รัฐบาลไทยมีความมุ่งมั่นและแสดงความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนพิการผ่านนโยบายการยกระดับคุณภาพชีวิตเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี เสมอภาค และพึ่งพาตนเองได้ ภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รัฐได้จัดสรรสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองในหลายด้านเพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความสุขและความมั่นคงให้กับคนพิการทั่วประเทศ
1. ความมั่นคงทางรายได้และสวัสดิการเบี้ยความพิการ รัฐให้ความสำคัญกับค่าครองชีพพื้นฐาน โดยจัดสรร "เบี้ยความพิการ" รายเดือนให้กับผู้ถือบัตรประจำตัวคนพิการ ซึ่งปัจจุบันได้รับ 800 บาทต่อเดือน สำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และ 1,000 บาทต่อเดือน สำหรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ทั้งนี้ หากเป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐร่วมด้วย จะได้รับเงินเพิ่มเติมอีก 200 บาทต่อเดือน รวมเป็น 1,000 บาท นอกจากนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ยังมีมติเสนอปรับเพิ่มเบี้ยความพิการเป็น 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน สำหรับผู้มีบัตรประจำตัวคนพิการทุกคน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและแสดงถึงความห่วงใยในการลดภาระค่าใช้จ่าย
2. การสร้างอาชีพและโอกาสในการพึ่งพาตนเอง เพื่อส่งเสริมให้คนพิการมีรายได้ที่ยั่งยืน รัฐบาลผ่านกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ได้เปิดโอกาสให้กู้ยืมเงินทุนประกอบอาชีพโดยไม่มีดอกเบี้ย โดยคนพิการหรือผู้ดูแลสามารถกู้รายบุคคลได้สูงสุด 120,000 บาท และกู้รายกลุ่มได้ไม่เกิน 1,000,000 บาท ผ่อนชำระภายใน 5 ปี ล่าสุดยังมีการปรับเพิ่มวงเงินกู้ยืมสูงสุดรายบุคคลจากเดิม 120,000 บาท เป็น 300,000 บาท เพื่อรองรับการประกอบธุรกิจในปัจจุบัน อีกทั้งยังมีแอปพลิเคชัน DepFund เพื่อช่วยให้การเข้าถึงแหล่งทุนและการบริหารจัดการเงินกู้เป็นไปได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว นอกจากนี้ รัฐยังผลักดันนโยบายการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานภาครัฐเพื่อเป็นแบบอย่างให้ภาคเอกชน โดยเน้นการจัดสรรงานตามศักยภาพเพื่อให้คนพิการมีที่ยืนในสังคมอย่างภาคภูมิใจ
3. การเข้าถึงบริการทางการแพทย์และการศึกษา ความห่วงใยด้านสุขภาพสะท้อนผ่านสิทธิบัตรทองคนพิการ (ท.74) ซึ่งช่วยให้คนพิการเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของรัฐได้ฟรีโดยไม่ต้องมีใบส่งตัว ครอบคลุมทั้งการตรวจรักษา ค่ายา การผ่าตัด และการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายและจิตใจ รวมถึงมีสิทธิขอรับอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ เช่น รถเข็น ขาเทียม หรือเครื่องช่วยฟัง ตามการวินิจฉัยของแพทย์ ในด้านการศึกษา รัฐสนับสนุนให้คนพิการเรียนฟรีจนถึงระดับปริญญาตรีในหลักสูตรที่กำหนด เพื่อสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ที่เท่าเทียม
4. การอำนวยความสะดวกในพื้นที่สาธารณะและการเดินทาง รัฐกำหนดให้มีการจัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารและพื้นที่สาธารณะตามหลัก Universal Design ไม่ว่าจะเป็นทางลาดที่มีราวจับที่มั่นคง ลิฟต์สำหรับคนพิการ ห้องส้วมที่มีอุปกรณ์พยุงตัว และที่จอดรถที่จัดไว้ใกล้ทางเข้าอาคารมากที่สุด เพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ได้ด้วยตนเอง สำหรับการเดินทาง คนพิการได้รับสิทธิยกเว้นค่าโดยสารรถไฟฟ้า (BTS/MRT/Airport Rail Link) และเรือโดยสารในเขตกรุงเทพฯ รวมถึงส่วนลดค่าโดยสาร 50% สำหรับรถเมล์ ขสมก. รถทัวร์ บขส. รถไฟ และการบินไทย (ในประเทศ) และบริการ "ล่ามภาษามือ" เพื่อให้การสื่อสารและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเป็นไปอย่างเท่าเทียม
5. ความคุ้มครองและการสนับสนุนผู้ดูแล รัฐเล็งเห็นถึงความสำคัญของผู้ที่อยู่เคียงข้างคนพิการ จึงมอบสิทธิประโยชน์ด้านภาษี โดยผู้ดูแลสามารถนำค่าอุปการะคนพิการไปลดหย่อนภาษีได้ 60,000 บาทต่อคนพิการ 1 คน นอกจากนี้ ยังมีงบประมาณสำหรับการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยรายละไม่เกิน 40,000 บาท เพื่อให้บ้านมีความปลอดภัยและเหมาะสมกับการดำรงชีวิต และมีการจัดสวัสดิการ โดยมอบเงินช่วยเหลือรายละไม่เกิน 5,000 บาทต่อเดือน เพื่อสนับสนุนการดูแลภายในชุมชนและลดความเหลื่อมล้ำ
สิทธิประโยชน์เหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่ารัฐบาลไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง และพร้อมที่จะสนับสนุนทุกย่างก้าวของคนพิการให้มีความสุข มีความปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้พิการที่ต้องการขึ้นทะเบียนเพื่อรับสิทธิประโยชน์ สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) ทุกจังหวัด หรือสายด่วน พม. โทร. 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง
ที่มา กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์