมา นั่นคือจุดมุ่งหมายที่ทำงานกัน ต้องเห็น Pillars นี้ถึงจะเข้าใจที่ผมอธิบายต่อการประชุมเมื่อวานนะครับ เมื่อวานนี้เราตกลงกันว่า เราเห็นชอบการประชุมระดับอนุกรรมการเทคนิคเป็นเทคนิคที่ประชุมเมื่อปีที่แล้ว ระดับ JTSC – Joint Technical Sub Commission ว่าเราเห็นชอบกันว่าหลักเขตที่เจอกันเนี่ยเห็นชอบเป็น 45 หลัก 29 หลัก ตามหลักแล้วต้องประธาน JBC เห็นชอบ ก็เลยมีการเข้าประชุมเมื่อวาน ซึ่งผมก็เห็นชอบ คุยแป๊บเดียวก็ 2 นาทีก็จบแล้ว เห็นชอบร่วมกัน แล้วก็อันที่ 2 เนี่ยคือแทนที่จะใช้เครื่องบิน บินถ่ายภาพทางอากาศที่ว่าตะกี้นะ Orthophoto map เดี๋ยวนี้มีเทคนิค LIDAR คือใช้โดรนติดกล้องและยิงเลเซอร์ลงไปมันก็จะเร็วขึ้นแล้วก็พูดตรง ๆ ก็อาจจะเดี๋ยวนี้แม่นยำขึ้น เทคโนโลยีสมัยใหม่ดีกว่าเก่าอยู่แล้วนะครับ กว่าที่เราตกลงไว้เมื่อปี 2546 22 ปีที่แล้วนะเทคโนโลยีใหม่ ตกลงเจ้าหน้าที่ไปคุยกันเรื่องการทำ LIDAR นะฮะ จะทำยังไงจะใช้ LIDAR ซึ่งขออนุญาตนิดนึง อย่างเช่นตัวอย่างเท่าที่ผมรู้นะครับ ผมไม่ใช่เทคนิคโดยตรง ก็เช่นว่า LIDAR เนี่ย คุณจะใช้โดนอะไรขนาดไหน บินสูงเท่าไหร่นะครับ เลเซอร์ที่คุณยิ่งมีความถี่เท่าไหร่อะไร ต่าง ๆ เนี่ย ผลิตออกมาเพื่อจะเอามาแผนที่ขนาดไหนยังไง ความถี่มันความแม่นยำขนาดไหนที่จำเป็นต้องใช้งาน หลังจากนี้คุณก็ต้องไปคุยว่าจะเดินสำรวจกันยังไงที่เล่าาตะกี้ แล้วคุณจะเดินกันยังไง เสร็จแล้วค่อยส่งชุดลงไป อันนี้เนี่ยก็เลยดีใจมากที่เขาตกลงทำ LIDAR เพราะเดิมเนี่ยเรื่องนี้ผมผลักดันตั้งแต่ผมเป็น ผอ. ตั้งแต่ 2546 นะครับ ว่าเริ่มสักทีนึง ตอนนั้นก็ตกลงทำคู่มือการทำ ตอนนี้เรียกTechnical Instruction คู่มือการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่ไปทำงานเฉพาะกิจนั้นว่าเราทำ Total Map แล้วได้ยังไง ติดอย่างเดียวว่าใครจะเป็นคนทำ ใครจะเป็นคนจ่าย ก็เลยคุยกันค้างไป 13 ปีแล้วไม่ได้คุยกัน อันนี้ตกลงใช้ LIDAR ก็ตกลงไปทำแล้ว ก็ต้องคุยรายละเอียดว่าคู่มือไปทำกัน ทำคู่มือยังไงให้เจ้าหน้าที่ไปทำ TOR การใช้ LIDAR นะครับ แล้วก็ตกลงแล้วก็คุยรายละเอียดตอบว่าใครทำใครจ่ายนะครับ ตามปฏิบัติหลักการทั่วไปเนี่ยก็คือ จ่ายคนละครึ่งแน่ ๆ นะครับ แล้วก็ไอ้ทำเนี่ยก็ต้องแล้วแต่ถ้าเราทำกับลาวกับพม่าในเมื่อ 3 ปีที่แล้ว 20 ปีที่แล้วเนี่ยนะ เราบินถ่ายภาพอากาศ เขาเอาเจ้าหน้าที่ขึ้นมาคุมเครื่อง แล้วก็ลงมาผลิตควบคุมทุกขั้นตอนและเห็นชอบร่วมกันนะครับ ก็ไม่เห็นเราไม่มีปัญหาอะไรนะครับ แต่ทางกัมพูชานี้จะค่อนข้าง sensitive หน่อยว่าใครจะบิน ใครจะอะไรนะครับ เพราะฉะนั้นขั้นตอนที่ 2 เป็นอย่างนี้ ที่เขาหารือกันได้เมื่อวานนี่ก็รวดเร็วมาก ตกลงกันแล้ว ที่ไปทะเลาะกันไปคุยกันไปคุยกันมา อยากทะเลาะกันไปคุยกันแล้วทำยังไงละเอียดนะครับ ครั้งที่ 3 ก็คือว่า เออ เขาบอกว่าในเมื่อเห็นชอบหลักเขตกัน 45 หลักแล้วเนี่ย แล้วเขตแดนระหว่างหลักเขตที่ตกลงกันแล้วทำไมไม่ส่งชุดสำรวจไปเลย ผมบอกเออ ผมก็เห็นชอบในหลักการที่จะส่งชุดลงไป จะได้มีความเห็นชัดเจนมากขึ้นในพื้นที่นะครับ แต่ติดอยู่ 2 เรื่อง หนึ่งยังไม่ทำคู่มือเจ้าหน้าที่ลงไปเลย เจ้าหน้าที่ต้องไปทำงานอะไรยังไงต่าง ๆ Technical Instruction ถึงได้ตกลงว่าต้องทำ Technical Instruction กันก่อน แล้วก็ 2 เนี่ยตาม TOR เนี่ย คุณจะต้องมา มี LIDAR ก่อนถึงกำหนดแล้วเดินได้ ไม่ใช่ที่ไปเดินดูพื้นที่โดยไม่มีรู้เหนือรู้ใต้ไปเดินดุ่ม ๆ หาแต่เขตแดน เราห่วงเจ้าหน้าที่ของเรา เนื่องจากกับระเบิดเยอะ ถึงจะเคลียร์ไปเยอะแล้วนะครับ ถึงต้องการมีการบินถ่ายภาพตรงนี้เพื่อความปลอดภัยของทั้ง 2 ฝ่าย บอกว่าเฮ้ย ทำ Technical Instruction ได้เลยนะ คุณต้องทำตาม TOR ก่อน ทำ Orthophoto map ก่อนทำอะไร survey ไปก่อนเพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่เราและของเค้าด้วยนะครับ อันที่ 3 เนี่ย เอ่อ เค้าบอกว่า เค้าท้วงว่าตั้งแต่ยิงกันเมื่อ 2551 เนี่ย ตกลงจะส่งชุดสำรวจไปทำการสำรวจในพื้นที่ตอนที่ 6 นะฮะ ซึ่งรวมปราสาทพระวิหาร ในตอนที่ 6 นี่คือตั้งแต่ยอดหลักเขตที่หนึ่งที่ช่องสะงำมาถึงทางตะวันออกจนถึงเขาสัตตะโสมนะครับ ก็ตกลงมาอย่างงั้นแล้วก็ตกลงทำ Technical Instruction ไม่ได้ เถียงกันไปเถียงกันมา ตอนนั้นก็บอกแล้วว่า Technical Instruction ก็เดิน 2 แนวเลย ไทยเห็นว่าอยู่ตรงไหน ปราสาทพระวิหารเป็นหน่วยเขาเดินยังไงก็ว่ากันมาเดินไปตรวจกันแล้วมาคุยกันบนโต๊ะ แต่มันติดตั้งแต่ว่าไม่ยอมให้เขียน 2 เดิน 2 แนวนะ เท่าที่ผมทราบ แต่ผมเป็นที่ปรึกษาและผมก็ลุกห่าง ๆ แล้ว แต่ก็ติดกันมากจนกระทั่งไม่ได้เดินแล้วก็ในที่สุดไปขึ้นศาลโลก เขาก็กลับมาทวงว่าเมื่อไหร่จะเดินที่ตกลงไว้ปี 25511 นะฮะ ผมก็บอก อ้าว ก็เหมือนที่พูดไปทำหลักเขตระหว่างหลักเขตที่เจอแล้วนะฮะ ท่านต้องไปทำ Orthophoto map ก่อน ต้องทำ survey ก่อนแล้วถึงจะส่งชุดลงไปได้ ผมบอกท่านประธานไปว่า ท่านครับตกลงเมื่อ 2551 จะเดินตรงตอน 6 เนี่ย เป็นพื้นที่เร่งด่วน เพราะตอนั้นมีปัญหากันยิงกัน แล้วถึงอันนี้เป็น Priority Area นะ เร่งด่วน ตอนนี้เหตุการณ์มันผ่านไปแล้ว 17 ปี กว่าจะทำ Orthophoto map เจรจาเสร็จอย่างเร็วสุด 3 ปี นะครับ 2 - 3 ปี เบ็ดเสร็จแล้ว 20 ปี ตอนนั้นท่านไม่คิดว่ามี ความจำเป็นจะทบทวน จะส่งพื้นที่ไหนก่อนกัน เพราะฉะนั้นในหัวข้อเขียนว่าตรงไปตอนที่ 6 นะครับ ประสาทพระวิหารเนี่ย ต้องเข้าใจนะเราไม่ได้ตกลงว่าจะไปเดินปราสาทพระวิหารนะครับ เราตกลงเพียงแต่ว่าหลักการเมื่อ 17 ปี เราตกลงกับเค้าไว้ แต่รายละเอียดแล้วบอกให้จริง ๆ ให้คุยว่าจะเดินที่ไหนยังไงนะครับ เพราะว่ามันถึงเวลาอีก 3 ปี ข้างหน้ามันจะเปลี่ยนความจำเป็นว่าจะไปดูที่ไหนก่อนแล้วก็ได้นะครับ อันนี้ก็ในเนื้อหาของผมนะครับ ผมอธิบายเพิ่มอีกนิดเดียวนะฮะ เวลาประชุมเนี่ย เรื่องที่ละเอียดอ่อนมากนะ ทั้งทางเทคนิคและทางประเด็นต่าง ๆ เราต้องมีวิธีว่าเราประชุมกลุ่มเล็กเรียกว่า 4 eye meeting นะฮะ มาเคลียร์เรื่องแบบหืดขึ้นคอก่อน คุยกันหนัก ๆ ก่อนนะครับ เพราะฉะนั้นกลุ่มเล็ก ๆ เนี่ย พอคุยเสร็จแล้วเราเอา Agenda ที่ไม่เกี่ยวข้องออก ที่ท่านเห็น Agenda หลุดออกมา เป็น Agenda ก่อนหารือกลุ่มเล็กนะครับ Agenda เขา Agenda เรา Agenda เค้า กลับไปกลับมา 3 - 4 รอบนะครับ เพราะฉะนั้นที่หลุดมานี้เป็นแค่ 1 ใน 3 - 4 รอบอันเนี้ยที่หลุดออกมาที่ผมไม่ทราบใครโพสต์ แต่มีน้อง ๆ ส่งมาให้ดู เพราะฉะนั้นเนี่ยเอา Issues หนัก ๆ เข้าไปก่อน ผมไม่ขอลงรายละเอียด ไม่อยากให้สับสนวุ่นวายนะครับ Issues หนัก ๆ เอาออกมันก็จะเหลือ Issues ที่เรียนตะกี้นะครับว่ามีแค่นี้ แล้วเราจริง ๆ แล้วเนี่ยเราพอใจเพราะว่างานนี้เป็นงานจริง ๆ ของเรา ของ JBC นะครับ ทั้งของเราของเขา ว่าเราทำงานเทคนิคเพื่อให้เห็นเขตแดนชัดเจนขึ้น ไอ้งานเหล่านี้เป็นได้จุดมุ่งหมายสุดท้ายก็คือเพื่อให้เห็นได้เขตแดนชัดเจนขึ้น ซึ่งจะกี่ปีก็แล้วแต่นะครับ มาเลเซียเราทำใช้เวลา 12 ปีนะ ขนาดไม่มีปัญหาการเมือง ไม่มีปัญหาทั้งสิ้นเลย อันนี้ยังไม่เรียกว่าอยู่ขั้นตั้งไข่หลายรอบ ก็เลยไม่รู้กี่ปีจะเสร็จนะครับ ระยะทางอันนี้ก็มากกว่า มาเลเซียเนี่ย 556 กิโลเมตร อันนี้ 800 กิโลเมตรนะครับ เพราะฉะนั้นจากมาเลเซียเนี่ยคิดว่า 12 ปีเนี่ย อันนี้ผมไม่แน่ใจว่าอาจจะ 15 - 20 ปีนะครับ เวลาทำนะครับ พูดถึงเทคนิคล้วน ๆ ไม่มีการเมือง ที่มาทางเทคนิคเพียว ๆ อาจจะใช้เวลานานขนาดนั้น เพราะถ้าบอกทำไมไม่เสร็จสักที ขอความเข้าใจนะครับ มันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่จะทำแปป ๆ เสร็จเลยนะครับ ขอบคุณมากครับ
ก็สวัสดีทุกท่านนะครับ ผมขออนุญาตพูดในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ICJ นะครับ เป็นเรื่องที่ทางกรมสนธิสัญญาและกฎหมายเนี่ยให้ความสำคัญ แล้วก็เราดูแลอยู่นะฮะ แน่นอนในข้อเท็จจริงเนี่ย ผมคิดว่าทุกคนคงจะทราบกันดีแล้วนะว่าฝ่ายกัมพูชาเนี่ยก็ได้นำเรื่อง ขอใช้คำว่านำเรื่องไปก่อนก็แล้วกันนะครับ ยังไม่แน่ใจว่าเนื้อหาเป็นอย่างไรใน 4 พื้นที่ ท่านประศาสน์ก็กล่าวไปแล้วนะฮะ ช่องบก ประสาทตาเมือนธม ประสาทตาเมืองโต๊ด และประสาทตาควาย แล้วก็ใช่นะครับ ข้อเท็จจริงก็คือเขาบอกว่าจะไม่นำกลับมาเข้ามาพิจารณาในที่ประชุม JBC อีก ผมก็ repeat คำพูดของท่านทูตประศาสน์นะครับ เพราะเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะว่าไอ้กระบวนการตามกลไกทวิภาคีเนี่ย มันก็ยังดำเนินการอยู่ด้วยดี ก็เห็นชัดเจนจากสิ่งที่ท่านทูตประศาสน์ได้สรุปไว้เมื่อกี้นะครับว่ามันมีมีความคืบหน้าจริง อย่างน้อยที่สุดเนี่ยเมื่อกี้กล่าวไว้ชัดนะ 74 - 75 หลัก ได้มาแล้ว 40 กว่าหลัก เกินครึ่งแล้วนะครับ ก็ต้องขอเรียนข้อเท็จจริงนะครับว่าจนถึง ณ ตอนนี้นะครับ ณ ตอนนี้เนี่ยคือรัฐบาลของเราเนี่ยก็ยังไม่ได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการใด ๆ เลย จากทั้งฝ่ายกัมพูชาและจากศาลโลก ทางศาล ณ กรุงเฮก ก็ติดตามเรื่องนี้ใกล้ชิดนะครับ เพราะว่า ล่าสุดก็ไม่มีอย่างที่กล่าวไว้นะครับ เราก็ยังไม่เห็นจริง ๆ ว่ารายละเอียดคำร้องของกัมพูชาเนี่ย ฟ้องเราว่าอย่างไรแล้วก็ใช้ฐานอำนาจอะไรมาฟ้อง แน่นอนนะฮะ ทางกรมสนธิสัญญาและกฎหมายอย่างที่ผมกล่าวไว้เมื่อสักพักนะ เรื่องสำคัญเราไม่ได้นิ่งนอนใจแน่นอน เราเตรียมทีมที่เตรียมการรับมือ โดยแน่นอนได้ศึกษาประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทุก scenario หรือทุกความเป็นไปได้ทางกฎหมายที่อาจจะเกิดขึ้น แล้วเราก็มีที่ปรึกษากฎหมายระหว่างประเทศที่มีชื่อเสียงระดับโลกเป็นที่ปรึกษาให้กับเรา คือโดยหลักการ อันนี้ผมขออนุญาตเข้าหลักการนิดนึงซึ่งจะเป็นในเชิงวิชาการนิดนึงก็คือว่า การจะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลโลก คือทั้ง 2 ฝ่ายเนี่ย มันต้องยอมรับอำนาจของศาลก่อน ซึ่งในกรณีของไทยเนี่ยก็ชัดเจนว่าเราไม่รับอำนาจของศาลโลกแล้วนะครับ ตั้งแต่ปี 2503 ซึ่งอันนี้เนี้ยมันก็เฉกเช่นเดียวกับประเทศอีก 118 ประเทศในเกือบ 200 ประเทศที่เขาไม่ได้รับอำนาจศาลโลกนะครับ คือเราก็ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนนะครับว่าทางว่าทางเลือกของกลไกต่าง ๆ ในการแก้ไข ปัญหาข้อพิพาทเนี่ย มันก็ต้องคำนึงถึงบริบทของเรื่องนั้น ๆ ลักษณะของข้อพิพาท แล้วก็ที่สำคัญคือนัยยะต่ออธิปไตยของประเทศ ผมจะใช้กับว่าเสียดายบ่อยครั้งนะฮะ แต่มันก็เป็นเรื่องน่าเสียดายจริง ๆ นะ เพราะว่าโดยปกติเนี่ยไอ้การจะไปศาลโลกเนี่ย ทั้ง 2 ฝ่ายเนี่ยควรจะมาตกลงกันครับ ว่าจะไปขึ้นเนี่ย ไปขึ้นเรื่องอะไร อย่างไร คือพูดง่าย ๆ ว่าไปเนี่ย มันไม่ใช่เหมือนคน 2 คนไปขึ้นศาลปกตินะครับ มันจะต้องมีการตีกรอบในการไปขึ้นเหมือนกัน ซึ่งประเด็นนี้ กัมพูชานี้ก็นำเสนอเรื่องต่อสาธารณชนนะครับ แทนที่จะมาพูดคุยกับฝ่ายไทยหรือรัฐบาลไทย ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอีกซ้ำ 2 นะครับ จริง ๆ มันเป็นการปิดโอกาสที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะได้พูดคุยกันอย่างเปิดอก ความขุ่นข้องหมองใจที่มี หรือติดขัดความ ไอข้อติดขัดที่มีนะฮะ ซึ่งอันนี้ผมก็ขอถอยกลับไปพูดถึง MOU43 นะฮะ คือ MOU43 เนี่ย มันเป็นสนธิสัญญาระหว่างไทยกับกัมพูชาครับ ในเรื่องของการปักปันเขตแดน ซึ่งข้อ 8 เนี่ยก็กำหนดไว้ชัดเจนว่าหากมีปัญหาในการตีความหรือการบังคับใช้ MOU ก็ให้ทั้ง 2 ฝ่ายปรึกษาหารือหรือเจรจากันก่อน อันนี้ก็เป็นการข้ามขั้นตอนนะครับ วันนี้ท่านคงจะเริ่มเห็นภาพที่ชัดขึ้นนะครับ แล้วก็ถ้าเราไปดูในกฎบัตรของสหประชาชาติเนี่ย ก็จะเห็นว่า เน้นนะฮะ เรื่องของการให้คู่กรณีไปพูดคุยกันก่อน รวมทั้งมีกลไกอื่น ๆ ได้อีกมากก่อนที่จะนำเรื่องไปศาล และซึ่งหมายความว่าทั้ง 2 ฝ่ายเนี่ยไม่สามารถที่จะตกลงกันได้แล้วจริง ๆ นะครับ ซึ่ง ปัญหาหรือข้อเท็จจริงในกรณีนี้เนี่ย คือเราไม่ยังไม่เคยมีการพูดในประเด็น 4 จุดนี้เลย นะครับ ความจริงเรื่องของปัญหาเขตแดนเนี่ย ความจริงท่านทูตประศาสน์ก็ได้พูดให้เห็นภาพในระดับนึงแล้วนะครับ ว่าเป็นเรื่องทางเทคนิคนะครับ มีค่าใช้จ่ายมากมายนะครับ มีเรื่องของกำลังคน เพราะฉะนั้นเนี่ยมันไม่ใช่ว่าพรุ่งนี้จะได้ผลออกมา อันนี้เรายอมรับครับ เรากำลังพูดถึง 10 ปีนะครับ ซึ่งปกติแล้วเนี่ย แม้กระทั่งศาลโลกเองเมื่อตัดสิน ก็มักจะตัดสินในหลักการแล้วก็มักจะบอกให้คู่กรณีเนี่ยไปตกลงที่จะลงในรายละเอียดในพื้นที่กันเอง สิ่งที่ผมพยายามจะบอกก็คือว่ามันก็หนีไม่พ้นการย้อนกลับมาปักปันเขตแดนโดยอาศัยกลไกทวิภาคีที่เรามีอยู่ ไม่ใช่ว่าเราหลีกหรือหนีอะไรนะครับ แต่อยากให้อยู่กับข้อเท็จจริงนะครับว่าตอนนี้เรามีกรอบทางกฎหมาย เรามีสนธิสัญญา MOU ฉบับนี้เป็นสนธิสัญญา ที่พร้อมในการที่จะใช้ในการปฏิบัติงานนะฮะ เพราะฉะนั้นเนี่ยผมก็ผมก็แน่นอน สุดท้ายก็ก็ย้ำอีกครั้งนะครับว่าเรามีกลไกทวิภาคีที่ยังมีประสิทธิภาพอยู่นะครับ GBC ที่พูดถึง RBC ที่พูดถึงแล้วก็แน่นอน JBC ก็เช่นกัน ก็อยากจะเรียกร้องให้ทางฝ่ายกัมพูชาเนี่ยกลับมาใช้เครื่องมือที่เรามีอยู่ก่อนนะครับ ขอบคุณครับ