ภาชนะพลาสติก เลือกให้ปลอดภัย

ปัจจุบันมีความนิยมใช้ ภาชนะพลาสติก สำหรับบรรจุอาหารกันมาก ทั้งนี้เนื่องจาก ภาชนะพลาสติกมีหลากหลายประเภท มีสีสัน สวยงาม น้ำหนักเบา ทนทาน ไม่แตกง่าย และมีราคาถูก ภาชนะพลาสติกเป็นวัสดุที่สังเคราะห์ขึ้นมาจากสารเคมีหลายชนิด ดังนั้นผู้ใช้ส่วนใหญ่ใช้อยู่ทุกวันจนเคยชินและไม่ระมัดระวังในการใช้งาน ไม่วิตกกังวลและสังเกตถึงอันตรายของสารเคมีที่อาจจะออกมาปนเปื้อนกับอาหารได้ ถ้าใช้ผิดประเภทหรือใช้งานไม่ถูกต้อง แม้จะเป็นวัสดุที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ก็อาจทำให้เกิดพิษภัยหรืออันตรายจาก ภาชนะพลาสติกเกิดขึ้นได้ แม้สารปนเปื้อนเหล่านี้ จะไม่เกินค่ามาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด แต่เมื่อสะสมในร่างกายเป็นเวลานานๆ ก็อาจก่อให้เกิดอาการตับโต ฮอร์โมนเพศเปลี่ยนแปลง และโรคมะเร็ง ซึ่งปัจจัยที่เกี่ยวกับการใช้งานเป็นส่วนใหญ่ มีที่มาจาก
1. การใช้งาน ภาชนะพลาสติก ที่ไม่ถูกต้อง ไม่ถูกประเภท คือ ภาชนะพลาสติก มีความทนทานต่อปัจจัยทางด้านการใช้งานที่ต่างกัน เช่นความร้อน ลักษณะของอาหารที่มีไขมัน หรืออาหารที่เป็นกรด ยกตัวอย่าง ภาชนะโฟม หรือถุงพลาสติกใส ชนิดถุงเย็น ทนความร้อนได้ไม่เกิน 80 องศาเซลเซียส จึงไม่ควรใช้ใส่อาหารที่ร้อนมาก ภาชนะเมลามีน ไม่ควรใช้งานที่อุณหภูมิสูงเกิน 100 องศาเซลเซียส หรือใช้ปรุงอาหารหรือทำให้อาหารร้อนจนเดือดในเตาไมโครเวฟเพราะความร้อนที่สูงเกินทำให้มีการเสื่อมสลายของโครงสร้างของพลาสติก ซึ่งอาจจะทำให้สารเคมีต่างๆ ออกมาได้ ผู้เชี่ยวชาญจาก FDA USA มีความเห็นว่าเนื้อโพลิเมอร์หรือเนื้อพลาสติกซึ่งเป็นสารที่มีโมเลกุลใหญ่ ส่วนใหญ่จะไม่มีผลต่อร่างกายเพราะไม่สามารถดูดซึมได้ง่าย ขณะที่สารเติมแต่งหรือโมโนเมอร์ตกค้าง ซึ่งมีโมเลกุลเล็ก จะมีผลต่อร่างกายมากกว่าอาหารที่มีความเป็นกรดสูง เช่น พริกดองน้ำส้มสายชู ไม่ควรใส่แช่ค้างไว้ในภาชนะพลาสติกนาน ๆ เพราะโดยธรรมชาติแล้ว อาหารประเภทกรดจะสามารถชะสารเคมีต่าง ๆ จาก ภาชนะพลาสติก ได้มากกว่าอาหารที่มีกรดต่ำ อาหารประเภทไขมัน เช่น น้ำมันพืช หรือน้ำมันสัตว์ต่าง ๆ ควรบรรจุในภาชนะพลาสติกที่เหมาะสม เช่น ขวด PET เพราะพลาสติกบางชนิดจะมีการละลายออกมาของสารเคมีได้มากเมื่อตัวทำละลายเป็นไขมัน
2. ภาชนะพลาสติก ที่ใช้ไม่มีคุณภาพ ไม่มีการตรวจสอบและรับรองจากหน่วยงานที่ควบคุมดูแลด้านนี้และมักไม่มีฉลาก ซึ่งภาชนะเหล่านี้มักมีราคาถูก แต่อาจจะมีการตกค้างของสารเคมีอันตรายเกินค่ามาตรฐานได้ เช่น มีตะกั่วในเนื้อพลาสติกเกินค่ามาตรฐาน หรือมีสีละลายออกมา หรือมีสารต่าง ๆ ละลายออกมาเกินมาตรฐานเมื่อนำไปบรรจุของเหลว หรืออาจจะมีกลิ่นของสารเคมีที่มากเกินการยอมรับได้ สิ่งเหล่านี้เกิดจากการที่ไม่มีการควบคุมการผลิตที่ดี ซึ่งผู้ใช้ต้องสังเกตและเลือกใช้ด้วย
3. การใช้งาน ภาชนะพลาสติก ที่ผิดวัตถุประสงค์ เรื่องนี้บางครั้งก็เป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ เช่น นำภาชนะพลาสติกที่เคยบรรจุสารฆ่าแมลง หรือสารเคมีมาก่อน มาใส่อาหารทำให้สารอันตรายที่ตกค้างอยู่ออกมาปนเปื้อนกับอาหาร หรือใช้ ภาชนะพลาสติก ที่ทำขึ้นเพื่อกิจกรรมอื่น เช่น กะละมังซักผ้า ถังใส่น้ำสีดำ ถุงดำบรรจุขยะนำมาใส่อาหาร ภาชนะพลาสติก เหล่านี้อาจทำมาจากพลาสติกรีไซเคิล หรือเป็นเรซินที่ไม่ใช่เกรดที่ใช้กับอาหาร ซึ่งไม่มีการตรวจสอบความปลอดภัยก่อนนำมาใช้งาน หรือการนำท่อน้ำมาทำเป็นภาชนะหุงต้ม ก็อาจจะได้รับอันตรายจากสารเคมีที่ละลายออกมาได้ดังที่เคยเกิดเป็นข่าวกรณีนำเอาท่อพีวีซีนึ่งข้าวเหนียว รวมถึงการนำกระติกน้ำแข็งมาใส่ข้าวเหนียว ภาชนะที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการใช้งานเพียงครั้งเดียว เช่น ถาดโฟม กล่องใส่อาหารสำเร็จรูป ขวดนม กล่องไอศครีม ขวดบรรจุเครื่องดื่ม ภาชนะเหล่านี้ทำขึ้นเพื่อใช้งานเสร็จแล้วทิ้ง ดังนั้นการที่จะนำมาใช้ซ้ำต้องระมัดระวังการปนเปื้อนของเชื้อโรคที่อาจจะตกค้างจากการทำความสะอาดที่ไม่ดีพอ
4. การดูแลรักษา ภาชนะพลาสติก การล้างทำความสะอาด ขัดถูภาชนะ ต้องระมัดระวังการแตก ขูดขีด ทำลายของผิวภาชนะพลาสติก ทำให้เป็นที่สะสมของเศษอาหาร ล้างทำความสะอาดได้ยาก เป็นแหล่งที่อยู่ของเชื้อโรค ซึ่งอาจจะปนเปื้อนกับอาหารได้ รวมทั้งการหลุดลอดของสารเคมีภายในเนื้อวัสดุและไม่ควรนำภาชนะพลาสติกไปผึ่งแดดนาน ๆ เพราะรังสี UV จะทำให้ ภาชนะพลาสติก เสื่อมสภาพได้เร็วขึ้น
ที่มา : กรมอนามัย http://foodsan.anamai.moph.go.th/main.php?filename=test1