ช่วงเวลาจัดงาน: วันเพ็ญเดือน 12 (ราวเดือนพฤศจิกายนของทุกปี)
“ประเพณีลอยกระทง” เป็นหนึ่งในประเพณีที่งดงามและมีเอกลักษณ์โดดเด่นที่สุดของประเทศไทย จัดขึ้นในคืนวันพระจันทร์เต็มดวงของเดือนสิบสอง ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำนองเต็มตลิ่งและอากาศเริ่มเย็นสบาย ในคืนนี้ แม่น้ำ ลำคลอง และแหล่งน้ำทั่วประเทศจะสว่างไสวไปด้วยแสงเทียนระยิบระยับจากกระทงนับพันนับหมื่นใบที่ลอยล่องไปตามกระแสน้ำ
หัวใจสำคัญของประเพณีลอยกระทงผูกพันอยู่กับ "สายน้ำ" ซึ่งเป็นดั่งเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิต เกษตรกรรม และคมนาคมของคนไทยมาตั้งแต่อดีต การลอยกระทงจึงมีความหมายสำคัญหลักๆ ดังนี้:
การขอขมาและระลึกถึงพระคุณของพระแม่คงคา: เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณที่สายน้ำได้ให้เราได้ดื่มกินและใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน พร้อมทั้งขอขมาที่มนุษย์อาจได้ล่วงเกิน ทิ้งสิ่งปฏิกูล หรือทำความสกปรกให้แก่แหล่งน้ำ
การลอยความทุกข์โศก: มีความเชื่อว่าการปล่อยกระทงให้ลอยห่างออกไป เปรียบเสมือนการสะเดาะเคราะห์ ปล่อยความทุกข์ ความโศกเศร้า โรคภัยไข้เจ็บ และสิ่งไม่ดีทั้งหลายให้ไหลไปกับสายน้ำ เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่สิ่งดีๆ
การบูชารอยพระพุทธบาท: ในทางพระพุทธศาสนา มีคติความเชื่อว่าเป็นการลอยเพื่อไปนมัสการรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าที่ประทับไว้ ณ หาดทรายริมฝั่งแม่น้ำนัมมทานทีในประเทศอินเดีย
กระทงตามประเพณีดั้งเดิมมักทำจากวัสดุธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ เช่น หยวกกล้วยและใบตอง นำมาจับจีบพับเป็นรูปทรงคล้ายดอกบัว ตกแต่งด้วยดอกไม้สดที่มีสีสันสวยงามอย่างดอกดาวเรือง ดอกกล้วยไม้ หรือดอกบานไม่รู้โรย
สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ภายในกระทงคือ "ธูป 3 ดอก และเทียน 1 เล่ม" ซึ่งเป็นเครื่องสักการะบูชา นอกจากนี้บางคนยังนิยมใส่เงินเหรียญลงไปด้วยเพราะเชื่อว่าจะช่วยนำพาความมั่งคั่งมาให้ หรือตัดเล็บและเส้นผมใส่ลงไปเพื่อเป็นกุศโลบายในการตัดสิ่งอัปมงคลออกจากตัว
นอกจากการลอยกระทงแล้ว ในค่ำคืนนี้ยังมีกิจกรรมรื่นเริงอื่นๆ ที่สร้างความสนุกสนานขยายไปทั่วชุมชน เช่น การประกวดกระทงสวยงามและกระทงความคิดสร้างสรรค์ การประกวดนางนพมาศ การจุดพลุดอกไม้ไฟ และการร่วมร้องเพลงรำวงวันลอยกระทง สะท้อนถึงความสุขและความสามัคคีอันงดงามในวัฒนธรรมไทยสืบไป