เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ หรือ “โดรน” มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายภาคส่วน ทั้งด้านการเกษตร การสำรวจ การขนส่ง และภารกิจด้านความมั่นคง ขณะเดียวกัน การนำโดรนไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสมก็กลายเป็นความท้าทายด้านความปลอดภัยที่หลายประเทศให้ความสำคัญ ทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับตรวจจับ ติดตาม และรับมือกับโดรนกลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศ
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับ กองทัพบกไทย และภาคเอกชน จึงได้ร่วมมือกันวิจัยและพัฒนาระบบต่อต้านโดรนฝีมือคนไทย เพื่อยกระดับความมั่นคงและมุ่งสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ในโครงการวิจัยและพัฒนา “ป้อมปืนต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ” หรือ Anti-Drone Turret ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเทคโนโลยีต่อต้านโดรน (Anti-Drone) ของไทย โดยมุ่งใช้ความรู้ด้านวิศวกรรม ระบบควบคุมอัตโนมัติ การประมวลผลภาพ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ มาประยุกต์ใช้กับระบบตรวจจับและติดตามเป้าหมายทางอากาศ
โครงการวิจัยและพัฒนาสถานีติดตั้งอาวุธต่อสู้อากาศยานประเภทลำกล้องสำหรับต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการลดการพึ่งพาการนำเข้านวัตกรรมป้องกันประเทศจากต่างประเทศที่มีราคาสูง โดยมุ่งเป้าพัฒนาป้อมปืนต่อต้านโดรนที่สามารถทำงานได้ทั้งแบบติดตั้งประจำที่ (Stationary Variant) เพื่อคุ้มกันฐานปฏิบัติการ สถาบันสำคัญ หรือจุดยุทธศาสตร์ รวมถึงการต่อยอดสู่การติดตั้งบนยานพาหนะเคลื่อนที่
การผสานความเชี่ยวชาญทางวิชาการและองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับโจทย์การใช้งานจริงและประสบการณ์ทางทหารจากกองทัพบก ทำให้สามารถออกแบบระบบที่ตอบโจทย์ความต้องการในสนามรบยุคใหม่ได้อย่างลงตัว
ระบบป้อมปืนต่อต้านโดรนอัจฉริยะนี้ ไม่ใช่เพียงป้อมปืนกลธรรมดา แต่เป็นระบบควบคุมการยิงอัจฉริยะที่รวมเทคโนโลยีตรวจจับและควบคุมชั้นสูงไว้ด้วยกัน
ระบบตรวจจับและออปทรอนิกส์ (Optronics System): ติดตั้งกล้องตรวจจับอินฟราเรดและกล้องกำลังขยายสูง สามารถค้นหาเป้าหมายขนาดเล็กอย่างโดรนได้ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน หรือในสภาพอากาศที่มีวิสัยทัศน์จำกัด
ระบบติดตามเป้าหมายและคำนวณการยิงอัตโนมัติ (Auto Tracking & Fire Control): มีระบบประมวลผลอัจฉริยะช่วยล็อกเป้าหมาย ประเมินทิศทาง ความเร็ว และคำนวณจุดตกของกระสุนแบบ Real-time ผ่านหน้าจอควบคุม ช่วยให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้สั่งการตัดสินใจยิงได้อย่างแม่นยำ
การทำงานของแท่นควบคุม (Turret Control Unit): แท่นปืนได้รับการออกแบบให้สามารถก้ม-เงย และหันหมุนลำกล้องด้วยความเร็วและความแม่นยำสูง สามารถตอบสนองต่อการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วของโดรนขนาดเล็กได้ทันท่วงที
จากคลิปการทดสอบยิงจริงโดยสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบก เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ได้มีการทดสอบระบบในสนามยิงปืนใหญ่ จังหวัดลพบุรี เพื่อประเมินขีดความสามารถของระบบที่พัฒนาขึ้น ระบบป้อมปืนต่อต้านโดรนได้ผ่านขั้นตอนการทดสอบอย่างเข้มงวด
การตั้งศูนย์และปรับระยะ (Zeroing Test): เริ่มจากการยิงเป้าแผ่นเพื่อตั้งระยะศูนย์ปืน ตรวจสอบความเที่ยงตรงของกลุ่มกระสุน
การยิงเป้าเคลื่อนที่และเป้าลอยฟ้า (Dynamic & Aerial Target Test): ทดสอบการตรวจจับและติดตามเป้าหมายสเกลเล็ก เช่น เป้าลูกบอลสีแดงกลางอากาศ และการเข้าตีเป้าหมายโดรนที่กำลังบินสอดส่อง
ผลสำเร็จ: ระบบสามารถตรวจจับ ล็อกเป้า และทำการยิงทำลายเป้าหมายโดรนกลางอากาศได้อย่างแม่นยำและเด็ดขาด แสดงถึงประสิทธิภาพและความพร้อมของเทคโนโลยี
โครงการนี้ยังสะท้อนแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีของไทยที่ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยง 3 ภาคส่วน ได้แก่ องค์ความรู้จากมหาวิทยาลัย ความต้องการใช้งานจากหน่วยงานภาครัฐ และศักยภาพด้านการผลิตจากภาคเอกชน ความร่วมมือในลักษณะนี้ช่วยเปิดโอกาสให้นักวิจัยไทยได้พัฒนาเทคโนโลยีจากโจทย์ที่เกิดขึ้นจริง ขณะเดียวกันหน่วยงานผู้ใช้งานก็สามารถนำองค์ความรู้และนวัตกรรมภายในประเทศมาทดสอบและต่อยอดให้เหมาะสมกับภารกิจของประเทศ
การพัฒนาระบบ Anti-Drone ของไทยเป็นตัวอย่างหนึ่งของการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มารับมือกับรูปแบบภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่การรักษาความปลอดภัยทางอากาศอาจมุ่งเน้นเฉพาะอากาศยานขนาดใหญ่ ปัจจุบันอากาศยานไร้คนขับที่มีขนาดเล็กและสามารถเข้าถึงพื้นที่ต่าง ๆ ได้ง่าย กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่หน่วยงานด้านความมั่นคงต้องเตรียมความพร้อม
ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กองทัพบก และภาคเอกชน จึงไม่ได้เป็นเพียงการสร้างอุปกรณ์หนึ่งระบบเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างองค์ความรู้และขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศภายในประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถวิจัย พัฒนา ทดสอบ และต่อยอดเทคโนโลยีได้ด้วยบุคลากรและองค์ความรู้ของไทย
จาก “งานวิจัย” สู่ “นวัตกรรม” และจาก “นวัตกรรม” สู่การใช้งานจริง นับเป็นอีกก้าวของการนำวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และปัญญาประดิษฐ์ มาประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว