ก้าวข้ามความเงียบ: แนวทางและกลไกรัฐในการช่วยเหลือผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว

ความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เพียง "เรื่องส่วนตัว" หรือ "เรื่องลิ้นกับฟัน" อีกต่อไป แต่เป็นปัญหาความมั่นคงทางสังคมและเป็นสิ่งผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 รัฐบาลไทยโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้พัฒนาระบบและกลไกในการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุอย่างครอบคลุม เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงความปลอดภัยได้อย่างทันท่วงที

ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ให้ความหมาย ความรุนแรงในครอบครัว คือ "การกระทำใด ๆ โดยมุ่งประสงค์ให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพ หรือการกระทำโดยเจตนาในลักษณะที่น่าจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพของบุคคลในครอบครัว หรือบังคับหรือใช้อำนาจครอบงำบุคคลในครอบครัวให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งโดยมิชอบ แต่ไม่รวมถึงการกระทำโดยประมาท"  และบุคคลในครอบครัว หมายถึง "คู่สมรส คู่สมรสเดิม ผู้ที่อยู่กินหรือเคยอยู่กินฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส บุตร บุตรบุญธรรม สมาชิกในครอบครัว รวมทั้งบุคคลใด ๆ ที่ต้องพึ่งพาอาศัยและอยู่ในครัวเรือนเดียวกัน"

1. ใครบ้างที่สามารถแจ้งเหตุได้? (สิทธิหน้าที่ตามกฎหมาย)

กฎหมายระบุไว้อย่างชัดเจนเพื่อทลายกำแพงความกลัว โดยบุคคลที่สามารถแจ้งเหตุได้ มีดังนี้:

  • ผู้ถูกกระทำความรุนแรงโดยตรง: สามารถแจ้งเหตุเพื่อขอรับการคุ้มครองและดำเนินคดีได้ด้วยตนเอง

  • ผู้พบเห็นเหตุการณ์ หรือ ผู้ที่ทราบการกระทำความรุนแรง: ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนบ้าน ญาติ ครู หรือพลเมืองดี "มีหน้าที่ตามกฎหมาย" ต้องแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยกฎหมายคุ้มครองให้ผู้แจ้งเหตุโดยสุจริตไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางปกครอง

2. ช่องทางการแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือ

หากคุณประสบเหตุด้วยตนเองหรือพบเห็นบุคคลอื่นกำลังตกอยู่ในอันตราย สามารถแจ้งผ่านช่องทางหลักของรัฐบาลได้ตลอด 24 ชั่วโมง ดังนี้

  • สายด่วนเมืองไทย 1300: ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) ของกระทรวง พม. (โทรฟรี 24 ชั่วโมง) ช่องทางหลักในการประสานส่งต่อสหวิชาชีพและโมบายหน่วยเคลื่อนที่เร็ว

  • ระบบ ESS Help Me (Emergency Social Services): ช่องทางแจ้งเหตุฉุกเฉินทางไลน์ เพียงเพิ่มเพื่อนในแอปพลิเคชัน Line: @esshelpme ระบบนี้จะแชร์พิกัดจุดเกิดเหตุเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและทีมสหวิชาชีพเข้าไประงับเหตุได้อย่างแม่นยำ

  • สายด่วนฉุกเฉิน 191: สำหรับกรณีเหตุซึ่งหน้าที่มีความเสี่ยงต่อชีวิตหรือมีการทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าระงับเหตุทันที

  • ศูนย์พึ่งได้ (OSCC) ในโรงพยาบาล: หากได้รับบาดเจ็บและเข้ารับการรักษา สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือศูนย์พึ่งได้ภายในโรงพยาบาลรัฐทุกแห่ง ซึ่งจะมีพยาบาลและนักสังคมสงเคราะห์คอยช่วยเหลือประสานงาน

3. สิทธิของผู้ถูกกระทำตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวฯ 

   🔹แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดี หรือลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน
   🔹ยื่นคำร้องขอคุ้มครองสวัสดิภาพจากศาลเยาวชนและครอบครัว
   🔹สิทธิการไกล่เกลี่ยก่อนการยอมความ 
   🔹สิทธิในการมีจิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ หรือบุคคลที่ร้องขอร่วมอยู่ด้วยในขณะสอบปากคำเพื่อให้คำปรึกษา
   🔹สิทธิด้านสวัสดิการและการช่วยเหลือเยียวยา
           ▫️ เข้ารับการตรวจร่างกาย รักษาพยาบาล ประเมินด้านจิตใจ
           ▫️ สิทธิเข้ารับการคุ้มครองเป็นการชั่วคราว เช่น บ้านพักเด็กและครอบครัว หรือมูลนิธิต่าง ๆ กรณีไม่สามารถกลับไปอยู่บ้านเดิมได้
           ▫️ การยื่นคำขอรับค่าตอบแทนบรรเทาทุกข์ ตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 
           ▫️ การขอรับเงินสงเคราะห์ต่างๆ ของกระทรวง พ.ม.

4. ข้อมูลอื่นๆ ที่ควรรู้และข้อแนะนำเมื่อประสบเหตุ

💡 ข้อแนะนำในการเอาตัวรอดเบื้องต้นเมื่อเกิดเหตุรุนแรง

  1. ตั้งสติและพาตัวเองไปยังพื้นที่เปิด: หลีกเลี่ยงการติดอยู่ในห้องแคบที่ไม่มีทางออก หรือห้องที่มีสิ่งของแหลมคม (เช่น ห้องครัว)

  2. เตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน: พยายามเก็บเอกสารสำคัญ (บัตรประชาชน, ทะเบียนบ้าน, สมุดบัญชี, ยาประจำตัว) ไว้ในที่ที่หยิบง่าย หรือถ่ายรูปเก็บไว้ในโทรศัพท์มือถือ เผื่อกรณีต้องหนีออกจากบ้านทันที

  3. สร้างสัญญาณลับกับคนสนิท: นัดแนะกับเพื่อนสนิทหรือเพื่อนบ้านใกล้เคียง เช่น การส่งสติกเกอร์เฉพาะทาง Line หรือการเปิดไฟหน้าบ้านทิ้งไว้ เพื่อเป็นสัญญาณให้พวกเขาช่วยโทรแจ้งตำรวจแทนคุณ

ความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องที่ต้อง "อดทนเพื่อรักษาหน้าตาของครอบครัว" การก้าวออกมาขอความช่วยเหลือไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือการปกป้องสิทธิ์และชีวิตของตัวคุณเองรวมถึงคนที่คุณรัก


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar