ท่ามกลางความท้าทายของโครงสร้างเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ การขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศไม่อาจพึ่งพาเพียงกลไกการสั่งการจากภาครัฐ หรือการลงทุนจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่เพียงฝ่ายเดียว ยุทธศาสตร์ "Synergy for All" หรือการผนึกกำลังของทุกภาคส่วน จึงกลายเป็นกระบวนทัศน์สำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่โครงสร้างเศรษฐกิจที่ครอบคลุม (Inclusive Economy) ซึ่งตั้งอยู่บนหลักการสำคัญที่ว่า "เศรษฐกิจไทยคือเศรษฐกิจของทุกคน" การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม คือกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การเจริญเติบโตที่ยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างกลไกที่กระจายความมั่งคั่งลงสู่ระดับฐานราก
ภาครัฐในฐานะผู้อำนวยความสะดวกและผู้สร้างรากฐานที่เท่าเทียม
บทบาทของภาครัฐในระบบเศรษฐกิจยุคใหม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนจากการเป็น "ผู้ควบคุม" (Regulator) มาสู่การเป็น "ผู้อำนวยความสะดวก" (Facilitator) อย่างเต็มตัว ภารกิจหลักคือการสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจและการใช้ชีวิต ผ่านการพัฒนาระบบนิเวศทางดิจิทัลและบริการสาธารณะที่โปร่งใส การปรับปรุงกฎระเบียบที่ล้าสมัย (Regulatory Guillotine) ช่วยลดต้นทุนในการประกอบการ ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยและภาคประชาชนสามารถเข้าถึงทรัพยากร แหล่งทุน และข้อมูลของรัฐได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม นอกจากนี้ การกระจายอำนาจการตัดสินใจและงบประมาณลงสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยังเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้การออกแบบนโยบายเศรษฐกิจสอดคล้องกับบริบทและความต้องการที่แท้จริงของแต่ละพื้นที่
ภาคเอกชนกับบทบาทผู้นำนวัตกรรมและการสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่
ภาคธุรกิจและเอกชนคือเครื่องยนต์หลักในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมใหม่ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในมิตินี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงตัวเลขผลกำไร แต่ต้องยึดโยงกับหลักการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและมีธรรมาภิบาล (ESG) องค์กรขนาดใหญ่มีบทบาทสำคัญในการเป็นพี่เลี้ยงสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ตลอดจนสตาร์ทอัพ เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งร่วมกัน ประการสำคัญ ภาคเอกชนคือพื้นที่หลักในการสร้างโอกาสและงานให้คนรุ่นใหม่ ผ่านการเปิดรับสายงานด้านเทคโนโลยี นวัตกรรมสร้างสรรค์ และเศรษฐกิจสีเขียว การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์เหล่านี้คือการปลดล็อกศักยภาพของเยาวชนให้กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ภาคประชาชนและสังคมในฐานะศูนย์กลางของระบบเศรษฐกิจ
หัวใจสำคัญที่สุดของยุทธศาสตร์ Synergy for All คือการให้ความสำคัญกับภาคประชาชน ซึ่งไม่ได้ดำรงสถานะเป็นเพียงผู้บริโภคหรือผู้รับสวัสดิการ แต่เป็น "หุ้นส่วน" สำคัญในการกำหนดทิศทางของประเทศ การส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนรวมกลุ่มกันในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ หรือกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) เป็นการสร้างอำนาจต่อรองและยกระดับเศรษฐกิจฐานราก นอกจากนี้ การเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐและเอกชน จะช่วยสร้างความโปร่งใสและหลักประกันว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจะถูกจัดสรรอย่างเป็นธรรม การสนับสนุนให้ประชาชนทุกช่วงวัยได้รับการพัฒนาทักษะใหม่ (Reskilling/Upskilling) จึงเป็นการติดอาวุธทางปัญญาที่ช่วยให้ทุกคนสามารถก้าวทันความเปลี่ยนแปลงและมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจได้อย่างเต็มภาคภูมิ
การสร้างระบบเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและยั่งยืนไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการทำงานที่แยกส่วน แต่ต้องอาศัยการประสานพลังของทั้งสามเสาหลักอย่างแยกขาดจากกันไม่ได้ ภาครัฐที่พร้อมสนับสนุนด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย ภาคเอกชนที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความรับผิดชอบ และภาคประชาชนที่ตื่นรู้และมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนตนเอง เมื่อทุกภาคส่วนก้าวเดินไปในทิศทางเดียวกันด้วยความเชื่อมั่นว่าผลลัพธ์ของการพัฒนานั้นเป็นของส่วนรวม การเติบโตของประเทศก็จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ความสำเร็จของการร่วมมือกันในครั้งนี้จะถูกพิสูจน์ผ่านคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน ซึ่งเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดว่า เศรษฐกิจของประเทศได้กลายเป็นเศรษฐกิจของทุกคนอย่างแท้จริง
แหล่งอ้างอิงและข้อมูลการศึกษาที่เกี่ยวข้อง:
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.). (2565). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 - 2570). (มุ่งเน้นหมุดหมายที่ 8 และ 12 ว่าด้วยการสร้างเศรษฐกิจฐานรากและการลดความเหลื่อมล้ำ)
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI). (2566). แนวทางการยกระดับความสามารถในการแข่งขันและการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก.
ธนาคารโลก (World Bank). (2566). Thailand Economic Monitor: Building a More Resilient and Inclusive Economy (รายงานตามติดเศรษฐกิจไทย: การสร้างระบบเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นและครอบคลุม).