พระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ประกอบด้วย ๑๙ พระคาถา แบ่งออกเป็น ๘ ตอน หรือ ๘ แหล่ ใช้ทำนองธรรมวัตรเป็นทำนองหลักในการเทศน์ ใช้เพลงสาธุการเป็นเพลงบรรเลงประจำกัณฑ์ ประกอบกิริยานางผุสดีน้อมนมัสการ รับพรทั้งสิบประการของพระอินทร์ ซึ่งมีความโดยย่อดังนี้
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณและตรัสเทศนาพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตรโปรดเบญจวัคคีย์ทั้ง ๕ แล้วเสด็จไปยังกรุงราชคฤห์ ประทับ ณ เวฬุวนาราม จนสิ้นฤดูหนาวจึงเสด็จไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์จำนวนมาก โดยมีพระกาฬุทายีเป็นมัคคุเทศก์ ประทับ ณ นิโครธารามมหาวิหาร สถานที่พระบรมวงศานุวงศ์แห่งศากยวงศ์ตรัสสั่งให้ตกแต่งถวาย และพากันไปเฝ้า ณ ที่แห่งนั้น แต่ด้วยขัตติยมานะ พระญาติผู้ใหญ่ทรงละอายที่จะถวายบังคมพระบรมศาสดา ผู้มีพระชนมายุคราวโอรสนัดดา จึงพากันประทับ ณ เบื้องหลัง ให้พระราชกุมารหนุ่ม ๆ เฝ้าถวายบังคมเฉพาะพระพักตร์
ในขณะที่พระพุทธองค์มีพระประสงค์จะทรงทรมาน พระประยูรญาติทั้งหลายให้ละจากทิฐิมานะ จึงเสด็จเข้าจตุตถฌานทรงกระทำปาฏิหาริย์ลอยขึ้นสู่อากาศเหนือพระเศียรพระญาติทั้งปวง พระเจ้าสุทโธทนะ พระราชบิดา และพระประยูรญาติ ทรงเห็นเป็นมหัศจรรย์ ต่างก็ยกพระหัตถ์ขึ้นถวายบังคมและพลางกล่าวพรรณนาถึงพุทธานุภาพ แต่เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ว่า ครั้งแรกพระเลี้ยงเชิญเสด็จไปนมัสการพระกาฬเทวิลดาบส และพระบาททั้งคู่ประดุจลอยอยู่เหนือเศียรพระดาบสนั้น ครั้งที่สองในวันวัปปมงคลแรกนาขวัญ เมื่อพระพี่เลี้ยงเชิญเสด็จไปบรรทมใต้ต้นหว้า เงาไม้ได้บังกันพระองค์อยู่ประดุจพระกลด หาได้บ่ายไปตามตะวันไม่ และครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม
เมื่อพระองค์ทรงเสด็จประทับ ณ พุทธอาสน์แล้ว ขณะนั้นบังเกิดฝนโบกขรพรรษในบริเวณที่ประชุมนั้นโดยทั่วกัน มวลพระประยูรญาตินับตั้งแต่พระเจ้าสุทโธทนะ พระพุทธบิดาลงมา ต่างก็พากันชื่นชมโสมนัสในพระบารมี เมื่อได้เวลาพอสมควรแล้วต่างก็พร้อมกันกราบบังคมลา กลับยังพระราชนิเวศน์ พระภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระประยูรญาติทูลลากลับแล้ว ก็สนทนากันเรื่องฝนโบกขรพรรษ เพราะยังไม่เคยเห็น พระบรมศาสดาทรงทราบจึงตรัสว่าไม่ใช่แต่บัดนี้เท่านั้น ภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อนฝนโบกขรพรรษก็เคยมีมาแล้ว บรรดาพระภิกษุทั้งหลายปรารถนาใคร่ทราบ จึงทูลอาราธนาพระพุทธองค์ทรงตรัสเรื่อง “มหาเวสสันดรชาดก” ดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล สีพีราษฎร์บุรีมีพระราชาองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า “พระเจ้าสีพีราช” พระองค์มีพระโอรสองค์หนึ่งทรงพระนามว่า “สญชัย” เมื่อทรงเจริญวัยพระราชบิดาก็ทรงมอบราชสมบัติให้ และอภิเษกสมรสกับ“พระนางผุสดี” ราชธิดาของพระเจ้ามัททราช อันพระนางผุสดี นี้ ในอดีตชาติชื่อ “สุธัมมา” สิ้นพระชนม์ไปบังเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นอัครมเหสีของสมเด็จพระอมรินทราธิราช เมื่อพระนางจะจุติจากสวรรค์ ได้ทูลขอประทานพร ๑๐ ประการ ดังนี้
(๑) ขอให้พระนางได้ประทับในปราสาท พระเจ้าสีพีราช
(๒) ขอให้ดวงเนตรทั้งสองมีสีดำประดุจตาลูกเนื้อทราย
(๓) ขอให้มีพระขนงเขียว ดุจสร้อยคอนกยูง
(๔) ขอให้มีพระนามว่า ผุสดี
(๕) ขอให้มีพระโอรสทรงพระเกียรติยิ่งกว่ากษัตริย์ทั้งหลาย
และมีพระราชศรัทธาในการกุศล
(๖) ขอให้อย่ามีพระครรภ์ปรากฏนูนดังสตรีสามัญ
(๗) ขออย่าให้พระถันทั้งคู่ดำ ในเวลาทรงครรภ์และเมื่อประสูติแล้วขออย่าให้หย่อนยาน
(๘) ขอให้เส้นพระเกศาดำเป็นมันดุจสีปีกแมลงค่อมทอง
(๙) ขอให้พระฉวีละเอียดดุจดังทองคำธรรมชาติ
(๑๐) ขอให้ทรงมีอำนาจปล่อยนักโทษประหารชีวิตให้พ้นโทษ
สมเด็จพระอมรินทราธิราชก็ทรงประสาทพร ๑๐ ประการ ที่พระนางผุสดีทูลขอได้ดังประสงค์
ที่มา : สำนักงานพระพุทธศาสนา