วิกฤตความร้อนและภัยแล้ง "เอลนีโญ" ผลกระทบระดับโลก และแผนสู้ภัยแล้งของไทย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า "เอลนีโญ" (El Niño) กลับมาเป็นประเด็นร้อนที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจอีกครั้ง ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีพลังทำลายล้างและเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกนี้ ไม่เพียงแต่สร้างสถิติอุณหภูมิใหม่ ๆ บนโลก แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิต ภาคการเกษตร และเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เอลนีโญ คืออะไร? เข้าใจกลไกธรรมชาติที่เปลี่ยนโลก

เอลนีโญ เป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์สลับขั้วสภาพภูมิอากาศในมหาสมุทรแปซิฟิกที่เรียกว่า ENSO (El Niño-Southern Oscillation) ในสภาวะปกติ ลมค้า (Trade Winds) จะพัดจากฝั่งตะวันออก (อเมริกาใต้) ไปยังฝั่งตะวันตก (เอเชียและออสเตรเลีย) หอบเอาผิวน้ำที่อุ่นไปสะสมอยู่ทางฝั่งเอเชีย ทำให้ฝั่งเอเชียมีฝนตกชุก ส่วนฝั่งอเมริกาใต้จะมีน้ำเย็นใต้ทะเลที่เต็มไปด้วยสารอาหารลอยขึ้นมาแทนที่
แต่เมื่อเกิด เอลนีโญ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
   - ลมค้าอ่อนกำลังลง หรือเปลี่ยนทิศทาง
   - น้ำอุ่นไหลย้อนกลับ มวลน้ำอุ่นจากฝั่งตะวันตกจะไหลย้อนไปทางสะสมอยู่บริเวณกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก (ชายฝั่งเปรูและเอกวาดอร์) แทน
   - ผลลัพธ์สภาพอากาศสลับขั้ว ฝั่งอเมริกาใต้ที่เคยแห้งแล้งกลับมีฝนตกหนักและน้ำท่วม ส่วนฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงออสเตรเลียที่เคยชุ่มฉ่ำ กลับต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่แห้งแล้ง ฝนทิ้งช่วง และอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้น

สถานการณ์โลกในปัจจุบันอันใกล้นี้: การกลับมาของเอลนีโญรอบใหม่

     จากรายงานล่าสุดของหน่วยงานด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลก (เช่น NOAA, IRI และ ECMWF) พบว่า หลังจากที่โลกเพิ่งผ่านพ้นสภาวะลานีญาและช่วงสภาวะเป็นกลางมาได้ไม่นาน ข้อมูลเชิงลึกชี้ชัดว่ามหาสมุทรแปซิฟิกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สภาวะเอลนีโญรอบใหม่อย่างรวดเร็ว โดยมีตัวเลขคาดการณ์และดัชนีชี้วัดที่น่ากังวลดังนี้

  • โอกาสเกิดสูงถึง 96–98%: แบบจำลองสภาพภูมิอากาศชี้ว่าโลกได้เริ่มเข้าสู่เอลนีโญแล้ว และปรากฏการณ์นี้มีแนวโน้มจะลากยาวต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2570

  • ความรุนแรงระดับสูงสุด (Peak): คาดว่าจะทวีความรุนแรงสูงสุดในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงมกราคม ซึ่งรอบนี้มีความเสี่ยงที่จะเป็นเอลนีโญที่ "รุนแรงถึงรุนแรงมาก" (Strong to Very Strong) เนื่องจากมีมวลความร้อนสะสมในมหาสมุทรปริมาณมหาศาล ทุบสถิติอุณหภูมิผิวน้ำทะเลทั่วโลก

  • ผลกระทบระดับโลก: เกิดความเสี่ยงภัยแล้งรุนแรงในอินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่ฝั่งอเมริกาใต้เริ่มมีสัญญาณฝนตกหนักผิดปกติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงความมั่นคงทางอาหารและราคาพืชผลทางการเกษตรทั่วโลก

ประเทศไทยรับมืออย่างไร? 

   สำหรับประเทศไทย เอลนีโญรอบนี้ส่งผลกระทบโดยตรงในมิติของ ฤดูฝนมาช้าหรือสิ้นสุดเร็วกว่าปกติ "ปริมาณฝนที่ต่ำกว่าปกติ" และ "อุณหภูมิที่สูงขึ้น" ทำให้ฤดูฝนมีฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย ฤดูหนาวจะไม่หนาวเย็นเท่าที่ควร และเสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำในภาคการเกษตร เพื่อป้องกันความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และภาคการผลิต รัฐบาลไทยและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้เดินหน้ายกระดับมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมืออย่างเป็นระบบ โดยมอบหมายให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมลดโลกร้อน) เดินหน้าเร่งขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุก จัดทำฐานข้อมูลภูมิอากาศความละเอียดสูงสู้ภัยแล้ง เพื่อลดความสูญเสียและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ประเทศ พร้อมทั้งเร่งให้ความรู้และแนวทางแก้ไขแก่ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน

 ซึ่งกรมลดโรคร้อน ได้ดำเนินการ ดังนี้

1. พัฒนา ข้อมูลการคาดการณ์ภูมิอากาศจนถึงปี ค.ศ. 2100 ภายใต้สถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ณ ปัจจุบัน (SSP2-4.5) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง (SSP5-8.5) ซึ่งมีความละเอียดระดับ 25 x 25 กิโลเมตร และ 5 x 5 กิโลเมตร ประกอบด้วยข้อมูลปริมาณฝน อุณหภูมิสูงสุด อุณหภูมิต่ำสุด อุณหภูมิเฉลี่ย และความชื้นสัมพัทธ์ และเผยแพร่ให้หน่วยงานต่างๆ นำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนรับมือกับน้ำท่วมและภัยแล้งในระยะยาว โดยชุดข้อมูลทั้งหมดอยู่ภายใต้ศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Information Center) ซึ่งทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มกลางที่เผยแพร่ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศอย่างครบวงจร นอกจากนี้ กรมฯ ยังร่วมกับบริษัท เวเธอร์ นิวส์ อิงค์ อยู่ระหว่างการพัฒนาชุดข้อมูลความเสี่ยงจากน้ำท่วมในแม่น้ำ ที่มีความละเอียดสูงถึง 90 เมตร x 90 เมตร โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในต้นปี 2570

 2. จะพัฒนาฐานข้อมูลภูมิอากาศความละเอียดสูง (Climate Risk Map) กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมลดโลกร้อน) ได้จัดทำฐานข้อมูลความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศที่ลงลึกไปถึง "ระดับตำบล" เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถประเมินได้ล่วงหน้าว่าพื้นที่ของตนจะแล้งจัดในช่วงไหน  ครอบคลุมภัยต่าง ๆ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง ดินถล่ม การเพิ่มขึ้นของน้ำทะเล การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2571 โดยแผนที่ความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ มีประโยชน์หลัก 3 มิติ ดังนี้

 🎯 1. ชี้เป้าแม่นยำ ป้องกันเชิงรุก (Targeted Resource Management)
           เปลี่ยนเกมจากตั้งรับเป็นเชิงรุก:
บูรณาการข้อมูลสภาพอากาศเข้ากับพิกัดพื้นที่จริงในระดับตำบล
           ระบุจุดเปราะบาง: ชี้เป้าได้ทันทีว่าชุมชน พื้นที่เกษตร หรือเขตเศรษฐกิจไหนเสี่ยงต่อภัยพิบัติประเภทใด
           งบประมาณตรงจุด: ช่วยให้ภาครัฐจัดสรรงบประมาณ กำลังคน และเครื่องมือลงไปช่วยเหลือได้ถูกที่ ถูกเวลา ก่อนเกิดภัยจริง

🌾 2. ปกป้องปากท้อง เสริมความมั่นคงทางอาหาร (Food & Economic Security)
          เข็มทิศเกษตรกร: เป็นคู่มือให้เกษตรกรและนักส่งเสริมการเกษตรรู้ล่วงหน้าว่าพื้นที่ไหนจะแล้งหรือท่วม
          วางแผนล่วงหน้า: นำข้อมูลไปปรับปฏิทินการเพาะปลูก เลือกสายพันธุ์พืชที่อึดและทนแล้ง/ทนน้ำ รวมถึงเตรียมแหล่งน้ำสำรอง
          เซฟรายได้: ปกป้องเม็ดเงินของเกษตรกรฐานราก และป้องกันไม่ให้ห่วงโซ่อาหารของประเทศหยุดชะงัก

🏗️ 3. ผังเมืองยุคใหม่ โครงสร้างพื้นฐานยืดหยุ่น (Climate Resilience Infrastructure)
          ผังเมืองเท่าทันโลกเดือด: ใช้ข้อมูลความเสี่ยงในการกำหนดทิศทางการขยายตัวของเมือง
          สร้างอย่างฉลาด: หลีกเลี่ยงการสร้างสิ่งก่อสร้างสำคัญ (เช่น โรงพยาบาล สถานีไฟฟ้า) ในจุดที่เสี่ยงภัยสูง
          อัปเกรดความอึด: ออกแบบระบบถนน แหล่งกักเก็บน้ำ และระบบระบายน้ำให้รองรับสภาพอากาศสุดขั้วได้ดีขึ้น (Climate Resilience)

เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศทั่วโลก โดยเฉพาะการเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะอากาศร้อนและภัยแล้ง แม้ว่าปัจจุบันโลกจะไม่ได้อยู่ในภาวะเอลนีโญรุนแรงเหมือนในช่วงปี 2566-2567 แต่ยังคงมีการเฝ้าระวังการกลับมาของปรากฏการณ์ดังกล่าวในอนาคตอันใกล้

สำหรับประเทศไทย การเตรียมพร้อมด้านการบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาระบบเตือนภัย และการสร้างความตระหนักรู้ในการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบจากเอลนีโญ และเสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำให้กับประเทศในระยะยาว

ที่มา : กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม https://www.dcce.go.th/25086/

 


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar