ช่วงเวลาจัดงาน: วันขึ้น 1 ค่ำ ถึง ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจันทรคติจีน (ราวเดือนตุลาคมของทุกปี)
“ประเพณีถือศีลกินผัก” หรือที่ชาวภูเก็ตท้องถิ่นเรียกกันว่า "เจี๊ยะฉ่าย" เป็นประเพณีเก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดของชาวไทยเชื้อสายจีนในภาคใต้ โดยเฉพาะที่ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งจัดขึ้นอย่างสมเกียรติจนได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประเพณีนี้ไม่ใช่เพียงแค่การงดเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์เพื่อสุขภาพ แต่เป็นพิธีกรรมทางจิตวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ที่มีจุดประสงค์เพื่อชำระล้างร่างกายและจิตใจให้บริสุทธิ์ สะเดาะเคราะห์ต่อชะตา และวิงวอนขอพรจากเทพเจ้าให้คุ้มครองเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุข
จุดเริ่มต้นของประเพณีเจี๊ยะฉ่ายย้อนกลับไปในราวปี พ.ศ. 2368 ณ บ้านเก็ตโฮ่ (อำเภอกะทู้ในปัจจุบัน) ซึ่งในสมัยนั้นเป็นแหล่งทำเหมืองแร่ดีบุกที่มีชาวจีนอพยพมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก วันหนึ่งได้มีคณะงิ้วจากประเทศจีนเดินทางมาเปิดการแสดง แต่หลังจากนั้นไม่นานได้เกิดโรคระบาดร้ายแรง (ไข้ป่าหรือไข้มาลาเรีย) คร่าชีวิตผู้คนไปมากมาย รวมถึงสมาชิกในคณะงิ้วก็เจ็บป่วยลงด้วย
หัวหน้าคณะงิ้วจึงระลึกได้ว่า พวกตนได้ละเลยไม่ได้ประกอบพิธีไหว้บูชา "กิ้วอ๋องไต่เต่" (เทพเจ้า 9 พระองค์) ตามประเพณีที่เคยปฏิบัติมาในบ้านเกิด จึงได้ร่วมใจกันสวดมนต์ ถือศีล และงดเว้นการกินเนื้อสัตว์ ผักฉุน เพื่อเป็นการขอขมา ผลปรากฏว่าโรคระบาดได้หายไปอย่างน่าอัศจรรย์ ชาวภูเก็ตที่เลื่อมใสศรัทธาจึงได้สืบทอดพิธีกรรมนี้ต่อกันมาจนกลายเป็นประเพณีประจำปีอันยิ่งใหญ่
เพื่อให้ร่างกายและจิตใจบริสุทธิ์อย่างแท้จริง ผู้ที่เข้าร่วมประเพณีถือศีลกินผักจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์อย่างเคร่งครัด 10 ข้อ ดังนี้:
การชำระร่างกายให้สะอาดตลอดช่วงเทศกาล
การทำความสะอาดเครื่องครัวและแยกภาชนะสำหรับอาหารเจโดยเฉพาะ
การสวมชุดขาวตลอดการเข้าร่วมพิธี
การประพฤติชอบทั้งกาย วาจา ใจ
การงดเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์ รวมถึงเครื่องปรุงที่มาจากสัตว์
การงดเว้นผักที่มีกลิ่นฉุน 5 ชนิด (กระเทียม, หัวหอม, หลักเกียว, กุยช่าย, ใบยาสูบ)
การงดเว้นการเสพของมึนเมา สุรา และการพนัน
ผู้ที่อยู่ระหว่างไว้อาลัย (ไว้ทุกข์) ไม่ควรเข้าร่วมพิธี
หญิงมีครรภ์ไม่ควรเข้าร่วมชมพิธีกรรมบางประเภท
หญิงที่มีประจำเดือนไม่ควรเข้าร่วมพิธีกรรม
ตลอดระยะเวลา 9 วัน 9 คืน อ๊าม (ศาลเจ้าจีน) ทั่วทั้งเกาะภูเก็ตจะเต็มไปด้วยควันธูป แสงเทียน และเสียงประทัดที่ดังสนั่นหวั่นไหว โดยมีพิธีกรรมสำคัญที่เป็นไฮไลต์ดังนี้:
เป็นพิธีกรรมเริ่มต้นในเย็นวันก่อนวันงาน โดยแต่ละศาลเจ้าจะร่วมใจกันยกเสาไม้ไผ่ขนาดใหญ่เรียกว่า "เสาโกเต้ง" ขึ้นสู่ยอดฟ้า เพื่อแขวนตะเกียงไฟ 9 ดวง ซึ่งเปรียบเสมือนสัญญาณบอกกล่าวและอัญเชิญองค์กิ้วอ๋องไต่เต่และยกอ๋องซ่งเต่ (เง็กเซียนฮ่องเต้) ให้เสด็จลงมาประทับเป็นประธานในพิธี
ถือเป็นไฮไลต์เด็ดที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ขบวนแห่พระของแต่ละศาลเจ้าจะเคลื่อนผ่านไปตามถนนในตัวเมืองภูเก็ต เพื่อให้อวยพรและให้ประชาชนได้ตั้งโต๊ะบูชารับพระหน้าบ้าน
ในขบวนจะมี "ม้าทรง" (บุคคลที่เทพเจ้าเลือกมาเป็นร่างประทับเพื่อรับเคราะห์แทนมนุษย์) แสดงอิทธิฤทธิ์โดยการนำสิ่งของมีคมต่างๆ เช่น มีดดาบ ขวาน เหล็กแหลม หรือแม้กระทั่งร่มและกิ่งไม้ มาทิ่มแทงตามร่างกายและใบหน้า ท่ามกลางชาวบ้านที่คอยจุดประทับนับหมื่นนับแสนนัดโยนใส่เสลี่ยงพระจนเสียงดังสนั่นและควันขาวอบอวลไปทั่วเมือง
พิธีกรรมแสดงปาฏิหาริย์และอิทธิฤทธิ์ของม้าทรง เพื่อเป็นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของร่างกายและช่วยปัดเป่าสิ่งอัปมงคล โรคภัยไข้เจ็บออกจากตัวผู้ถือศีลกินผัก
คุณค่าทางสังคม: ประเพณีถือศีลกินผัก จังหวัดภูเก็ต ไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลท่องเที่ยวที่ตื่นตาตื่นใจทางสายตาเท่านั้น แต่เป็นเครื่องสะท้อนถึง "ความสามัคคี ศรัทธา และกตัญญุตา" ของคนในชุมชน เป็นสายใยเชื่อมโยงชาวไทยเชื้อสายจีนเพอรานากันให้ระลึกถึงรากเหง้าของบรรพบุรุษ และสืบสานความเอื้ออาทร มอบความเมตตาต่อสิ่งมีชีวิตผ่านการละเว้นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ผูกร้อยหัวใจของคนในท้องถิ่นให้เป็นหนึ่งเดียวในทุกๆ ปี