แม้จะมีข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์ว่าประเพณีลอยกระทงเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการในยุคสมัยใด แต่ปราชญ์และนักประวัติศาสตร์หลายท่านสันนิษฐานว่า พิธีกรรมที่เกี่ยวกับการลอยประทีปในน้ำมีรากเหง้ามาจากพิธีพราหมณ์-ฮินดู เพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้า ก่อนจะผสมผสานเข้ากับความเชื่อทางพระพุทธศาสนาในภายหลัง
สำหรับคนไทย วัตถุประสงค์หลักของการลอยกระทงสะท้อนถึงวิถีชีวิตที่ผูกพันกับเกษตรกรรมและการพึ่งพาสายน้ำอย่างเด่นชัด:
การขอขมาพระแม่คงคา: เป็นการแสดงความสำนึกในพระคุณของแหล่งน้ำที่มนุษย์ได้ดื่มกินและใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันก็เป็นการขอขมาที่ได้ล่วงเกินทิ้งสิ่งปฏิกูลลงสู่แม่น้ำลำคลอง
การลอยทุกข์ลอยโศก: ความเชื่อที่ว่าการปล่อยกระทงให้ไหลไปตามกระแสน้ำ เป็นการสะเดาะเคราะห์ ปล่อยความทุกข์ ความเศร้า โรคภัยไข้เจ็บ และสิ่งไม่ดีให้ออกไปจากชีวิต เพื่อเริ่มต้นสิ่งใหม่ที่ดีกว่า
การบูชารอยพระพุทธบาท: ตามคติความเชื่อทางพุทธศาสนา เป็นการส่งประทีปโคมไฟไปบูชารอยพระพุทธบาทที่พระพุทธองค์ทรงประทับไว้ ณ หาดทรายริมฝั่งแม่น้ำนัมมทานทีในประเทศอินเดีย
แม้จุดมุ่งหมายจะคล้ายคลึงกัน แต่ความงดงามของประเพณีลอยกระทงในประเทศไทยคือ "ความหลากหลายทางวัฒนธรรม" ที่แต่ละภูมิภาคได้แต่งแต้มเอกลักษณ์ของตนเองลงไปบนผืนน้ำ:
ภาคเหนือ (ประเพณียี่เป็ง): ที่โดดเด่นที่สุดคือ จังหวัดสุโขทัย กับงาน "เผาเทียนเล่นไฟ" ที่เน้นความงดงามของตะคันจุดประทีปและโคมชักโคมแขวน ส่วนจังหวัดเชียงใหม่จะนิยมลอยโคมลอยหรือ "โคมยี่เป็ง" ขึ้นสู่ท้องฟ้า ควบคู่ไปกับการลอยกระทงในแม่น้ำปิง
ภาคกลาง (กระทงใบตองและดอกไม้สด): เน้นความประณีตเชิงช่างหัตถศิลป์ มีการประดิษฐ์กระทงจากใบตองเป็นรูปดอกบัว ตกแต่งด้วยดอกไม้สดที่มีความหมายมงคล เช่น ดอกรัก ดอกดาวเรือง และดอกบานไม่รู้โรย
ภาคอีสาน (เทศกาลไหลเรือไฟ): โดยเฉพาะจังหวัดนครพนมริมฝั่งแม่น้ำโขง ที่มีการสร้างเรือไฟขนาดมหึมา ตกแต่งด้วยตะเกียงนับหมื่นดวงเป็นรูปภาพทางพุทธประวัติและสัญลักษณ์มงคล สะท้อนความยิ่งใหญ่และความศรัทธาอันแรงกล้า
ภาคใต้ (ประเพณีลอยแพ): ในบางพื้นที่ของภาคใต้มีพิธีลอยแพสะเดาะเคราะห์ของชุมชนริมทะเล ซึ่งใช้วัสดุธรรมชาติมาต่อเป็นแพขนาดใหญ่ บรรจุอาหารและเครื่องเซ่นไหว้เพื่อปล่อยลงสู่มหาสมุทร
ในมิติทางสังคม ประเพณีลอยกระทงคือ "วันแห่งความรักและความผูกพัน" เป็นช่วงเวลาที่สมาชิกในครอบครัวและคนในชุมชนได้มาร่วมมือกันประดิษฐ์กระทง ได้ออกไปทำกิจกรรมร่วมกัน เกิดความสามัคคีและการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นจากรุ่นสู่รุ่น
อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคที่ต้องใส่ใจสิ่งแวดล้อม ประเพณีลอยกระทงก็เผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ ปัญหากระทงโฟมและขยะตกค้างในแหล่งน้ำทำให้เกิดกระแสการปรับตัวครั้งสำคัญ ปัจจุบันเราจึงได้เห็น "วัฒนธรรมที่ปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย" เช่น:
การรณรงค์ใช้กระทงจากวัสดุธรรมชาติ 100% เช่น ต้นกล้วย ใบตอง กะลามะพร้าว
การสร้างสรรค์กระทงทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสัตว์น้ำ เช่น กระทงน้ำแข็ง หรือกระทงขนมปัง (ในแหล่งน้ำปิดที่มีปลา)
การก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัลด้วย "การลอยกระทงออนไลน์" หรือการลอยกระทงระบบดิจิทัลแบบ Interactive Mapping ตามสระน้ำกลางเมือง ซึ่งช่วยรักษาประเพณีดั้งเดิมไว้ได้โดยไม่สร้างขยะให้กับธรรมชาติเลยแม้แต่ชิ้นเดียว
ประเพณีลอยกระทง จึงไม่ใช่เพียงแค่พิธีกรรมที่ทำตามกันมาตามปฏิทิน แต่เป็นภาพสะท้อนจิตวิญญาณของคนไทยที่มีความกตัญญูต่อธรรมชาติ มีความหวังในการเริ่มต้นใหม่ และมีสุนทรียภาพในการใช้ชีวิต การรักษาประเพณีนี้ให้คงอยู่และงดงามอย่างยั่งยืน จึงไม่ใช่แค่การจุดเทียนแล้วปล่อยให้กระทงลอยลับตาไป แต่คือการลอยกระทงด้วยความรับผิดชอบและความใส่ใจต่อสายน้ำอันเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของพวกเราทุกคนครับ